เมื่อวันอังคารที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๔ เวลา ๐๘.๐๐ น. ฯพณฯ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการป้องกันการทุจริตประพฤติมิ ชอบในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของทางราชการ พร้อมร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงกับ ๑๙ หน่วยงาน นำร่อง โดยมีรัฐมนตรีในฐานะตัวแทนกระทรวงเป็นผู้ลงนาม พร้อมด้วยปลัดกระทรวง และผู้บริหารระดับสูงร่วมลงนาม ณ ตึกสันติไมตรีหลังนอก ทำเนียบรัฐบาล เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร
สำหรับ การลงนามในครั้งนี้ เป็นการให้สัตยาบันของหัวหน้าหน่วยงานภาครัฐนำร่องกับนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้ บังคับบัญชา เพื่อเป็นการยืนยันว่าจะนำพาองค์กรที่ได้กำกับดูแลต่อต้านการทุจริตประพฤติ มิชอบอย่างเคร่งครัด และที่สำคัญยังเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของทางราชการ ไม่ให้เรียกหรือรับสินบนและของกำนัลใดๆ หรือการสมยอมกันในการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ โดยมีหน่วยงานนำร่องที่ร่วมลงนามทั้งสิ้น ๑๙ หน่วยงานได้แก่
- สำนักนายกรัฐมนตรี โดยกรมประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และสำนักงาน ก.พ.ร.
- กระทรวงกลาโหม โดยสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม
- กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยกรมพลศึกษา
- กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยสำนักส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาสและผู้สูงอายุ
- กระทรวงคมนาคม โดยกรมทางหลวง
- กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยสำนักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และกรมอุตุนิยมวิทยา
- กระทรวงพาณิชย์ โดยสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ และกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมส่งเสริมการส่งออก
- กระทรวงยุติธรรม โดยกรมราชทัณฑ์ และกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
- กระทรวงศึกษาธิการ โดยสถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา
- กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมสุขภาพจิต
- กระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม
ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่า ที่ผ่านมา สภาพปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในประเทศ มีผลต่อ การพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขัน ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการพัฒนา แม้ช่วง ๑๖ ปีที่ผ่านมา จะมีการแก้ปัญหา ซึ่งดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์การคอร์รัปชั่นที่จัดทำโดยภาคเอกชน ในปี ๒๕๕๓ ไทยถูกจัดอันดับดีขึ้นก็ตาม แต่ประชาชนยังวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น รัฐบาลจึงต้องแก้ปัญหา ซึ่งการลงนามครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องที่ดีที่ให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะภาคการเมือง ภาคราชการ และเอกชน ซึ่งจะสามารถทำให้ดำเนินการเป็นผลสำเร็จได้
