www.thaigov.go.th

  • ขนาดตัวอักษร 
  •   
ผลการดำเนินงานสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ในรอบ 1 ปี

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงผลงานกระทรวงพาณิชย์ ครบ 1 ปี ตามนโยบายรัฐบาล



นายบุญทรง  เตริยาภิรมย์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงผลการดำเนินงานของของรัฐบาลด้านการพาณิชย์ ในรอบ 1 ปี รัฐบาลชูผลงานเร่งด่วนดูแลพี่น้องประชาชนด้านภาวะค่าครองชีพ พร้อมสนับสนุนผลิตภัณฑ์ชุมชน (OTOP) เพิ่มรายได้และลดร่ายจ่าย นำไปสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

วันนี้ (12 กันยายน 2555) เวลา 10.00 น. นายบุญทรง  เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้แถลงผลการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ ในรอบ 1 ปี สรุปได้ดังนี้

1.   ดูแลค่าครองชีพ  ภาวะเงินเฟ้อ และฟื้นฟูผู้ประกอบการ

ได้กำกับดูแลราคาสินค้าและบริการให้เหมาะสมและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย     และเพิ่มทางเลือกในการซื้อสินค้าที่มีคุณภาพดี  ราคาถูก  ได้แก่  การจัดงานธงฟ้าจำหน่ายสินค้าจำเป็นต่อการครองชีพในราคาถูกกว่าท้องตลาดทั่วไปถึงร้อยละ 20-40   และจัดทั่วประเทศ  สามารถลดภาระค่าครองชีพแก่ประชาชนได้มากกว่า 5 ล้านคน  คิดเป็นมูลค่าราว 1,250 ล้านบาท    การจัดตั้ง “ร้านถูกใจ” จำหน่ายสินค้าจำเป็นต่อการครองชีพ 20 รายการในราคาต่ำกว่าร้านค้าทั่วไปถึงร้อยละ 20 มีร้านค้าเข้าร่วมโครงการกว่า 16,000 ร้านกระจายอยู่ทั่วประเทศ ส่งผลช่วยลดค่าครองชีพได้ถึง 400 ล้านบาทต่อเดือน   และยังเป็นการฟื้นฟูร้านค้าย่อยหรือโชห่วยให้สามารถค้าขายได้ดีขึ้น

นอกจากนี้  ได้มีการกำกับดูแลราคาสินค้าสำคัญตั้งแต่ผู้ผลิตไปจนถึงร้านค้าปลีกให้มีราคาเหมาะสมและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย  โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่เป็นสินค้าอาหารหลักของประชาชน  อาทิ การประกาศยืนราคารับซื้อและจำหน่ายสุกรในราคาเดิม  การเพิ่มช่องทางการจำหน่ายไข่ไก่  รวมทั้งดูแลราคาสินค้าอาหาร ซึ่งเป็นรายการที่มีสัดส่วนการใช้จ่ายถึงร้อยละ 30 ของครัวเรือน เช่น  การตรึงราคาน้ำมันปาล์ม   การประกาศราคาแนะนำอาหารปรุงสำเร็จ 10 รายการในราคาจานละ 25 - 30 บาท   ผ่านร้านอาหารธงฟ้ากว่า 5,000 ร้าน   ร้านอาหารทั่วไป และศูนย์อาหารในห้างค้าปลีกสมัยใหม่   และการขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้ตรึงราคาในสินค้าสำคัญ  7  หมวด  140 รายการ     ซึ่งผลการดำเนินการดังกล่าว  ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นอยู่ในระดับที่เหมาะสม  โดยอัตราเงินเฟ้อของไทยลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนเมษายน  2555  เป็นต้นมา   และในรอบ  8  เดือนขยายตัวเพียงร้อยละ 2.89  ต่ำกว่าประมาณการที่กำหนดไว้ที่ ร้อยละ 3.3 – 3.8 และต่ำกว่าหลายประเทศในกลุ่มอาเซียน ทั้งนี้  จากการสำรวจความคิดเห็นของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เดือนกรกฎาคม  2555 ปรากฏว่าประชาชนร้อยละ  82  มีความพึงพอใจในมาตรการประกาศราคาแนะนำ

2.      ยกระดับราคาสินค้าเกษตร

กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินงานตามนโยบายยกระดับราคาสินค้าเกษตรของรัฐบาล โดยดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือก เพื่อเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวทุกคนได้มีสิทธิ และรับประโยชน์อย่างเต็มที่จากการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดและได้รับเงินโดยตรงจาก  ธ.ก.ส.  โดยไม่มีการรั่วไหล ทำให้ชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน โดยราคาข้าวเปลือกปรับตัวสูงขึ้นจากช่วงก่อนมีการรับจำนำ ได้แก่ ข้าวเปลือกหอมมะลิ สูงขึ้นตันละ 1,000 – 1,800 บาท  โดยราคาเฉลี่ยในเดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้นจากตันละ 14,169 บาท ในปี  2554 เป็น 15,333 บาท  ในปี 2555 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.2   ส่วนข้าวเปลือกเจ้า ราคาสูงขึ้นตันละ 1,000 - 1,100 บาท โดยราคาเฉลี่ยเดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้นจาก 9,612 บาทในปี 2554  เป็น 10,401 บาท ในปี 2555   หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.2 ทั้งนี้ ผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อนโยบายรับจำนำข้าวของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเดือนกรกฎาคม 2555  พบว่าเกษตรกรมีความพอใจนโยบายดังกล่าว

ในทิศทางเดียวกัน ราคาส่งออกข้าวของไทยเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับระดับมาตรฐานคุณภาพของข้าวไทยที่มีมากกว่าข้าวของประเทศคู่แข่ง นอกเหนือจากนี้ ยังมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร โดยรับซื้อสินค้าเกษตรที่ราคาตกต่ำ เช่น กระเทียม หอมแดง พริก  สนับสนุนการกระจายผลผลิตสินค้าเกษตร  อาทิ  ไข่ไก่ เนื้อหมู กระเทียม กุ้งขาว  จัดระบบการค้าสินค้าปาล์มน้ำมัน และถั่วเหลือง  ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวสูงขึ้น อาทิ  กระเทียมมีราคาสูงขึ้นกิโลกรัมละ 8-10 บาท กุ้งขาว ราคาสูงขึ้นกิโลกรัมละ 5-15 บาท นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมตลาดกลางสินค้าเกษตรให้เป็นแหล่งซื้อขายและกระจายสินค้าที่ได้มาตรฐาน อาทิ ตลาดกลางประมูลข้าวสาร ท่าข้าวกำนันทรง จังหวัดนครสวรรค์ และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า

3.      ส่งเสริมงานหัตถศิลป์และผลิตภัณฑ์ชุมชน  (OTOP)

เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจแก่กลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย   โดยมุ่งพัฒนาตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อขยายโอกาสสู่ตลาดสากลผ่านการจัดกิจกรรมต่างๆ อาทิ  การจัดงานเทศกาลนวัตศิลป์นานาชาติ  การร่วมแสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศ  สนับสนุนภารกิจของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  การการอบรมเชิงลึกด้านการออกแบบ  และการพัฒนาการตลาดในรูปแบบใหม่ อาทิ การจัดจุดจำหน่ายสินค้าแบบพิเศษให้น่าสนใจในห้างสรรพสินค้า  สนามบิน   โรงแรมชั้นนำ   รวมถึงการจำหน่ายทางระบบออนไลน์   แฟรนไชส์    และการขายตรง  เป็นต้น     ส่งผลให้การส่งออกสินค้าหัตถศิลป์ไทยที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยร้อยละ 9-10  ต่อปีในช่วงปี 2548-2553  และคาดว่าปี 2555  จะมีมูลค่าส่งออกประมาณ 540 ล้านเหรียญสหรัฐฯ  จัดเป็นผู้ส่งออกอันดับที่ 15 ของโลก คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 1.5 ของมูลค่าการส่งออกรวมของไทย  และเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน ทั้งนี้  ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะให้ขยายตัวอย่างน้อยร้อยละ 10

4.      ผลักดันและสร้างความเชื่อมั่นการส่งออก

กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาและส่งเสริมการส่งออก ซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศกว่าร้อยละ 60 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ   ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกชะลอตัวที่ทำให้การส่งออกของประเทศต่างๆ ทั่วโลกชะงักงัน และไทยยังได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่  สำหรับในรอบ  7  เดือนแรกของปี 2555 (มกราคม - กรกฎาคม)  การส่งออกมีมูลค่า 4.07 ล้านล้านบาท  เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 2.2    ในขณะที่การส่งออกของหลายประเทศยังคงหดตัว   เช่น ไต้หวัน (-5.80 % )  เกาหลีใต้  (-0.84 % )  อินเดีย  (-1.77 % )  ฯลฯ

กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดกลยุทธ์ในการรุกและขยายตลาดไปยังตลาดที่มีศักยภาพ เช่น อาเซียน จีน อินเดียและรัสเซีย  เพื่อทดแทนตลาดเดิมที่ประสบปัญหา โดยมุ่งเน้นสินค้าที่มีศักยภาพ อาทิ  อาหาร เกษตรแปรรูป ชิ้นส่วนยานยนต์และสินค้าแฟชั่น  เน้นสร้างความเชื่อมั่นในสินค้าด้วยการมอบตราสัญลักษณ์  Thailand Trust  Mark ให้แก่ผู้ประกอบการและมอบเครื่องหมาย  Thai Select   ให้แก่ร้านอาหารไทยที่มีคุณภาพกว่า  800 ร้านค้าใน  25 ประเทศ เพื่อยกระดับมาตรฐานร้านอาหารไทยสู่ระดับสากล  รวมถึงมอบเครื่องหมายดังกล่าวให้กับผลิตภัณฑ์อาหารที่ผลิตในประเทศด้วยควบคู่ไปกับการดำเนินโครงการครัวไทยสู่ครัวโลก  เพื่อมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางสินค้าอาหารคุณภาพสูง จากการดำเนินการอย่างเข้มข้นส่งผลให้ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2555 สินค้าอาหารมีมูลค่าส่งออกสูงขึ้นกว่า 10,000 ล้านเหรียญสหสรัฐฯ   และคาดว่าจะส่งผลให้การส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

5.       สนับสนุนการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกทางการค้า

กระทรวงพาณิชย์เร่งพัฒนาการให้บริการด้านการเริ่มต้นธุรกิจและการทำธุรกรรมทางการค้า  อาทิ  การขอสำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Service) ผ่านธนาคารพาณิชย์ชั้นนำ 6 แห่งกว่า 5,000 สาขาทั่วประเทศ  ซึ่งจะครบถ้วนทั้ง 6 ธนาคารในปี 2555 นี้   ถือเป็นนวัตกรรมการให้บริการภาครัฐที่สามารถให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย   นอกจากนี้  ได้สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กด้านการส่งเสริม และปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา   และส่งเสริมให้คนไทยรู้จักปกป้องและ  ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์    ได้แก่ การจัดงานมหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์นานาชาติ  เพื่อนำแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาพัฒนาสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า รวมทั้งประชาสัมพันธ์ความก้าวหน้าด้านการสร้างสรรค์ที่ไทยมีศักยภาพทั้งภาพยนตร์  งานออกแบบและการสร้างตราสินค้า (Brand)  

6.    เตรียมความพร้อมรองรับการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน  (ASEAN  Economic  Community  :  AEC)

รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์เล็งเห็นถึงความสำคัญของการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี ในการที่จะสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของภูมิภาค จากการรวมตัวเป็นตลาดเดียวและมีประชากรในภูมิภาคกว่า 590 ล้านคน   นับเป็นโอกาสของไทยในการใช้อาเซียนเป็นฐานในการขยายการผลิต   การค้าให้กว้างขึ้น    ทั้งนี้  ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2555  การค้าของไทยกับอาเซียนมีมูลค่ารวม  1.76  ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีที่ผ่านมาร้อยละ 8.18  คิดเป็นสัดส่วนมูลค่าการค้าไทยกับอาเซียน ร้อยละ 20.5  โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนการค้ากับอาเซียนให้ถึงร้อยละ 25 ในปี 2556 และร้อยละ 30 ในปี 2558  โดยดำเนินงานที่สำคัญ อาทิ  การจัดตั้งสมาพันธ์โรงสีข้าวและผู้ค้าข้าวแห่งอาเซียน และสมาพันธ์ผู้ค้ามันสำปะหลังแห่งอาเซียน  ซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่างประเทศไทย กัมพูชา ลาวและเวียดนาม  เพื่อรวมตัวทำตลาดร่วมกัน  ป้องกันการแข่งขันในการแย่งตลาดกันเองและป้องกันการ สวมสิทธิ์  ควบคุมกลไกตลาดในอาเซียน  ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับราคาสินค้าเกษตรเป้าหมาย รวมทั้งพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกทางการค้า อาทิ การให้บริการยื่นขอหนังสือสำคัญการส่งออกนำเข้าด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์   ระบบการลงลายมืออิเล็กทรอนิกส์   และการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน เป็นต้น

****************************************

สำนักโฆษกกระทรวงพาณิชย์