www.thaigov.go.th

  • ขนาดตัวอักษร 
  •   
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีแถลงข่าวการบุกจับแหล่งขายกระเป๋า นาฬิกาปลอมเครื่องหมายการค้า ทำลายเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีแถลงข่าวการบุกจับแหล่งขายกระเป๋า นาฬิกาปลอมเครื่องหมายการค้า ทำลายเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน 2555 ณ กรมสอบสวนคดีพิเศษ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ , นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ, นางกุลณี อิสดิศัย รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาและตัวแทนผู้เสียหาย เรื่อง การบุกจับแหล่งขายกระเป๋า นาฬิกาปลอมเครื่องหมายการค้า ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยตรง ซึ่งมีรายละเอียดการจับกุมในรอบสัปดาห์ ดังนี้

1. เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2555 เวลาประมาณ 13.30 น. พ.ต.ท.สายัณต์ พร้อมสินทรัพย์ ผู้อำนวยการส่วนอำนวยการคดี และกำลังเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้นำหมายศาลทรัพย์สินทางปัญญา และการค้าระหว่างประเทศกลาง เข้าทำการตรวจค้น ร้าน โจ โจ้ (JOJO) ซึ่งเป็นร้านขายสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าให้กับชาวต่างชาติโดยเฉพาะ และเปิดเป็นร้านนวดแผนไทยเพื่ออำพรางการกระทำผิดกฎหมาย ผลการตรวจค้นพบนาฬิกาปลอมคุณภาพเกรด AAA ยี่ห้อต่างๆ อาทิ TAG HEUER, HUBLOT, CHRISIAN DIOR, ZENITH, GUCCI, LONGGINES, MONTBLANC, CARTIER, CHANEL และยี่ห้อ ROLEX เป็นต้น และกระเป๋าปลอมชั้นนำหลายยี่ห้อ เช่น LOUIS VUITTON, CHLOE, GUCCI, CHRISTIAN DIOR, HERMES, CHANEL, BURBERRY, MARC JACOBฯลฯ จำนวนทั้งสิ้น 1,046 ชิ้น รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 2,000,000 บาท

จึงจับกุมตัว นายเฉลียว สุขบาง เจ้าของร้านเป็นผู้ต้องหา โดยกล่าวหาว่า “เสนอจำหน่าย มีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักร”

สืบเนื่องจากกรมสอบสวนพิเศษ ทำการสืบสวนพบว่า มีร้านจำหน่ายสินค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรอยู่ในพื้นที่ย่านเศรษฐกิจของประเทศ โดยร้านดังกล่าวมีพฤติการณ์การกระทำความผิดเป็นแหล่งค้าปลีก และส่ง โดยเสนอจำหน่ายสินค้าปลอมคุณภาพเกรด AAA และไม่ได้คุณภาพ เพื่อหลอกลวงขายให้กับชาวต่างชาติอย่างมีวิธีการที่ผิดกฎหมาย ในลักษณะปกปิด ซ้อนเร้น ที่บุคคลทั่วไปไม่สามารถเข้าซื้อได้โดยง่าย โดยมีผู้ทรงอิทธิพลดูแลอยู่ ซึ่งเป็นการกระทำผิดกฎหมาย ทำลายเศรษฐกิจ และชื่อเสียงของประเทศไทย จึงได้วางแผนการตรวจค้นจับกุมดังกล่าว

และนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อสอบสวนปากคำ และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ทั้งนี้เนื่องจากการที่ประเทศไทยถูกสำนักผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) จัดอันดับสถานะทางการค้าอยู่ในบัญชีประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ (PWL) ในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ตามกฎหมายการค้าสหรัฐฯ มาตรา 301 พิเศษ ตั้งแต่ปี 2550 เป็นเวลาถึง 5 ปี ที่ทำให้ไทยต้องถูกตัดสิทธิพิเศษทางการค้าจากสหรัฐฯ นั่นหมายความว่า ประเทศไทยได้สูญเสียโอกาสทางการค้าจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ มีนโยบายในการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยจะได้ดำเนินการสืบสวนจับกุมการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั่วประเทศ โดยเฉพาะเขตพื้นที่สีแดงต่อไป

2. ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2555 เวลาประมาณ 14.30 น. นำโดย พ.ต.ท.มนต์ชัย วัชรบุตร ผู้อำนวยการส่วนคดีทรัพย์สินทางปัญญา และกำลังเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้นำหมายศาลทรัพย์สินทางปัญญา และการค้าระหว่างประเทศกลาง เข้าทำการตรวจค้น 5 จุดด้วยกัน รวมของกลางทั้งสินค้า ประมาณ 3,000 ชิ้น มูลค่าความเสียหายประมาณกว่า 3,000,000 บาท จึงจับกุมตัว 1. นางสาวสอน ศรีพิทักษ์ ซึ่งเป็นเจ้าของร้านในจุดที่ 1,2,3 และ 5 เป็นผู้ต้องหา 2. นายวชิราวิชญ์ วชิรบัณฑิตพงศ์ เจ้าของร้านในจุดที่ 4 เป็นผู้ต้องหา โดยกล่าวหาว่า “เสนอจำหน่าย มีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักร”

ทั้งนี้ ตัวแทนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาภาคเอกชน (ป.ป.ท.ภาคเอกชน) ได้กล่าวว่า การทำงานป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในปัจจุบัน กรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีมาตรการที่เด็ดขาด และเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมรวมถึงการบูรณาการการทำงานกับทาง ป.ป.ท.ภาคเอกชน และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะให้การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในทุกพื้นที่ลดลงอย่างชัดเจน รวมถึงมีมาตรการทางกฎหมายอื่นๆ ที่จะดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างรุนแรงยิ่งขึ้น

อนึ่ง ในการตรวจค้นจับกุมครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่มีนโยบายในการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยจะได้ดำเนินการสืบสวนจับกุมการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยเฉพาะเขตพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ (พื้นที่สีแดง) อย่างจริงจัง และเด็ดขาด ต่อไป

 

********************************

สำนักโฆษกกระทรวงพาณิชย์