ปลัด ยธ.มอบโล่กรรมการสงเคราะห์
วันศุกร์ที่ 04 กรกฎาคม 2008
“ปลัด ยธ.”ชี้ กรรมการสงเคราะห์ฯ คือหัวใจของความสำเร็จ
“กิตติพงษ์” ระบุ คณะกรรมการสงเคราะห์เด็กและเยาวชน คือ หัวใจแห่งความสำเร็จของกรมพินิจฯ พร้อมแสดงความยินดีกับบุคคลที่ได้รับโล่กรรมการสงเคราะห์ฯ ดีเด่น ประจำ ปี ๒๕๕๑
เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ เวลา ๐๙.๐๐ น. นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีมอบโล่แก่กรรมการสงเคราะห์เด็กและเยาวชนดีเด่น ในโครงการสัมมนาคณะกรรมการสงเคราะห์เด็กและเยาวชน สำหรับสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ ประจำปี ๒๕๕๑ ซึ่งจัดโดยกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ณ โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค ถนนรัชดาภิเษก เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร
โครงการสัมมนาคณะกรรมการสงเคราะห์เด็กและเยาวชน สำหรับสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ ประจำปี ๒๕๕๑ จัดขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ผลงานของคณะกรรมการสงเคราะห์ฯ และเพื่อส่งเสริมการจัดทำเครือข่ายการทำงานกับภาคประชาชน ตามยุทธศาสตร์ของกรมพินิจฯ ที่ว่า " คืนเด็กดีสู่สังคม"
การจัดสัมมนาในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมโครงการ รวม ๓๖๕ คน ประกอบด้วย ประธานกรรมการสงเคราะห์ รองประธานกรรมการสงเคราะห์ ผู้ทรงคุณวุฒิจาก ๖๓ จังหวัด ผู้อำนวยการของสถานพินิจและผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรม จาก ๗๖ จังหวัด ผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม และผู้บริหารกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน พร้อมทั้งคณะทำงาน และสำหรับกรรมการสงเคราะห์ฯ ดีเด่นที่ได้รับคัดเลือก มีจำนวนทั้งสิ้น ๕๗ คนด้วยกัน
ในการนี้ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้กล่าวชื่นชมความพยายามของกรมพินิจฯ ในการสร้างสถานพินิจฯ ให้ครอบคลุมทั่วทั้ง ๗๖ จังหวัด ภายในระยะเวลา ๓ ปีที่ผ่านมา พร้อมกันนี้ยังได้กล่าวว่า คณะกรรมการสงเคราะห์เด็กและเยาวชนเป็นดังหัวใจแห่งความสำเร็จของกรมพินิจฯ เพราะเป็นบุคคลที่มีจิตอาสามาทำงานเพื่อสังคม สละเวลาส่วนตนช่วยดูแลเด็กและเยาวชนที่หลงเดินทางผิด ให้กลับตัวเป็นคนดีของสังคม
"ผมขอแสดงความยินดีกับคณะกรรมการสงเคราะห์ดีเด่นทุกท่านที่ได้รับคัดเลือก และขอขอบคุณที่ท่านได้ทำกุศลให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ ผมเชื่อว่าการระดมความคิดของท่านทั้งหลายในวันนี้จะทำให้งานมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น รวมทั้งผลจากสิ่งที่ท่านได้กระทำ จะย้อนสิ่งดีๆ กลับมาหาตัวท่านในโอกาสข้างหน้าอย่างแน่นอน" ปลัดกระทรวงยุติธรรมกล่าว
“ DSI ” ลุยปราบ คนโกงชาติ - บุกรุกป่า
วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน 2008
กรมสอบสวนคดีพิเศษ ประสานความร่วมมือหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ร่วมบูรณาการกำหนด ยุทธศาสตร์เพิ่มประสิทธิภาพแก้ไขการบุกรุกที่ดินของรัฐและการทำลายทรัพยากรป่าไม้
เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๑ เวลา ๑๑.๐๐ น. นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ร่วมฟังการประชุมสัมมนา เรื่อง “การเพิ่มประสิทธิภาพในการปราบปรามการบุกรุกที่ดินของรัฐและการทำลายทรัพยากรป่าไม้” โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิร่วมอภิปราย คือ นายสบโชค สุขารมณ์ ประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลฎีกา นายจุลสิงหษ์ วสันตสิงห์ รองอัยการสูงสุด พล.ต.อ.วงกต มณีรินทร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รักษาราชการแทนอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยมีนายจตุรงค์ สุขเอียด เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย และมีผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนข้าราชการ เจ้าหน้าที่ จำนวนกว่า ๕๐๐ คนเข้าร่วมการสัมมนาเพื่อร่วมแก้ไขปัญหาดังกล่าว ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า “ปัญหาสิ่งแวดล้อมการบุกรุกที่ดินและการทำลายทรัพยากรป่าไม้ เป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง เพราะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศและของโลก ปัจจุบันทรัพยากรป่าไม้ถูกบุกรุกไปเป็นจำนวนมาก และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ดำเนินการป้องกันและปราบปรามอย่างเข้มงวดจะส่งผลให้ประเทศไทย ไม่เหลือพื้นที่ป่าไม้ให้เป็นสมบัติแก่ลูกหลานของเรา ซึ่งบ่อนทำลายที่สำคัญประการหนึ่ง คือ เจ้าหน้าที่บางคนขาดความรับผิดชอบและบกพร่องต่อหน้าที่ด้วยความจงใจ หรืออาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงทำให้กลุ่มนายทุนหรือบุคคลอื่นใดเข้ายึดถือครอบครองที่ดินของรัฐหรือพื้นที่ซึ่งมีสภาพเป็นป่าไม้ อย่างไรก็ตามการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพอย่างจริงจังถือเป็นวิธีที่ยังใช้ได้ผล และสามารถแก้ไขปัญหาทั้งในด้านการป้องกันและปราบปราม ซึ่งในวันนี้ถือเป็นโอกาสดี ที่หลายหน่วยงานได้ให้มุมมองที่แตกต่าง ซึ่งเชื่อว่าผลของการสัมมนาในครั้งนี้จะเป็นแนวทางที่เหมาะสมต่อการนำไปปฏิบัติให้ถูกต้องต่อไป
“ DSI ” ลุยปราบ คนโกงชาติ - บุกรุกป่า
วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน 2008
กรมสอบสวนคดีพิเศษ ประสานความร่วมมือหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ร่วมบูรณาการกำหนด ยุทธศาสตร์เพิ่มประสิทธิภาพแก้ไขการบุกรุกที่ดินของรัฐและการทำลายทรัพยากรป่าไม้
เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๑ เวลา ๑๑.๐๐ น. นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ร่วมฟังการประชุมสัมมนา เรื่อง “การเพิ่มประสิทธิภาพในการปราบปรามการบุกรุกที่ดินของรัฐและการทำลายทรัพยากรป่าไม้” โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิร่วมอภิปราย คือ นายสบโชค สุขารมณ์ ประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลฎีกา นายจุลสิงหษ์ วสันตสิงห์ รองอัยการสูงสุด พล.ต.อ.วงกต มณีรินทร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รักษาราชการแทนอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยมีนายจตุรงค์ สุขเอียด เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย และมีผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนข้าราชการ เจ้าหน้าที่ จำนวนกว่า ๕๐๐ คนเข้าร่วมการสัมมนาเพื่อร่วมแก้ไขปัญหาดังกล่าว ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า “ปัญหาสิ่งแวดล้อมการบุกรุกที่ดินและการทำลายทรัพยากรป่าไม้ เป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง เพราะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศและของโลก ปัจจุบันทรัพยากรป่าไม้ถูกบุกรุกไปเป็นจำนวนมาก และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ดำเนินการป้องกันและปราบปรามอย่างเข้มงวดจะส่งผลให้ประเทศไทย ไม่เหลือพื้นที่ป่าไม้ให้เป็นสมบัติแก่ลูกหลานของเรา ซึ่งบ่อนทำลายที่สำคัญประการหนึ่ง คือ เจ้าหน้าที่บางคนขาดความรับผิดชอบและบกพร่องต่อหน้าที่ด้วยความจงใจ หรืออาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงทำให้กลุ่มนายทุนหรือบุคคลอื่นใดเข้ายึดถือครอบครองที่ดินของรัฐหรือพื้นที่ซึ่งมีสภาพเป็นป่าไม้ อย่างไรก็ตามการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพอย่างจริงจังถือเป็นวิธีที่ยังใช้ได้ผล และสามารถแก้ไขปัญหาทั้งในด้านการป้องกันและปราบปราม ซึ่งในวันนี้ถือเป็นโอกาสดี ที่หลายหน่วยงานได้ให้มุมมองที่แตกต่าง ซึ่งเชื่อว่าผลของการสัมมนาในครั้งนี้จะเป็นแนวทางที่เหมาะสมต่อการนำไปปฏิบัติให้ถูกต้องต่อไป
“รมว.ยุติธรรม สหรัฐอเมริกา” เยี่ยมคารวะ “รมว.ยุติธรรม ประเทศไทย”
วันพุธที่ 11 มิถุนายน 2008
รมว.ยุติธรรม สั่งการ ๔ หน่วย แก้ไขและขจัด “ผู้ค้า ผู้เสพ ผู้ติดยาเสพติด”
วันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม 2008
นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม สั่งปราบผู้ค้า เครือข่ายยาเสพติด รวมทั้งตรวจสอบเส้นทางเม็ดเงิน มอบ ป.ป.ส. ปปง. ดีเอสไอ และกรมสรรพากร ผนึกความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหายาเสพติด
ก.ยุติธรรม ร่วมกับ UN ควบคุมผู้ต้องขังตามหลักสิทธิมนุษยชน
วันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม 2008
“รวม.ยุติธรรม” ย้ำ! ผบ.ทุกเรือนจำต้องทำงานหนักขึ้น
วันอังคารที่ 27 พฤษภาคม 2008
“สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เรียกประชุมเข้ม ผู้บัญชาการเรือนจำ และผู้อำนวยการทัณฑสถานทั่วประเทศ กำชับทุกหน่วยต้องเพิ่มความรับผิดชอบในการทำงานให้มากยิ่งขึ้น
เมื่อวันจันทร์ ที่ ๒๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ เวลา ๑๔.๓๐ น. นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานการประชุมรับมอบนโยบายในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในเรือนจำ / ทัณฑสถาน ณ ห้องประชุมใหญ่ กรมราชทัณฑ์ ถนนนนทบุรี ตำบลสวนใหญ่ อำเมือง จังหวัดนนทบุรีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงปัญหาเกี่ยวกับการลักลอบขนยาเสพติดและโทรศัพท์มือถือเข้ามาภายในเรือนจำและทัณฑสถาน ซึ่งกำลังเป็นปัญหาสำคัญที่กรมราชทัณฑ์ ต้องเร่งรีบแก้ไขโดยด่วน เนื่องจากยอดของผู้ที่กระทำผิดเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวัน รวมทั้งวิธีการในการลักลอบนำยาเสพติดและโทรศัพท์มือถือเข้ามาในเรือนจำนั้น ก็เริ่มมีวิธีการที่หลากหลายและใช้กลวิธีที่แยบยล จนกระทั่งทำให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบได้ยากลำบากมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ตลอดจนขอให้บุคลากรของกรมราชทัณฑ์ทุกคน ทำงานด้วยความรับผิดชอบในหน้าที่ให้สมบูรณ์แบบที่สุด โดยคำนึงถึงนโยบายของหน่วยงานเป็นที่ตั้งโอกาสนี้ รมว.ยุติธรรม ยังได้เน้นย้ำว่า กรมราชทัณฑ์จะต้องเพิ่มงบประมาณในการที่จะใช้ดูแลและแก้ไขปัญหาในเรื่องการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด อาทิ งบประมาณในการจัดหาเครื่องดักสัญญาณโทรศัพท์ หรือการจัดซื้อเครื่องมือต่างๆ และหากยังมีอุปกรณ์ใดที่ยังขาดตกบกพร่อง ให้ทุกหน่วยงานทำการสำรวจและรีบแจ้งมา ตนจะจัดหาให้อย่างเต็มกำลังความสามารถ“ทุกท่านทราบกันดีแล้วว่านโยบายของรัฐบาล “การปราบปรามยาเสพติด” คือสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่ตอนนี้ “ยาเสพติด” กำลังอยู่ภายใต้หลังคาบ้านของท่าน เพราะฉะนั้นเราทุกคนต้องร่วมมือกัน เพื่อขจัดมันให้หมดไปโดยเร็วที่สุด” รมว.ยุติธรรม กล่าว
หลังจากนั้น รมว.ยุติธรรม ได้ให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชน ถึงกรณีที่ต้องเรียกประชุมผู้บัญชาการเรือนจำและผู้อำนวยการทัณฑสถานทั่วประเทศในวันนี้ ว่าเป็นการเรียกประชุมให้ทุกฝ่ายได้มารับทราบปัญหาโดยพร้อมเพรียงกัน เพื่อรับมือและร่วมกันแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงเพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยวิธีการในการแก้ปัญหายาเสพติดในครั้งนี้ อาจจะต้องใช้แนวทางในพระราชดำริ ที่มีแนวคิดในการจัดสรรและเพิ่มอาชีพให้แก่ชาวบ้าน ให้เปลี่ยนวิถีชีวิตจากเดิมในการปลูกฝิ่น หรือเลือกหนทางเลี้ยงชีพโดยการลักลอบขนยาเสพติด มาเป็นการประกอบอาชีพอื่นๆ ที่สุจริต แทนอาชีพเดิมที่ก่อให้เกิดปัญหาแก่ประเทศชาติ รมว.ยุติธรรม กล่าวทิ้งท้าย
ยธ.ปลุกกระแสมุ่งพัฒนาระบบงานยุติธรรมไทย
วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤษภาคม 2008
กระทรวงยุติธรรม โดยสำนักงานกิจการยุติธรรม จัดเวทีสัมมนา “ทิศทางการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๕๐” ผลักดันการพัฒนาระบบบริหารงานยุติธรรมของไทย ให้เกิดรูปธรรมอย่างชัดเจน
เมื่อวันพุธที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๑ เวลา ๐๙.๐๐ น. นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านบริหารความยุติธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาทางวิชาการ เรื่องทิศทางการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๕๐ โดยมีข้าราชการและบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม คณาจารย์ นักวิชาการ ตลอดจนสื่อมวลชน กว่า ๑๐๐ คน เข้าร่วมการสัมมนาฯ ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร
นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ กล่าวว่า ทิศทางของงานด้านกระบวนการยุติธรรม ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสังคม ผนวกกับกระแสเรื่องสิทธิมนุษยชน และระบบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม รวมทั้งหลักธรรมาภิบาล และหลัก นิติธรรม ล้วนเป็นประเด็นสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการปรับกระบวนทัศน์ โดยการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมขึ้น ส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศมากขึ้นและพัฒนากลไกการตรวจสอบการดำเนินงานของภาครัฐเพื่อให้การบริหารงานของประเทศเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล โดยมีกรอบแนวทางการดำเนินงาน ๓ ส่วน โดยส่วนแรกมาจากรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๘๑ ในเรื่องของแนวนโยบายพื้นฐานด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่กำหนดให้รัฐต้องดำเนินภารกิจและบทบาทในการพัฒนาและปรับปรุง กระบวนการยุติธรรม
ส่วนที่ ๒ มุ่งเน้นในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายอย่างถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรมและทั่วถึง ให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายที่มีผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจ ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และในส่วนสุดท้าย เนื่องจากได้มีพระราชบัญญัติพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๙ ที่กำหนดให้มีคณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติมีหน้าที่สำคัญในการวางแผนและกำหนดแนวนโยบายด้านกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ รวมถึงประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนกรยุติธรรม เพื่อให้ระบบบริหารงานยุติธรรมมีความเป็นเอกภาพและปฏิบัติหน้าที่ไปในทิศทางที่ส่งเสริมกัน
สำหรับการสัมมนาฯ ในครั้งนี้จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ และรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องในด้านกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งหาแนวทาง ข้อเสนอแนะเพื่อนำไปสู่การจัดทำแผนยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์กระบวนการยุติธรรม ตลอดจนเสริมสร้างทัศนคติที่ดีของทุกภาคส่วนในการดำเนินงานร่วมกันพัฒนาระบบบริหารงานยุติธรรมในเชิงบูรณาการ ทั้งนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วยศาสตราจารย์ ดร.คณิต ณ นคร นายเรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์ นายสิทธิโชค ศรีเจริญ นายพิเชียร อำนาจวรประเสริฐ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย เข้าร่วมสัมมนา โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.ไชยา ยิ้มวิไล เป็นผู้ดำเนินรายการ
ก.ยุติธรรม ตั้ง “ดีเอสไอ” แก้ปัญหาบุกรุกที่ดิน
วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤษภาคม 2008
รมว.ยุติธรรม ประสานความร่วมมือกับ รมว.มหาดไทย รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐและการทำลายทรัพยากรป่าไม้ มอบหมายกรมสอบสวนคดีพิเศษหาแนวทางแก้ไขปัญหา ก่อนให้หน่วยงานดูแลทรัพยากรธรรมชาติสานงานต่อ
“รวม.ยุติธรรม”วอนสื่อ เห็นใจการทำงานของชาวราชทัณฑ์
วันพฤหัสบดีที่ 01 พฤษภาคม 2008
“สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม วอนสื่อช่วยเป็นตัวกลางเผยแพร่การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในทัณฑสถานให้ประชาชนรับรู้
เมื่อวันศุกร์ ที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๑ เวลา ๑๐.๓๐ น. นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “การสนธิกำลังเพื่อทำการตรวจค้นยาเสพติดและหาสารเสพติดในร่างกายผู้ต้องขัง” ณ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร กล่าววอนสื่อช่วยเป็นตัวกลางเผยแพร่การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในทัณฑสถานให้ประชาชนรับรู้
รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า กรมราชทัณฑ์เป็นหน่วยงานที่สำคัญในการควบคุมดูแลผู้ต้องขัง โดยเฉพาะทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง เป็นสถานที่ควบคุมผู้ต้องขังในคดียาเสพติด ที่เป็นทั้งผู้ค้ารายย่อย รายใหญ่ และเป็นผู้มีอิทธิพล ซึ่งจากการทำงานที่ผ่านมาพบว่า ยังมีการลักลอบนำโทรศัพท์มือถือและยาเสพติดเข้ามาในทัณฑสถานอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะใช้ความพยายามอย่างเต็มความสามารถมาโดยตลอด ดังนั้น ในการสนธิกำลังของหน่วยบังคับการใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องในการตรวจค้นสถานที่ ต้องใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่และใช้การสนธิกำลังทั้งหมด เพื่อป้องกันและปราบปรามมิให้มีการซุกซ่อนโทรศัพท์มือถือและยาเสพติดเข้ามาในทัณฑสถานได้อีก
โอกาสนี้ รมว.ยุติธรรม ได้รับฟังบรรยายสรุปผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในทัณฑสถาน ซึ่งล่าสุดได้มีการตรวจพบการลักลอบนำยาไอซ์เข้ามาในรูปแบบของการปิดทับซองสารเสพติดชนิดนี้ไว้ตรงสันหนังสือ โดยเจ้าหน้าที่ต้องมีการกรีดสันหนังสือออกมาตรวจสอบอย่างละเอียดจึงจะพบซองบรรจุสารเสพติดดังกล่าว ในกรณีนี้ รมว. ยุติธรรมได้ฝากให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง รับมอบเรื่องเพื่อไปตรวจพิสูจน์หาความจริงและเน้นย้ำให้จับคนร้ายให้ได้โดยเร็วที่สุดหลังจากนั้น รมว.ยุติธรรม ได้ตรวจเยี่ยมห้องตรวจรับพัสดุและเรือนนอนของผู้ต้องขัง พร้อมทั้งตอบคำถามของสื่อมวลชน ในกรณีที่มีการซุกซ่อนสารเสพติดเข้ามากับพัสดุภัณฑ์ต่างๆ ที่ญาติของผู้ต้องขังส่งมาให้ ว่าควรจะยังอนุญาตให้มีการส่งพัสดุเข้ามาให้นักโทษได้อีกหรือไม่ รวม.ยุติธรรม กล่าวตอบสื่อมวลชนว่า ผู้ต้องขังที่เข้ามาอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ก็ถือว่าได้รับความเดือดเนื้อร้อนใจพออยู่แล้ว ดังนั้นการอนุญาตให้ญาติสามารถส่งอุปกรณ์ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เข้ามาให้นั้น คงสั่งให้ยกเลิกไม่ได้ เนื่องจากถือเป็นบริการอย่างหนึ่งจากทัณฑสถาน ที่จะสามารถช่วยเหลือผู้ต้องขังได้ แต่เจ้าหน้าที่ก็ต้องใช้ความพยายามในการตรวจค้นพัสดุต่างๆ ที่ส่งเข้ามาด้วยความละเอียดรอบคอบให้มากยิ่งขึ้น
“การที่จะป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในทัณฑสถานให้หมดไปนั้น มีขั้นตอนที่ยากลำบาก แต่เจ้าหน้าที่ของเราล้วนตั้งใจทำงานกันอย่างเต็มความสามารถ ดังนั้นผมจึงอยากวอนสื่อทุกสื่อให้ช่วยกันประชาสัมพันธ์เผยแพร่การทำงานของเจ้าหน้าที่ ให้ประชาชนได้รับรู้ข้อเท็จจริงในจุดนี้บ้าง” รมว.ยุติธรรม กล่าวทิ้งท้าย