เมื่อวันจันทร์ที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ เวลา ๐๙.๐๐ น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี เป็นประธานและพยานในการลงนามร่วม ๓ กระทรวง โดยมีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการประสานความร่วมมือ ระหว่างกระทรวงยุติธรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ เรื่องความร่วมมือในการสนับสนุนการจัดซื้ออาหาร เครื่องบริโภค และวัสดุเพื่อการหุงหาอาหารให้แก่ผู้ต้องขัง เด็กและเยาวชน และผู้เข้ารับการฝึกอบรมของกระทรวงยุติธรรม โดยมีผู้บริหารระดับสูง และข้าราชการเข้าร่วมงาน ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพมหานคร
การลงนามบันทึกความร่วมมือในครั้งนี้จัดทำขึ้นเพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันระหว่างหน่วยงาน ทั้ง ๓ หน่วยงาน ในการจัดซื้ออาหาร เครื่องบริโภค และวัสดุหุงหาอาหารให้แก่ผู้ต้องขัง ผู้ถูกควบคุม และผู้เข้ารับการฝึกอบรม ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๕๒ และ วันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๒ ที่ต้องการให้เป็นการซื้อโดยตรงจากหน่วยงานของรัฐในราคาพิเศษ เพื่อนำไปสู่การประหยัดงบประมาณรายจ่าย และเพื่อสนับสนุนต่อการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐด้วยกัน
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในภาวะที่รัฐบาลต้องบริหารเศรษฐกิจภายใต้ข้อจำกัดมากมาย รวมถึงการที่จะต้องแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรเป็นประจำทุกปี การทำงานของกระทรวงต่างๆ นั้นก็มุ่งมั่นพยายามแก้ไขปัญหาไปตามอำนาจหน้าที่ของตัวเอง แต่น้อยครั้งที่กระทรวงต่างๆ สามารถมองเห็นลู่ทางที่จะเพิ่มพูนความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ และสามารถหาแนวทางหรือกำหนดมาตรการซึ่งถือว่าทุกฝ่ายได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งสิ้น การลงนามบันทึกข้อตกลงครั้งนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้ริเริ่มโดยมีความคิดที่จะบริหารในเรื่องของงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและให้มีการใช้จ่ายอย่างประหยัดเนื่องจากงบประมาณที่เกี่ยวข้องในการจัดซื้ออาหารและเครื่องบริโภคเป็นสัดส่วนกับงบประมาณของกระทรวงยุติธรรมทั้งหมดแล้วเกือบจะถึง ๑ใน ๓ ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อกระทรวงในการบริหารทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ขณะเดียวกันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ก็มีภาระอยู่ตลอดเวลาในการที่จะต้องแก้ไขปัญหาในเรื่องของราคาพืชผลทางการเกษตรในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ นั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลไม้ นม ซึ่งจะมีปัญหาที่ย้อนกลับมาอยู่เป็นระยะๆ และในด้านของกระทรวงพาณิชย์เองที่ดูแลพืชหลัก ไม่ว่าจะเป็นข้าวหรือพืชผลอื่นๆ นั้น ก็ได้ทุ่มเททรัพยากรจำนวนมากในอดีต และทำให้มีปริมาณของสินค้าเหล่านี้อยู่ในสต๊อกจำนวนมาก ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องระบายออกไป ดังนั้น การทำข้อตกลงนี้จึงเป็นแนวทางในการทำงานของทุกกระทรวง กระทรวงยุติธรรมเองก็สามารถที่จะลดภาระในเรื่องของงบประมาณในเรื่องนี้ เนื่องจากได้ตัดภาระพ่อค้าคนกลางออก และการประหยัดที่เกิดขึ้นจึงถือว่าเป็นการประหยัดในจำนวนที่มาก ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการทรัพยากรของกระทรวงยุติธรรมเอง ขณะเดียวกันการรับซื้อไม่ว่าจะเป็นข้าวที่รับซื้อกว่าสี่หมื่นตันต่อปี นมกล่องกว่า ๓.๓ ล้านกล่อง หรือผลไม้เดือนละแสนกิโลกรัม สิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะแก้ไขปัญหาในแง่ของการบริหารจัดการของทั้งสองกระทรวง และที่สำคัญยังเป็นแนวทางในการช่วยเกษตรกรได้เป็นอย่างดี และหวังว่าในอนาคตจะมีการร่วมมือแบบนี้เพิ่มขึ้นอีกเพื่อให้การดำเนินงานภาครัฐเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
