www.thaigov.go.th

  • ขนาดตัวอักษร 
  •   
ยธ.นำเสนอรายงานประเทศไทยตามพันธกรณีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ

โฆษกกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยรองปลัดกระทรวงยุติธรรมและอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ แถลงรายงานประเทศไทยตามพันธกรณีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ


เมื่อพุธที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๕ เวลา ๑๑.๐๐ น. นางสาวรื่นวดี  สุวรรณมงคล  ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม และโฆษกกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยนางสุวณา สุวรรณจูฑะ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านบริหารความยุติธรรม และนายพิทยา จินาวัฒน์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ  ร่วมแถลงข่าว“การนำเสนอรายงานประเทศไทยตามพันธกรณีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ” ณ ห้องรับรองกระทรวงยุติธรรม ชั้น ๒ อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ  แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

นางสาวรื่นวดี  สุวรรณมงคล  ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม และโฆษกกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า สืบเนื่องจากประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of All forms of Racial Discrimination - CERD)  เมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๔๖ และอนุสัญญาฯ ดังกล่าวมีผลใช้บังคับกับประเทศไทยตั้งแต่วันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ เป็นต้นมา ผลจากการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา CERD ประเทศไทยมีพันธะผูกพันที่จะต้องดำเนินการ  ๔ ประการ ได้แก่ ๑) การประกันให้เกิดสิทธิต่างๆ ตามที่ระบุไว้ในอนุสัญญาฯ  ๒) การปฏิบัติให้เกิดสิทธิตามที่รับรองไว้ในอนุสัญญาฯ ด้วยความก้าวหน้า ๓) การเผยแพร่หลักการของสิทธิที่ระบุไว้อนุสัญญาฯ อย่างกว้างขวาง และ ๔)การจัดทำรายงานสถานการณ์และปัญหาอุปสรรคภายในประเทศ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งประเทศไทย ได้ส่งรายงานดังกล่าวต่อคณะกรรมการฯ เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๔ และเมื่อวันที่ ๙ - ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๕ คณะผู้แทนไทย โดยมีนางสุวณา สุวรรณจูฑะ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านบริหาร ความยุติธรรม เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย พร้อมด้วยนายพิทยา จินาวัฒน์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม และผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ได้เดินทางไปนำเสนอรายงานฯ ด้วยวาจาต่อคณะกรรมการฯ ในการประชุมสมัยที่ ๘๑ ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

นางสุวณา สุวรรณจูฑะ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านบริหารความยุติธรรมซึ่งเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการ นำเสนอรายงานฯ กล่าวว่า สำหรับภาพรวมการนำเสนอถึงการดำเนินงานของประเทศไทยตามอนุสัญญา CERDนั้น คณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ แสดงความชื่นชมต่อองค์ประกอบคณะผู้แทนไทย เนื่องจากมีผู้แทนระดับสูงจากหลากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยให้ความสำคัญต่ออนุสัญญา CERDและคณะกรรมการฯ พึงพอใจในการตอบคำถามของคณะผู้แทนไทยเป็นอย่างมาก เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายภายในของไทยที่สอดคล้องกับหลักการของอนุสัญญา CERDโดยเฉพาะเรื่องการจัดการปัญหาสถานะของบุคคล การแก้ไขพระราชบัญญัติการคืนสัญชาติไทยให้คนไทยพลัดถิ่น และการให้ที่พักพิงอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ในอดีต สำหรับผู้หนีภัยการสู้รบจากประเทศเพื่อนบ้าน การมีนโยบายให้สิทธิขั้นพื้นฐานแก่ทุกกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเท่าเทียมกัน ไม่จำแนกหรือจำกัดว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ใด รวมถึงกลุ่มแรงงานอพยพ คนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ผู้หนีภัย ซึ่งนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและนโยบายการศึกษาของประเทศไทยได้รับการยอมรับในระดับสากล คณะกรรมการฯ มีความพึงพอใจในเรื่องการให้การเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญ

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการฯ แสดงข้อห่วงกังวลในเรื่องต่าง ๆ เช่น การจำแนกสถิติกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งขาดความชัดเจนด้านสถิติข้อมูล และการตั้งข้อสงวน โดยคณะกรรมการฯ ให้ข้อสังเกตว่า รัฐธรรมนูญของไทยบัญญัติห้ามมิให้องค์กรของรัฐเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ ซึ่งยังไม่ครอบคลุมหน่วยงานเอกชน ซึ่งคณะผู้แทนไทยได้แจ้งให้คณะกรรมการฯ ทราบว่า ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการในเรื่อง  ดังกล่าว

นายพิทยา จินาวัฒน์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเด็นที่คณะกรรมการฯ ให้ความสนใจ ประกอบด้วย
๑) ประเทศไทยมีข้อสงวน ๒ ข้อ คือ ข้อ ๔ การจัดให้มีมาตรการเชิงบวกที่จะขจัดการกระตุ้นการกระทำที่เลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ ซึ่งประเทศไทยจะดำเนินการตามข้อบัญญัตินี้เฉพาะเมื่อพิจารณาเห็นว่ามีความจำเป็นต้องออกฎหมายใหม่เท่านั้น และข้อ ๒๒ ประเทศไทยจะไม่รับผูกพันเกี่ยวกับการยุติข้อพิพาทระหว่างรัฐภาคีที่จะเสนอต่อการพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
๒) การจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม  มีกลุ่มชาติพันธุ์อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ข้อมูลในรายงานไม่มีการจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ให้ครบถ้วนทุกพื้นที่ และขาดความชัดเจนในเรื่องของสถิติข้อมูล
๓) บทบาทของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในเรื่องการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ
๔) สถานการณ์การค้ามนุษย์ในประเทศไทย การดูแลเหยื่อค้ามนุษย์ การให้ความช่วยเหลือ เยียวยา
๕) การคุ้มครองสิทธิเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยของบุคคลในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย
๖) สถานการณ์ด้านกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย ได้แก่ สถานการณ์ผู้หนีภัยการสู้รบ การส่งหญิงตั้งครรภ์กลับประเทศ ผู้อพยพ คนไทยพลัดถิ่น สิทธิในที่ดินของกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งเกี่ยวข้องกับการประกาศพื้นที่ป่าสงวน เป็นต้น

นายพิทยา จินาวัฒน์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยได้จัดทำแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติฉบับที่ ๒ (พ.ศ.๒๕๕๒ - ๒๕๕๖) เพื่อเป็นการป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การพัฒนากฎหมายและกลไกทางกฎหมาย และยังเป็นการพัฒนาองค์กรเครือข่ายทุกภาคส่วน ซึ่งมีแนวทางการแก้ไข โดยกระบวนการระงับข้อพิพาท และการไกล่เกลี่ย ที่เป็นกลไก ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดการเรื่องราวร้องทุกข์ ซึ่งปัจจุบันกระทรวงยุติธรรมได้จัดตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท กรมคุ้มครองคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ รวมถึงสำนักงานยุติธรรมจังหวัดในทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อช่วยเหลือประชาชนในเรื่องดังกล่าว พร้อมทั้งให้การเยียวยาผู้ถูกละเมิดในด้านการชดเชยค่าเสียหาย นอกจากนี้ยังมีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งมีบทบาทหน้าที่ในการติดตามและประเมินผลสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้น และรายงานต่อคณะรัฐบาลเพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาต่อไป