นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “บูรณาการการค้า ขับเคลื่อนรัฐนาวา นำพาการค้าไทยสู่ AEC” ในโอกาสเป็นประธานเปิดงาน “AEC อาเซียนเปลี่ยนโลก”
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “บูรณาการการค้า ขับเคลื่อนรัฐนาวา นำพาการค้าไทยสู่ AEC” ในโอกาสเป็นประธานเปิดงาน “AEC อาเซียนเปลี่ยนโลก” เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม 2555 ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาต้องขอขอบคุณหน่วยงานทุกหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องเตรียมความพร้อมสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ซึ่งรัฐบาลเองได้กำหนดให้การดำเนินการเรื่องของ AEC เป็นวาระแห่งชาติขึ้น เพื่อเป็นการเตรียมการรับมือกับเรื่องดังกล่าว
ในอดีตที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ประสบกับช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านระบบเศรษฐกิจมาหลายต่อหลายครั้ง ผ่านสถานการณ์ทางเศรษฐกิจมาหลากหลายรูปแบบ ทั้งในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยเจริญรุ่งเรือง หรือแม้แต่ในยามที่เราต้องประสบกับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ วัฏจักรเหล่านี้เกิดขึ้นอยู่เสมอ เป็นไปตามพลวัตรของระบบเศรษฐกิจ และในอนาคตอันใกล้นี้ เศรษฐกิจไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหม่ นั่นก็คือ การเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี 2558 หรือที่เรียกกันว่า AEC ร่วมกับอีก 9 ประเทศในภูมิภาคอาเซียน อันได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม พม่า ลาว และกัมพูชา อันเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการสร้างความร่วมมือของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในครั้งนี้ ทุกประเทศในภูมิภาคอาเซียนต่างคาดหวังว่าจะนำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้าและความเข้มแข็งสู่ภูมิภาคอาเซียน และทำให้ภูมิภาคเล็กๆ แห่งนี้ มีความยิ่งใหญ่ทางเศรษฐกิจทัดเทียมกับประเทศมหาอำนาจอื่นๆ ทั่วโลก
การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอนาคตอันใกล้นี้ จะเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายครั้งใหม่สำหรับประเทศไทย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราและบรรดาประเทศทั้งหลายในภูมิภาคอาเซียนได้พยายามยกระดับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของตัวเอง เพื่อที่จะก้าวไปสู่การเป็นประเทศที่มีการพัฒนาทัดเทียมกับประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าด้วยข้อจำกัดและทิศทางที่แตกต่างกัน รวมทั้งอุปสรรคในเวทีระดับโลกที่มีอยู่มากมาย ทำให้ผลแห่งความพยายามดังกล่าวเกิดขึ้นกับแต่ละประเทศไม่เท่ากัน ในภาพรวมเราจึงพัฒนาไปได้ค่อนข้างล่าช้า การที่เราค่อยๆ เติบโตไปทีละนิดนั้น ไม่ทำให้เราโดดเด่นเพียงพอที่จะเรียกร้องความสนใจและบูรณาการเศรษฐกิจของตัวเองเข้าสู่เวทีโลกได้อย่างเป็นรูปธรรมมากนัก ในขณะที่พลวัตรทางเศรษฐกิจของโลกได้ผันแปรไปอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งการพึ่งพาแต่เฉพาะกำลังของตนเองเพียงลำพัง ไม่สามารถก่อให้เกิดการพัฒนาให้ก้าวทันกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกอีกต่อไป ดังนั้น AEC จึงเป็นคำตอบสุดท้ายร่วมกันของทุกประเทศในภูมิภาคอาเซียน ที่เราจะร่วมกันทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างแน่นแฟ้นมากขึ้นในบ้านหลังเดียวกัน
การได้เป็นส่วนหนึ่งของ AEC นับว่าเป็นโอกาสที่สำคัญสำหรับประเทศไทย เนื่องจากการพัฒนาสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจภายในภูมิภาคที่อาเซียนพยายามสร้างขึ้น อันได้แก่ ความพยายามในการเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน การพัฒนาเศรษฐกิจให้มีความเสมอภาค และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียน ทำให้ในปัจจุบัน ภูมิภาคอาเซียนมีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นภูมิภาคที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกเป็นอย่างมากในฐานะของแหล่งผลิตสินค้าและบริการปริมาณมากของโลก โดยเฉพาะสินค้าเกษตรซึ่งเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิตของคนทั้งโลกภายใต้พื้นที่เพาะปลูกและทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่อย่างมากมาย ในปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในอาเซียน หรือ GDP ของอาเซียน คิดเป็นร้อยละ 2.5 ของ GDP ทั้งโลก มีประเทศต่างๆ นอกอาเซียนเข้ามาลงทุนราวเจ็ดหมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามากว่า 70 ล้านคนในแต่ละปี นอกจากนั้น ความพยายามในการผูกสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับภายนอก โดยการทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศอื่นๆ นอกอาเซียนมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้อาเซียนเป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่เปิดกว้าง จนกล่าวได้ว่าอาเซียนกำลังประสบความสำเร็จในการบูรณาการตนเองเข้ากับเศรษฐกิจโลก
ประเทศไทยนับเป็นหนึ่งในประเทศที่เป็นจุดศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียนในเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในบริเวณที่เรียกว่า "คาบสมุทรอินโดจีน" อันเป็นพื้นที่ซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ มีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เหมาะสม เป็นแหล่งเกษตรกรรมที่ยิ่งใหญ่ของโลก เป็นเส้นทางคมนาคมขนส่งเชื่อมโยงภายในภูมิภาคอาเซียน อีกทั้งยังมีความสะดวกในการติดต่อกับโลกภายนอกทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ นอกจากนั้น เรายังมีจุดแข็งที่เด่นชัดในเรื่องของศักยภาพในการผลิตสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ ความก้าวหน้าทางการเกษตรและอุตสาหกรรม มีวัตถุดิบด้านการเกษตรที่มีหลากหลายและมีศักยภาพทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ มีปัจจัยทางด้านแรงงานที่มีทักษะสูง ระบบเศรษฐกิจที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุน สิ่งเหล่านี้สะท้อนขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยที่พร้อมจะเข้าร่วมพัฒนาการเติบโตของอาเซียน อีกทั้ง ตลาดอาเซียนยังเป็นผู้บริโภคสินค้าและบริการที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับไทย สินค้าและบริการของเราจึงสามารถเข้าสู่ตลาดอาเซียนได้ง่าย ในปัจจุบันอาเซียนกลายเป็นตลาดส่งออกหลักของไทย โดยมีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 1 ใน 4 ของการส่งออกทั้งหมด มากกว่าประเทศคู่ค้าอื่นๆ ในอดีตอย่างสหรัฐอเมริกา จีน หรือญี่ปุ่น ความก้าวหน้าและความสำเร็จของ AEC ในเวทีโลก จึงเป็นแรงหนุนให้ประเทศไทยได้บูรณาการตัวเองเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกอย่างจริงจังด้วย
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าประเทศไทยยังมีจุดอ่อนที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจภายใต้บริบทของ AEC ที่ต้องเร่งแก้ไขอยู่ไม่น้อยในด้านโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ยังมีประสิทธิภาพการผลิตต่ำ ขาดแคลนแรงงานสายอาชีพอันเกิดจากค่านิยมการทำงานและการศึกษาที่เปลี่ยนไป การกระจุกตัวของพื้นที่อุตสาหกรรมทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางด้านการกระจายรายได้เกิดความไม่สมดุลกันระหว่างแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตร การผลิตเพื่อการส่งออกยังต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบ เทคโนโลยี พลังงาน และเงินทุนจากต่างประเทศเป็นหลักทำให้ไม่สามารถลดต้นทุนในการผลิตลงได้ การวิจัยและพัฒนายังอยู่ในระดับต่ำ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมส่วนใหญ่ขาดความเข้มแข็ง ไม่สามารถปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงได้ ตลอดจนการพึ่งพาการส่งออกมากถึงร้อยละ 70 ของ GDP ทำให้ไทยมีความอ่อนไหวต่อวิกฤตเศรษฐกิจ และความต้องการของตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ปัจจุบัน ได้มีการกล่าวถึง AEC ผ่านทางสื่อต่าง ๆ ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และสื่ออินเตอร์เน็ตกันอย่างกว้างขวาง ในฐานะอีกหนึ่งรูปแบบของกระแสการเปลี่ยนแปลงทางการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งได้ตอกย้ำให้เห็นถึงความตื่นตัวและการเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงซึ่งจะเป็นทั้งโอกาสและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นของทุกภาคส่วนของประเทศในกลุ่มสมาชิกอาเซียน ทั้งในหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน รวมไปถึงสถาบันการศึกษา ต่างๆ นับจากนี้ไป นอกจากความท้าทายจากความผันผวนทางเศรษฐกิจที่พวกเราต้องเผชิญอยู่ในปัจจุบัน เรื่องของ AEC นับเป็นความท้าทายใหม่ ที่จะเข้ามามีบทบาทกับท่านทั้งหลายมากยิ่งขึ้น รัฐบาลเองในฐานะของผู้กำหนดนโยบาย ได้ตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่า AEC นี้ ถือเป็นวาระแห่งชาติ ที่รัฐบาลจะต้องตีโจทย์ให้แตกและต้องมีคำตอบไว้ให้แก่ทุกคน ต้องมีการเตรียมตัวทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ มีการวางแผนร่วมกันอย่างจริงจังระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงาน ไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมเร่งแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
ในวันนี้ การบริหารประเทศก็เปรียบเสมือนกับการขับเคลื่อนรัฐนาวา หากทุกคนร่วมใจกันฟันฝ่าคลื่นลมมรสุมทางด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านการเมืองที่ยังคงมีปัญหาอยู่ภายในประเทศในขณะนี้ไปได้ ก็จะสามารถไปสู่ยังจุดหมายปลายทางเดียวกัน คือความเจริญของประเทศและความอยู่ดีกินดีของประชาชน หากพิจารณาในสิ่งที่รัฐบาลได้ดำเนินการไปแล้วนั้น ย่อมแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการ "ขับเคลื่อนรัฐนาวา เพื่อนำพาการค้าไทยเข้าสู่ AEC" ซึ่งช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เตรียมความพร้อมรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในทุก ๆ ด้านแล้ว กว่าร้อยละ 70 ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูง รัฐบาลได้บูรณาการการทำงานในระยะต่อไปจากนี้ ให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน และได้กำหนดมาตรการเพื่อดึงศักยภาพของการบูรณาการทางเศรษฐกิจของอาเซียนในครั้งนี้ ออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ ดังต่อไปนี้
มาตรการสำคัญลำดับแรก คือ รัฐบาลจะเร่งสร้างพื้นฐานและสภาพแวดล้อมเอื้อที่ต่อการประกอบธุรกิจ การค้า การลงทุน โดยหลักๆ ได้แก่ การปรับโครงสร้างภาษีเพื่ออำนวยประโยชน์และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้มากขึ้น ศึกษาและปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ ให้มีความเหมาะสมไม่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน แต่ยังรักษาไว้ซึ่งประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ และการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา (R & D) เพื่อใช้นวัตกรรมเป็นตัวเพิ่มมูลค่าของสินค้าและบริการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยให้สูงขึ้น นอกจากนี้ เรายังต้องเร่งฟื้นฟูประเทศหลังวิกฤตอุทกภัย ซึ่งขณะนี้รัฐบาลได้เข้าไปดูแลในเรื่องการสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน และเสริมสร้างมาตรการโครงสร้างเพื่อป้องกันแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทยทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
มาตรการสำคัญลำดับที่สอง คือ รัฐบาลจะเร่งพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งภายในประเทศ (Domestic Logistics) เพื่อเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ ในด้านการขนส่งทางบก ทางเรือ และทางอากาศระหว่างประเทศในภูมิภาค (ASEAN Logistics) ให้มีความสะดวก รวดเร็วและรองรับปริมาณขนส่งระหว่างประเทศ โดยมุ่งพัฒนาประเทศไทยไปสู่การเป็นศูนย์กลาง (Hub) ด้านโลจิสติกส์ในภูมิภาคอาเซียน จากความได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ซึ่งเป็นเส้นทางที่เชื่อมผ่านเกือบทุกประเทศในคาบสมุทรอินโดจีน ส่งผลให้ไทยมีบทบาทสูงในด้านโลจิสติกส์และการกระจายสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้านทั้งประเทศพม่า ลาว กัมพูชา มาเลเซีย จีนตอนใต้ และสามารถส่งต่อไปยังประเทศเวียดนามได้สะดวกมากยิ่งขึ้น รวมถึงเป็นช่องทางการค้าผ่านแดนไปยังประเทศที่สามต่อไป ตลอดจนอาศัยโอกาสอันดีจากการสร้างท่าเรือน้ำลึกทวายในพม่า เป็นประตูการค้าฝั่งตะวันตกด้านฝั่งทะเลอันดามันเชื่อมโยงกับด้านอ่าวไทยที่ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งจะเป็นเส้นทางการค้าใหม่ของโลกตะวันตกและตะวันออกที่เชื่อมระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิกเข้าด้วยกัน สามารถย่นระยะเวลาในการขนส่งและประหยัดต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการ
นอกจากนั้น เศรษฐกิจในระดับภูมิภาคและอนุภูมิภาคกับประเทศเพื่อนบ้าน ถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล โดยในปี 2555 นี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ตั้งเป้าผลักดันการค้าชายแดนให้มูลค่าการค้าสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท และได้กำหนดกลไกผลักดันการค้าชายแดนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการทำงานของคณะทำงานด้านการผลักดันและขับเคลื่อนการค้าในภูมิภาคอาเซียนและการค้าชายแดน ที่จะรับผิดชอบดูแลด้านการส่งเสริมการส่งออกในตลาดอาเซียน และการค้าชายแดนพร้อมส่งเสริมการลงทุนให้เกิดฐานการผลิตตามแนวชายแดนและประเทศเพื่อนบ้าน ในส่วนของรัฐบาลเองก็พยายามที่จะยกระดับความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อสร้างมูลค่าการค้าและการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้านให้เจริญเติบโตมากยิ่งขึ้น
มาตรการสำคัญลำดับที่สาม คือ รัฐบาลจะมีมาตรการที่เข้มแข็งเพื่อรองรับผลกระทบ ที่จะเกิดขึ้น สามารถแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจาก AEC ได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะในเรื่องของผลกระทบจากสินค้าด้อยคุณภาพที่ทะลักเข้ามาจำหน่ายในประเทศที่อาจเกิดขึ้นกับผู้บริโภค ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่เชื่อมโยงมาสู่เรื่องของมาตรฐานทางการค้า ภาครัฐจึงจำเป็นต้องมีกติกา และกฏเกณฑ์เพื่อรับมือกับปัญหานี้ โดยทำควบคู่กันไปเป็น 2 แนวทาง คือ เร่งพัฒนาคุณภาพมาตรฐานทางการค้าของไทย อาทิ มาตรฐานสุขอนามัยของสินค้าเกษตร มาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรม มาตรฐานสิ่งแวดล้อม รวมถึงการปรับปรุงระบบเตือนภัยทางการค้าและการใช้มาตรการทางการค้าให้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการกำหนดมาตรฐานทางการค้าเพื่อป้องกันสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน และสินค้าที่อาจจะทะลักเข้ามาจากต่างประเทศได้โดยหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มีการเตรียมการและบูรณาการการทำงานร่วมกันในเรื่องนี้ไว้พร้อมแล้ว
ในส่วนของภาครัฐนั้น มีความพร้อมที่จะยืนหยัดเคียงข้างไปกับภาคธุรกิจเอกชน ในการเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ รับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางการค้า มุ่งหาช่องทางและโอกาสในการค้าการลงทุนให้แก่ผู้ประกอบการไทย สร้างความเข้มแข็งให้ภาคธุรกิจไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และผลักดันให้การผนึกกำลังและสร้างการทำงานแบบบูรณาการร่วมกัน (Synergy) เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจของไทย และขอให้ทุกคนเชื่อมั่นในความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไทยภายใต้รัฐนาวาของรัฐบาลปัจจุบัน เวทีของ AEC แห่งนี้ คือ เวทีแห่งความร่วมมือกันของทุกประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียน เป็นเวทีแห่งการสร้างความปรองดองทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของทุกประเทศในอาเซียนให้เกิดขึ้นต่อไป
-------------------------------สำนักโฆษกกระทรวงพาณิชย์
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปาฐกถาพิเศษ
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “บูรณาการการค้า ขับเคลื่อนรัฐนาวา นำพาการค้าไทยสู่ AEC” ในโอกาสเป็นประธานเปิดงาน “AEC อาเซียนเปลี่ยนโลก”
