www.thaigov.go.th

  • ขนาดตัวอักษร 
  •   
กรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม จับมือ คอ.นธ. นำเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์

กระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุมประพฤติ ร่วมกับคณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.)เตรียมนำเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์(Electronic Monitoring) มาใช้กับผู้กระทำความผิดในประเทศไทยเป็นครั้งแรก

        เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๖ เวลา ๐๘.๓๐ น. ศาสตราจารย์ ดร.อุกฤษ มงคลนาวินประธานกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ เป็นประธานเปิดการประชุมทางวิชาการ  “การนำเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Monitoring) มาใช้กับผู้กระทำความผิดในประเทศไทย” โดยได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์พิเศษธงทอง จันทรางศุ กรรมการและเลขานุการ คอ.นธ. นายนัทธี จิตสว่าง กรรมการ คอ.นธ. นายชาติชาย สุทธิกลม กรรมการ คอ.นธ. นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมคุมประพฤติ และโฆษกกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม นักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานอิสระและองค์กรภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องวีนัส โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร

        สืบเนื่องจากคณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.) ร่วมกับ กรมคุมประพฤติ ได้ดำเนินการประชุมวิชาการ “การนำเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Monitoring) มาใช้กับผู้กระทำความผิดในประเทศไทย” เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะแนวทางและมาตรการ การแก้ปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจำ โดยนำเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Monitoring) มาใช้ในการควบคุมและติดตามการหลบหนีของผู้กระทำความผิด รวมทั้งการบริหารจัดการเพื่อแก้ไขปัญหาทั้งในเรื่องความแออัดในเรือนจำโดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องขัง ปัญหาด้านงบประมาณ และบุคลากร ซึ่งกรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม ได้มีนโยบายนำร่อง มาใช้กับเด็กและเยาวชนในกลุ่มคดีความผิดเกี่ยวกับจราจรในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

        ศาสตราจารย์ ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน ประธานกรรมการ คอ.นธ. กล่าวว่า การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการติดตามผู้ต้องขังในเรือนจำต้องคำนึงถึงความเหมาะสมและหลักสิทธิมนุษยชน เนื่องจากที่ผ่านมาระบบการควบคุมผู้ต้องขังในประเทศไทยยังคงมีการใช้โซ่ตรวน หรือกุญแจมือในการควบคุมตัวตั้งแต่ขั้นตอนของการสอบสวนไปจนถึงการนำผู้ต้องขังไปควบคุมตัวไว้ในเรือนจำ ซึ่งปัจจุบันเรือนจำประสบปัญหามีจำนวนผู้ต้องขังเกินกว่าหลักสากลมากถึง  ๔ เท่า ดังนั้นการนำเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์มาใช้จะช่วยลดความแออัดในเรือนจำ และสามารถลดงบประมาณในการดูแลผู้ต้องขัง โดยปัจจุบันมีการทดลองใช้ระบบควบคุมตัวดังกล่าวกว่า ๕๐ ประเทศทั่วโลก

        ต่อจากนั้นเป็นการอภิปรายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหัวข้อ “การนำเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Monitoring) มาใช้กับผู้กระทำความผิดในประเทศไทย” โดยได้รับเกียรติจากนายดล บุนนาค  ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา นางสาวรื่นวดี  สุวรรณมงคล อธิบดีกรมคุมประพฤติ และโฆษกกระทรวงยุติธรรม พันตำรวจเอกญาณพล ยั่งยืน รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายธนิต ประภาตนันท์ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ร่วมอภิปราย  ซึ่งมีนายอดิศักดิ์ ศรีสมเป็นผู้ดำเนินการอภิปราย ทั้งนี้ผู้อภิปรายต่างมีความคิดเห็นสอดคล้องกันว่า การนำระบบควบคุมตัวดังกล่าวมาใช้เหมาะสำหรับการลงโทษระดับกลางในความผิดที่ไม่ถึงขั้นต้องถูกควบคุมตัวในทัณฑสถาน เรือนจำหรือสถานกักกันอื่น แต่ต้องการจำกัดเสรีภาพบางประการ ซึ่งระบบนี้มีความเหมาะสมมาก เนื่องจากมีลักษณะคล้ายนาฬิกาข้อมือติดไว้กับตัวผู้กระทำผิด และมีระบบป้องกันการถูกทำลายเป็นอย่างดีเหมาะสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ยังสามารถกำหนดบริเวณควบคุม และบริเวณที่ต้องห้ามไม่ให้ผู้กระทำผิดออกนอกพื้นที่ที่กำหนดได้ หากมีการฝ่าฝืนอุปกรณ์จะส่งสัญญาณแจ้งเตือนพร้อมระบุพิกัดให้ผู้ควบคุมสามารถติดตามผู้กระทำผิดได้

        พร้อมกันนี้ ได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมจากหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการนำเครื่องมือดังกล่าวเข้ามาใช้ เพื่อให้กระบวนการความยุติธรรมของประเทศไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล ทั้งในด้านสิทธิและเสรีภาพของมนุษยชน รวมทั้งสอดคล้องกับภาพลักษณ์วัฒนธรรมของสังคมไทย และคำนึงถึงการรักษา ความปลอดภัยในสังคม อีกทั้งเรื่องความคุ้มค่าด้านงบประมาณเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการบริหารจัดการ นอกจากนี้ ได้มีการจัดบูทสาธิตการใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Monitoring) ภายในงานอีกด้วย