นายสง่า ธนสงวนวงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวระหว่างเป็นประธานการประชุมกระทรวงแรงงาน ครั้งที่4/2556 ณ ห้องประชุมสำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน ว่า กระทรวงแรงงานมีภารกิจหลักเกี่ยวข้องกับแรงงานในทุกมิติ โดยมีเป้าหมายในการคุ้มครองแรงงานและยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น แต่หากมองได้ด้านของการเคลื่อนย้ายผู้ใช้แรงงานนั้นพบว่า สามารถแบ่งแรงงานออกได้เป็น 2 ส่วน คือ แรงงานส่งออก และแรงงานนำเข้า โดยแรงงานส่งออก หรือผู้ใช้แรงงานที่ประสงค์เดินทางไปทำงานในต่างประเทศจะต้องไม่ประสบปัญหาหลังจากที่ได้เดินทางไปยังประเทศปลายทางแล้ว โดยที่ผ่านมามีรายงานว่า เมื่อผู้ใช้แรงงานเดินทางไปถึงประเทศปลายทาง โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ที่มีค่าแรงค่อนข้างน้อย นายจ้างมักจะทำการเปลี่ยนแปลงสัญญาจ้าง ซึ่งผิดไปจากที่ได้ตกลงไว้เมื่อก่อนหน้านั้น ในเรื่องดั่งกล่าวได้มอบหมายให้กรมการจัดหางาน และสำนักงานแรงงานประเทศต่างๆ ซึ่งมีภารกิจหลักในการดูแลและคุ้มครองแรงงานไทยในต่างแดน เป็นผู้รับไปประสานงาน ซึ่งนอกจากจะมีกระบวนการในการคัดเลือกคนแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการให้แรงงานที่จะเดินทางไปทำงานยังต่างประเทศ มีข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับประเทศนั้นๆ โดยเฉพาะในเรื่องของกฎหมาย เพื่อจะได้ไม่ถูกนายจ้างเอาเปรียบ อีกทั้งควรจะมีการจัดทำบัญชีรายชื่อของบริษัทจัดหางานทั้งในและต่างประเทศ แบ่งเป็นบริษัทที่เอาเปรียบ และไม่เอาเปรียบผู้ใช้แรงงาน เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการประกอบการตัดสินใจก่อนสมัครเดินทางไปทำงานยังต่างประเทศ
เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับแรงงานส่วนที่ 2 คือแรงงานต่างด้าวที่นำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อชดเชยแรงงานที่ประเทศไทยขาดแคลน ได้มอบหมายให้กรมการจัดหางานปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มงวดในกรอบของกฎหมายที่อยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบ โดยที่ผ่านมามีแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมาย อาศัย และทำงานอยู่ในประเทศไทยเป็นจำนวนมากและยิ่งเวลาผ่านพ้นไปก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น นับจากนี้ไปหลังจากที่สิ้นสุดการขยายระยะเวลาในการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว จะเอาจริงเอาจังกับแรงงานกลุ่มดังกล่าว หากมีการตรวจพบจะดำเนินการผลักดันกลับประเทศต้นทางทันที สำหรับแรงงานที่จะอาศัยและทำงานอยู่ในประเทศไทย จะต้องเป็นแรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น โดยจะต้องมีหนังสืออนุญาตให้ทำงานและอาศัยอยู่ในประเทศไทย ซึ่งการนำเข้าแรงงานดังกล่าว จะนำเข้าด้วยวิธีรัฐต่อรัฐ ผ่านการทำข้อตกลงระหว่างกัน เพื่อการดำเนินงานจะได้เป็นระบบ ซึ่งจะส่งผลให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ ดูแล และคุ้มครองแรงงานต่างด้าวตามสิทธิของแรงงานที่พึงมีและได้รับ
