๑. สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พ.ศ. ๒๔๗๑ ตรากฎหมายเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนรับราชการเป็นอาชีพ มีการบริหารงานบุคคล ยึดโยงกับระบบชั้นยศ
๒. ปี พ.ศ. ๒๕๑๘ มีการกำหนดหน้าที่ตำแหน่งของงาน (Job Description) การกำหนดสายงาน มีบัญชีเงินเดือนแบบบัญชีเดียว
๓. ปี พ.ศ. ๒๕๕๑ มีการจัดกลุ่มประเภทตำแหน่งตามลักษณะงานแบ่งเป็น ๔ กลุ่ม ได้แก่ บริหาร วิชาการ อำนวยการ และทั่วไป ให้มีการเน้นความสามารถของบุคคลเป็นมืออาชีพและมีสมรรถนะ มีแนวคิดการบริหารระบบงาน (Performance Management) ส่วนราชการมีความคล่องตัวในการบริหาร “คน” ให้เหมาะสมกับ “ภารกิจ” มีบัญชีเงินเดือนแบบช่วง มีการขึ้นอัตราเงินเดือนเป็นเปอร์เซ็นต์ตามผลการปฏิบัติงานและความสามารถ ข้าราชการต้องพัฒนาตนเองอย่างเต็มที่เพื่อเป็นมืออาชีพในสาขาตนเอง และการวัดผลสัมฤทธิ์ของงานคุณหญิงทิพาวดี ฯ กล่าวสรุปว่า “ข้าราชการเป็นคนของประชาชนอย่างถาวร เพราะได้รับเงินเดือนจากภาษีอากร ประชาชนเป็นผู้จ่ายภาษีอากร เป็นเจ้าของประเทศ และเราก็เป็นผู้จ่ายภาษี ก็เป็นคนหนึ่งที่เป็นเจ้าของประเทศ เราสอบคัดเลือกเข้ามาทำงานให้กับประชาชน ดังนั้น เกียรติในตำแหน่งอยู่กับตัวเรา ไม่มีใครบังคับเราทำในสิ่งผิดได้ ให้รักษาเจตจำนงในการทำประโยชน์เพื่อชาติ เพื่อบ้านเมือง”จากนั้นเวลา ๑๐.๓๐ น. มีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจเรื่องการจัดตั้งศูนย์บริหารการปรับเปลี่ยนระบบงานทรัพยากรบุคคล ระหว่างสำนักงาน ก.พ. กับกระทรวงยุติธรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงอุตสาหกรรม โดยมีนายพิษณุโรจน์ พลับรู้การ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้ลงนามของกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยนายนัทธี จิตสว่าง อธิบดีกรมคุมประพฤติ นางสุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ นายไพศาล วิเชียรเกื้อ อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน นายวันชัย รุจนวงศ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และนายกิตติ ลิ้มชัยกิจ เลขาธิการ ป.ป.ส. เข้าร่วมเป็นเกียรติ สำหรับในวันที่ ๒๔-๒๕ ม.ค. ๕๑ มีพิธีลงนามกับส่วนราชการอื่นๆ ครบ ๑๙ กระทรวงนายพิษณุโรจน์ ฯ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงการปรับเปลี่ยนขั้นตอนการบริหารราชการครั้งสำคัญ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์ มีการมองระบบราชการอย่างรอบคอบ ครบถ้วนทุกแง่ทุกมุม และพยายามที่จะแก้ปัญหาเดิมที่มีอยู่ให้หมดไปหรือลดลงได้
