นายพูลศักดิ์ เศรษฐนันท์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวในพิธีเปิดงานประชุมชี้แจงการสำรวจข้อมูลอุปสงค์อุปทานแรงงาน และผลกระทบจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ว่า จากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นอัตราเดียวกันทั่วประเทศ 300 บาท อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินกิจการ รวมทั้งอาจส่งผลต่อการลดการจ้างงานและการปิดกิจการของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจ SMEs ขณะเดียวกันในอีกแง่มุมหนึ่งการปรับอัตราค่าจ้างครั้งนี้ ก็ส่งผลให้เกิดการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม แรงงานมีกำลังซื้อมากขึ้น และลดปัญหาสังคมที่เกี่ยวโยงกับการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานการทำงาน ดังนั้นกระทรวงแรงงานที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายนี้ จึงต้องเตรียมความพร้อมของบุคลากรในการสำรวจข้อมูลเพื่อให้ทราบข้อมูลที่แท้จริงเกี่ยวกับค่าจ้าง รายได้ รายจ่าย และผลกระทบที่มีต่อสถานประกอบการ รวมไปถึงข้อมูลในด้านความต้องการของตลาดแรงงาน การขาดแคลนแรงงานทั้งในระดับจังหวัด ไปจนถึงระดับมหภาค ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะทำให้สามารถวิเคราะห์และจัดเตรียมกำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการได้ทันสถานการณ์ต่อภาคเศรษฐกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558
“การดำเนินการสำรวจข้อมูล และผลกระทบจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำถือเป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญมาก เจ้าหน้าที่ของกระทรวงแรงงาน ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการสำรวจข้อมูล มีการวางแผนก่อนการสำรวจ เข้าใจในวัตถุประสงค์ การสุ่มตัวอย่าง การสอบทานความถูกต้อง ตลอดจนมีความแม่นยำในการบันทึกข้อมูลที่ได้จากการสำรวจเพื่อจะได้มาซึ่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือและถูกต้อง ทั้งนี้จะได้นำข้อมูลดังกล่าวมาเสนอแนะต่อคณะกรรมการค่าจ้างในการบรรเทาและช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับความเดือดร้อนต่อไป” รองปลัดกระทรวงแรงงานกล่าว
ทั้งนี้ การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ในการเตรียมความพร้อมให้บุคลากรที่ต้องปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับการรวบรวมข้อมูล สามารถเก็บข้อมูลได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน รวมทั้งสามารถนำไปวิเคราะห์ได้อย่างสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน เพื่อให้เป็นเครื่องชี้แนวโน้มการจ้างงาน และการวางแผนกำลังแรงงานได้อย่างถูกต้องเหมาะสมต่อไป
