www.thaigov.go.th

  • ขนาดตัวอักษร 
  •   
กระทรวงพาณิชย์
กระทรวงพาณิชย์ จัดนิทรรศการทรัพย์สินทางปัญญาเฉลิมพระเกียรติ ราชันแห่งปัญญา พัฒนาไทยให้ยั่งยืน และ โครงการประกวดผลงานสิทธิบัตรการประดิษฐ์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ เพื่อให้ประชาชนได้ชื่นชมพระปรีชาสามารถด้านทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมมุ่งพัฒนาและส่งเสริมนักคิด นักประดิษฐ์ ให้เห็นความสำคัญของการสร้างสรรค์ทรัพย์สินทางปัญญา เริ่มนิทรรศการตั้งแต่วันที่ ๑๖ - ๑๘ พฤศจิกายนนี้ ณ รอยัล พารากอนฮอลล์ ๑๒ ศูนย์การค้าสยามพารากอน นายเกริกไกร  จีระแพทย์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า  เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ นี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการจัดงาน นิทรรศการทรัพย์สินทางปัญญาเฉลิมพระเกียรติ ราชันแห่งปัญญา พัฒนาไทยให้ยั่งยืน และโครงการประกวดผลงานสิทธิบัตรการประดิษฐ์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ และเพื่อให้ประชาชนได้ชื่นชมพระปรีชาสามารถด้านทรัพย์สินทางปัญญาและเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท ในฐานะที่ทรงเป็นพระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย รวมถึงการปลูกฝังและจุดประกายให้เยาวชนไทยมีความสามารถในการประดิษฐ์คิดค้น และสนใจนำทรัพย์สินทางปัญญาไปพัฒนาและใช้ประโยชน์โดยนายเกริกไกร  จีระแพทย์  ให้รายละเอียดถึงรูปแบบและเนื้อหาของการจัดงานว่า ได้แบ่งการจัดงานออกเป็น ๒ ส่วน  คือ   ส่วนที่ ๑  ซึ่งเป็นส่วนงานที่ความโดดเด่น คือ เป็นนิทรรศการแสดงผลงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้จดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ อาทิ  กังหันน้ำชัยพัฒนา  โครงการพลังงานทดแทน ไบโอดีเซล  โครงการฝนหลวง  โครงการแกล้งดิน  ที่นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงได้รับการทูลเกล้าฯถวายรางวัลระดับนานาชาติมากมาย อีกส่วน คือ โซนจัดแสดงผลงานโครงการประกวดผลงานสิทธิบัตรการประดิษฐ์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ใน ๔ สาขา  คือ พลังงานเพื่อชีวิต  สิ่งแวดล้อม  สุขภาพและอุตสาหกรรมการเกษตร   นอกจากนี้ยังมีจะเป็นโซนพิเศษที่แสดงผลงานสิทธิบัตรของประเทศไทยและประเทศสมาชิกอาเซียน  สำหรับส่วนงานส่วนที่ ๒ จะแบ่งออกเป็นโซนต่างๆ อาทิ   โซนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ทั้งของไทยและของประชาคมยุโรปและอาเซียน (GI) โดยในส่วนของประเทศไทยได้มีการจำลองแผนที่ประเทศไทยและนำสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์จัดวางไว้ตามภูมิภาคอันเป็นแหล่งกำเนิด เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ว่าที่ไหนมีอะไรเป็นสินค้าเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น เช่น ส้มโอนครชัยศรี จ.นครปฐม มะขามหวาน จ.เพชรบูรณ์ หมูย่างเมืองตรัง เป็นต้น   นอกจากนี้ในยังมีโซนพิเศษ เช่น คลินิกให้คำปรึกษาและรับคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาเคลื่อนที่ (IP Mobile Clinic)   และบูธจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าทรัพย์สินทางปัญญา   ด้านนางพวงรัตน์  อัศวพิศิษฐ์  อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า  การจัดนิทรรศการทรัพย์สินทางปัญญาเฉลิมพระเกียรติ   ราชันแห่งปัญญา พัฒนาไทยให้ยั่งยืน ในครั้งนี้ต้องการให้ประชาชนได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ และร่วมซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรของพระองค์เพื่อให้อยู่เย็นเป็นสุขในทุกภูมิภาคของประเทศไทย และเป็นการปลุกจิตสำนึกให้เห็นความสำคัญของการจดสิทธิบัตร เพื่อประโยชน์ต่อตนเอง เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศชาติสำหรับนิทรรศการทรัพย์สินทางปัญญาเฉลิมพระเกียรติ   ราชันแห่งปัญญา  พัฒนาไทยให้ยั่งยืน  จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๑๖ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ตั้งแต่เวลา ๑๐.๐๐ ๒๐.๐๐ น.    รอยัล พารากอน ชั้น 5  ศูนย์การค้าสยาม พารากอน   และจะมีพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการในวันเสาร์ที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงาน  ในเวลา ๑๘.๐๐ ๑๙.๐๐ น. ................................................................................................. ผู้นำเสนอ : กลุ่มงานประชาสัมพันธ์และกิจกรรมพิเศษ                    สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์
กระทรวงพาณิชย์ จัดนิทรรศการทรัพย์สินทางปัญญาเฉลิมพระเกียรติ ราชันแห่งปัญญา พัฒนาไทยให้ยั่งยืน และ โครงการประกวดผลงานสิทธิบัตรการประดิษฐ์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ เพื่อให้ประชาชนได้ชื่นชมพระปรีชาสามารถด้านทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมมุ่งพัฒนาและส่งเสริมนักคิด นักประดิษฐ์ ให้เห็นความสำคัญของการสร้างสรรค์ทรัพย์สินทางปัญญา เริ่มนิทรรศการตั้งแต่วันที่ ๑๖ - ๑๘ พฤศจิกายนนี้ ณ รอยัล พารากอนฮอลล์ ๑๒ ศูนย์การค้าสยามพารากอน นายเกริกไกร  จีระแพทย์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า  เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ นี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการจัดงาน นิทรรศการทรัพย์สินทางปัญญาเฉลิมพระเกียรติ ราชันแห่งปัญญา พัฒนาไทยให้ยั่งยืน และโครงการประกวดผลงานสิทธิบัตรการประดิษฐ์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ และเพื่อให้ประชาชนได้ชื่นชมพระปรีชาสามารถด้านทรัพย์สินทางปัญญาและเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท ในฐานะที่ทรงเป็นพระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย รวมถึงการปลูกฝังและจุดประกายให้เยาวชนไทยมีความสามารถในการประดิษฐ์คิดค้น และสนใจนำทรัพย์สินทางปัญญาไปพัฒนาและใช้ประโยชน์โดยนายเกริกไกร  จีระแพทย์  ให้รายละเอียดถึงรูปแบบและเนื้อหาของการจัดงานว่า ได้แบ่งการจัดงานออกเป็น ๒ ส่วน  คือ   ส่วนที่ ๑  ซึ่งเป็นส่วนงานที่ความโดดเด่น คือ เป็นนิทรรศการแสดงผลงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้จดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ อาทิ  กังหันน้ำชัยพัฒนา  โครงการพลังงานทดแทน ไบโอดีเซล  โครงการฝนหลวง  โครงการแกล้งดิน  ที่นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงได้รับการทูลเกล้าฯถวายรางวัลระดับนานาชาติมากมาย อีกส่วน คือ โซนจัดแสดงผลงานโครงการประกวดผลงานสิทธิบัตรการประดิษฐ์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ใน ๔ สาขา  คือ พลังงานเพื่อชีวิต  สิ่งแวดล้อม  สุขภาพและอุตสาหกรรมการเกษตร   นอกจากนี้ยังมีจะเป็นโซนพิเศษที่แสดงผลงานสิทธิบัตรของประเทศไทยและประเทศสมาชิกอาเซียน  สำหรับส่วนงานส่วนที่ ๒ จะแบ่งออกเป็นโซนต่างๆ อาทิ   โซนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ทั้งของไทยและของประชาคมยุโรปและอาเซียน (GI) โดยในส่วนของประเทศไทยได้มีการจำลองแผนที่ประเทศไทยและนำสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์จัดวางไว้ตามภูมิภาคอันเป็นแหล่งกำเนิด เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ว่าที่ไหนมีอะไรเป็นสินค้าเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น เช่น ส้มโอนครชัยศรี จ.นครปฐม มะขามหวาน จ.เพชรบูรณ์ หมูย่างเมืองตรัง เป็นต้น   นอกจากนี้ในยังมีโซนพิเศษ เช่น คลินิกให้คำปรึกษาและรับคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาเคลื่อนที่ (IP Mobile Clinic)   และบูธจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าทรัพย์สินทางปัญญา   ด้านนางพวงรัตน์  อัศวพิศิษฐ์  อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า  การจัดนิทรรศการทรัพย์สินทางปัญญาเฉลิมพระเกียรติ   ราชันแห่งปัญญา พัฒนาไทยให้ยั่งยืน ในครั้งนี้ต้องการให้ประชาชนได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ และร่วมซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรของพระองค์เพื่อให้อยู่เย็นเป็นสุขในทุกภูมิภาคของประเทศไทย และเป็นการปลุกจิตสำนึกให้เห็นความสำคัญของการจดสิทธิบัตร เพื่อประโยชน์ต่อตนเอง เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศชาติสำหรับนิทรรศการทรัพย์สินทางปัญญาเฉลิมพระเกียรติ   ราชันแห่งปัญญา  พัฒนาไทยให้ยั่งยืน  จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๑๖ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ตั้งแต่เวลา ๑๐.๐๐ ๒๐.๐๐ น.    รอยัล พารากอน ชั้น 5  ศูนย์การค้าสยาม พารากอน   และจะมีพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการในวันเสาร์ที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงาน  ในเวลา ๑๘.๐๐ ๑๙.๐๐ น. ................................................................................................. ผู้นำเสนอ : กลุ่มงานประชาสัมพันธ์และกิจกรรมพิเศษ                    สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์
นายเกริกไกร จีระแพทย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกเดือนกันยายน 2550 มีมูลค่า 13,276.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 10.4 เป็นการส่งออกที่มีมูลค่าสูงต่อเนื่องจากเดือนสิงหาคมที่ส่งออกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 13,911.1 ล้านเหรียญสหรัฐ และเมื่อคิดในรูปเงินบาท การส่งออกมีมูลค่า 454,866.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 สินค้าส่งออกสำคัญ สินค้าอุตสาหกรรมยังขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.6 ในขณะที่สินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมการเกษตรและสินค้าอื่นๆ ชะลอตัวลง ร้อยละ 2.3 และ 6.3 ตามลำดับ - สินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมการเกษตรสำคัญ การส่งออกชะลอตัวลง เนื่องจาก การส่งออกลดลงของยางพารา กุ้งแช่แข็งและแปรรูป และน้ำตาล โดยยางพาราปริมาณและมูลค่าลดลงร้อยละ 5.2 และ 5.4 ตามลำดับ เนื่องจากการแข็งค่าของเงินบาท ทำให้ญี่ปุ่นหันไปซื้อจากอินโดนีเซียมากขึ้น กุ้งแช่แข็งและแปรรูป ปริมาณและมูลค่าลดลงร้อยละ 7.7 และ 9.3 ตามลำดับ เนื่องจากสหรัฐฯใช้มาตรการกีดกันทางการค้ากุ้งจากไทย และ น้ำตาล ปริมาณและมูลค่าลดลงร้อยละ 43.8 และ 53.4 ตามลำดับ ส่วน ข้าว ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง สินค้าอาหารประเภทอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และ ไก่แช่แข็งและแปรรูป ยังขยายตัวเพิ่มขึ้น โดย ข้าวปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 24.7 และ 27.4 ตามลำดับ สินค้าอาหาร มูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.7 แต่ปริมาณส่งออกลดลงร้อยละ 14.4 และ ราคาเพิ่มขึ้นร้อยละ 26.9 เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบโดยเฉพาะอาหารทะเล ปลาทูนาและการแข็งค่าของเงินบาท และ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง มูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.7 ปริมาณส่งออกลดลงร้อยละ 29.5 และ ราคาเพิ่มขึ้นร้อยละ 44.2 เนื่องจากปัญหาผลผลิตในประเทศลดลงและการแข็งค่าของเงินบาท -สินค้าอุตสาหกรรมสำคัญ ส่วนใหญ่ยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สินค้าที่สำคัญและขยายตัวสูงกว่าร้อยละ 15 ได้แก่ ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก อัญมณี ผลิตภัณฑ์ยาง สิ่งพิมพ์และกระดาษ เครื่องใช้และเครื่องประดับตกแต่ง ผลิตภัณฑ์เภสัช/เครื่องมือแพทย์ และปูนซีเมนต์ สินค้าสำคัญอื่น ๆ ที่ส่งออกเพิ่มขึ้นได้แก่ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เฟอร์นิเจอร์และ เครื่องสำอาง ตลาดส่งออกสำคัญ ขยายตัวเพิ่มขึ้นทั้งตลาดหลักและตลาดใหม่ โดยตลาดใหม่ขยายตัวร้อยละ 22.3 ขณะที่ตลาดหลักขยายตัวร้อยละ 0.5 - ตลาดหลัก การส่งออกชะลอตัวลงในทุกตลาด ทั้งสหภาพยุโรป (15) และ อาเซียน (5) ขยายตัวร้อยละ 4.2 และ 6.3 ตามลำดับ โดยเฉพาะญี่ปุ่น ที่ส่งออกลดลงเป็นเดือนแรกร้อยละ 1.3 สินค้าที่ส่งออกไปญี่ปุ่นลดลง ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า ยางพารา เครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์และส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์เหล็กและเหล็กกล้า ขณะที่การส่งออกไปสหรัฐฯ ยังลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ห้าร้อยละ 6.6 สินค้าสำคัญที่ส่งออกลดลงได้แก่เสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์และส่วนประกอบ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และอัญมณีเครื่องประดับ เนื่องจากปัญหาการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ การแข็งค่าของเงินบาทและการยกเลิกการให้GSPสินค้าไทย - ตลาดใหม่ ส่วนใหญ่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอัตราสูง ได้แก่ ยุโรปตะวันออก (ร้อยละ 79.3) อินเดีย (ร้อยละ 45.6) ฮ่องกง (ร้อยละ 43.5) ตะวันออกกลาง (ร้อยละ 27.7) จีน (ร้อยละ 25.3) ออสเตรเลีย(ร้อยละ 22.2) ตลาดใหม่อื่นๆ ที่ส่งออกเพิ่มขึ้น ได้แก่ แอฟริกา แคนาดา และลาตินอเมริกา เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.2, 7.6 และ 2.4 ตามลำดับ การส่งออกในระยะ 9 เดือนของปี 2550 มีมูลค่า 110,597.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนเพิ่มขึ้นร้อยละ 16.1 คิดเป็นร้อยละ 75.8 ของเป้าหมายการส่งออก ในรูปค่าเงินบาทการส่งออกมีมูลค่า 3,836,671.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.6 โดยมีการส่งออกเพิ่มขึ้นในทุกหมวด ทั้งหมวดสินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมการเกษตร สินค้าอุตสาหกรรม และ สินค้าอื่น ๆ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 14.2 , 16.8 และ 14.9 ตามลำดับ - สินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมการเกษตรสำคัญ ส่วนใหญ่ส่งออกเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและมูลค่า ได้แก่ ข้าว (ปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.1 และ 23.3) ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง (ปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.5 และ 27.6) สินค้าอาหาร (ปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.0 และ 12.1) และน้ำตาล (ปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 126.3 และ 96.9) - สินค้าอุตสาหกรรมสำคัญ ที่ส่งออกเพิ่มขึ้นสูงกว่าร้อยละ 15 ได้แก่ ยานยนต์และส่วนประกอบ วัสดุก่อสร้าง (เหล็กและเหล็กเส้น) อัญมณีและเครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์ยาง สิ่งพิมพ์และกระดาษ เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เภสัช/เครื่องมือแพทย์ และของเล่น สินค้าที่ส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 10-15 ได้แก่ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก เครื่องใช้เดินทาง และเครื่องหนัง/รองเท้า สินค้าที่ส่งออกเพิ่มขึ้นต่ำกว่าร้อยละ 10 ได้แก่ สิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ และ เครื่องใช้เครื่องประดับตกแต่งบ้าน ตลาดส่งออกสำคัญ การส่งออกเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั้งในตลาดใหม่และตลาดหลัก ร้อยละ 24.9 และ 9.2 ตามลำดับ ทำให้สัดส่วนการส่งออกไปตลาดใหม่เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 46.0 ขณะที่สัดส่วนการส่งออกไปตลาดหลักลดลงเป็นร้อยละ 54.0 (ปี 2549 สัดส่วนตลาดใหม่ : ตลาดหลัก คือ 43.2 : 56.8) - ตลาดหลัก ขยายตัวในอัตราสูงต่อเนื่องใน 3 ตลาด ได้แก่ สหภาพยุโรป(15) อาเซียน(5) และ ญี่ปุ่น เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.7, 12.7 และ 10.7 ตามลำดับ ยกเว้นสหรัฐฯที่ลดลงเล็กน้อยร้อยละ 3.2 เป็นผลมาจากเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัว ภาวะการแข่งขันในตลาด การแข็งค่าของเงินบาท และการประกาศจะยกเลิกการให้ GSP สินค้าไทย - ตลาดใหม่ เพิ่มขึ้นทุกตลาด ที่เพิ่มขึ้นในอัตราสูง ได้แก่ อินเดีย(ร้อยละ 60.6) ยุโรปตะวันออก (ร้อยละ 63.9) ออสเตรเลีย (ร้อยละ 30.9) ตะวันออกกลาง (ร้อยละ 34.4) แอฟริกา (ร้อยละ 31.6) ลาตินอเมริกา (ร้อยละ 28.0) จีน (ร้อยละ 27.0) และอินโดจีนและพม่า (ร้อยละ 17.3) ขณะที่ฮ่องกง เกาหลีใต้ และแคนาดา เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.1, 10.8 และ 5.6 ตามลำดับ 2. การนำเข้า การนำเข้าเดือนกันยายน 2550 มีมูลค่า 11,310.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.4 โดยหมวดสินค้าที่มีการนำเข้าเพิ่มขึ้น ได้แก่ สินค้าทุน (ร้อยละ 10.9) สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป (ร้อยละ 9.9) สินค้าอุปโภคบริโภค (ร้อยละ 28.8) สินค้ายานพาหนะและอุปกรณ์ (ร้อยละ 26.0) สำหรับหมวดสินค้าที่มีการนำเข้าลดลง ได้แก่ เชื้อเพลิง(ร้อยละ 10.2) และสินค้าอาวุธ ยุทธปัจจัยและสินค้าอื่นๆ (ร้อยละ 23.1) กลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าการนำเข้าสูงเป็นสัดส่วนร้อยละ 95.5 ของการนำเข้ารวมของเดือนกันยายน 2550 มีดังนี้ - สินค้าเชื้อเพลิง นำเข้าขยายตัวลดลงร้อยละ 10.2 เป็นการนำเข้าน้ำมันดิบปริมาณ 22.4 ล้านบาร์เรล (745,089 บาร์เรลต่อวัน) มูลค่า 1,643 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ปริมาณและมูลค่าลดลงร้อยละ 5.8 และ 2.3 ตามลำดับ - สินค้าทุน นำเข้าขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.9 โดยสินค้านำเข้าสำคัญได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.3 เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.8 เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 - สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป นำเข้าขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.9 สินค้าสำคัญที่มีการนำเข้าเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (ร้อยละ 23.7) เคมีภัณฑ์ (ร้อยละ 9.0) ส่วน เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ปริมาณและมูลค่าลดลงร้อยละ 10.9 และ 4.1 ตามลำดับ และ ทองคำ ปริมาณและมูลค่าลดลงร้อยละ 82.3 และ 82.9 ตามลำดับ - สินค้าอุปโภคบริโภค นำเข้าขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 28.8 สินค้าสำคัญที่นำเข้าเพิ่มขึ้น ได้แก่ เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด (ร้อยละ 30.5) เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน (ร้อยละ 40.0) เสื้อผ้า รองเท้าและผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่น ๆ (ร้อยละ 29.9) นาฬิกาและส่วนประกอบ(ร้อยละ 11.8) นมและผลิตภัณฑ์นม (ร้อยละ 29.3) และผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ (ร้อยละ 8.8) การนำเข้าในระยะ 9 เดือนของปี 2550 มีมูลค่า 102,143.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นในหมวดวัตถุดิบและ กึ่งสำเร็จรูป (ร้อยละ 13.5) สินค้าอุปโภคบริโภค (ร้อยละ 19.9) สินค้ายานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง (ร้อยละ 9.3) ส่วนสินค้าที่มีการนำเข้าลดลง ได้แก่ สินค้าเชื้อเพลิง (ร้อยละ 3.7) สินค้าทุน (ร้อยละ 0.1) สินค้าอาวุธ ยุทธปัจจัย และสินค้าอื่นๆ (ร้อยละ 2.0) 3. ดุลการค้า ดุลการค้าเดือนกันยายน 2550 ไทยเกินดุลการค้า 1,966.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 31.9 ส่งผลให้ดุลการค้าในระยะ 9 เดือนของปี 2550 เกินดุลการค้ารวม 8,454.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งขาดดุลการค้า 685.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ 4. สรุปแนวโน้มการส่งออก การนำเข้า และดุลการค้า แนวโน้มการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ ประเมินสถานการณ์การส่งออกสินค้าสำคัญ ปี 2550 โดยมีการประชุมหารือกับภาคเอกชนมาโดยตลอดทุกเดือน และจากตัวเลขการส่งในช่วง 9 เดือนปี2550 มีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 16.1 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้คือร้อยละ 12.5 รวมถึงกระทรวงพาณิชย์และผู้ส่งออกร่วมกันดำเนินมาตรการบุกเบิกและขยายตลาด ทั้งในตลาดใหม่และตลาดหลัก ดังนั้น จึงทำให้เชื่อมั่นว่าในปี 2550 จะสามารถส่งออกได้ไม่ต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ แนวโน้มการนำเข้าและดุลการค้า กระทรวงพาณิชย์ได้มีการดูแลการนำเข้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนแจ้งแผนการนำเข้าเป็นรายเดือนรวม 10 กลุ่มสินค้า ได้แก่ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ทองคำ เครื่องจักรและส่วนประกอบ เครื่องจักรการเกษตร คอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม อัญมณีและเครื่องประดับ และการติดตามการนำเข้าสินค้าเพื่อใช้ในการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของรัฐและรัฐวิสาหกิจ ซึ่งทำให้สามารถคาดการณ์การนำเข้าในเดือนตุลาคม ได้ดังนี้ แนวโน้มการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบ/กึ่งสำเร็จรูปที่สำคัญ เช่น เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์เหล็ก โดยผู้นำเข้าแจ้งแผนการนำเข้าไว้ที่ 1.38 ล้านตัน ตามความต้องการใช้ในการผลิตเพื่อให้เพียงพอต่อการส่งออกและทดแทน Stock เดิมที่ใช้ไป เคมีภัณฑ์ คาดว่าจะมีการนำเข้ามูลค่า 870 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเนื่องจากค่าเงินบาทที่แข็งตัวทำให้สามารถนำเข้าได้ในราคาที่ถูกลง อุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มีแนวโน้มการนำเข้าเพิ่มขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของสินค้าฮาร์ดดิสก์ และคาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องถึงสิ้นปี ส่วนการนำเข้าทองคำ ผู้นำเข้าแจ้งแผนการนำเข้าไว้ 13.25 ตัน แนวโน้มการนำเข้าสินค้าทุนที่สำคัญได้แก่ คอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบ คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากการผลิตฮาร์ดดิสก์เพื่อการส่งออกมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ คาดว่าจะมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นตามภาวะการส่งออกที่ขยายตัวได้ดี ส่วนเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ คาดว่าจะนำเข้าใกล้เคียงกับเดือนกันยายน เนื่องจากเครื่องจักรไฟฟ้ามีอายุการใช้งานนาน ผู้ประกอบการยังใช้เครื่องจักรไฟฟ้าที่มีอยู่เดิมได้ แนวโน้มการนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิงที่สำคัญ คือ น้ำมันดิบ คาดว่าจะเป็นไปตามแผนที่ผู้นำเข้าแจ้งไว้กับกระทรวงพลังงาน คือนำเข้าปริมาณ 767,000 บาร์เรล/วัน สำหรับการนำเข้าสินค้าตามโครงการของรัฐและรัฐวิสาหกิจต่างๆ 14 หน่วยงาน ได้แจ้งแผนการนำเข้ามูลค่า 259.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และจะนำเข้าทั้งปี 2550 มูลค่าประมาณ 1,223.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ------------------ ผู้นำเสนอ : กลุ่มงานประชาสัมพันธ์และกิจกรรมพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์
นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในการประชุมและมอบนโยบายให้แก่ผู้บริหารและข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ในส่วนภูมิภาค โดยกล่าวว่า ภารกิจหลักของกระทรวงพาณิชย์จะต้องเดินหน้าต่อไป เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามนโยบายของรัฐบาลและสานต่อนโยบายของนายเกริกไกร จีระแพทย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่กำหนดเป้าหมายไว้ 4 ประการ คือ 1. มุ่งให้ไทยเป็นชาติการค้า 2 มุ่งหน้าสู่การบริการ 3. เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และ 4. ขยายการลงทุนในต่างแดน ให้ประสบความสำเร็จ เห็นผลเป็นรูปธรรมสามารถวัดผลได้ พร้อมทั้งจะต้องสานต่อนโยบายของปลัดกระทรวงพาณิชย์คนก่อน ในเรื่องการประสานงาน และการสั่งการในการทำงานร่วมกันระหว่างกรม กอง ต่างๆ ให้มีเอกภาพและงานยุทธศาสตร์กระทรวงให้เกิดผล                  ปลัดกระทรวงพาณิชย์ยังกล่าวต่อไปว่า การดำเนินการในด้านการส่งออกและนำเข้า ในปี 2551 นั้นจำเป็นต้องมีการจัดระบบ และวางมาตรการผลักดันเป็นพิเศษในกลุ่มสินค้าที่ใช้วัตถุดิบหลักในประเทศ   พร้อมทั้งต้องเร่งเสริมสร้างรายได้ให้เกษตรกร โดยการส่งเสริมและพัฒนากลไกตลาดให้ดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นเครื่องมือแก่เกษตรกร ในการสร้างอำนาจต่อรองทางการค้า และจำเป็นต้องวางระบบการค้าในประเทศและการส่งออก ตลอดจนระบบโลจิสติกส์ให้สอดรับกัน สำหรับการดูแลผู้บริโภคจะต้องวางระบบการดูแลการค้าตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ให้ราคาสะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการฉวยโอกาสในการขึ้นราคาที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะสินค้าจากต่างประเทศจะต้องพิจารณาถึงประโยชน์ของผู้บริโภคเป็นพิเศษ และจะต้องมีการพัฒนาระบบพัฒนาธุรกิจการค้าตั้งแต่ระดับบุคคลจนถึงสถาบัน เชื่อมโยงกับงานส่งเสริมการส่งออกอย่างเป็นระบบร่วมกับทุกภาคส่วน ส่งเสริมการจัดทำธุรกิจต้นแบบ เพื่อเป็นตัวอย่างในการขยายผลอย่างต่อเนื่อง และผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการให้บริการด้านต่างๆอย่างครบวงจร  นอกจากนี้ ยังเน้นให้ดำเนินมาตรการการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อส่งเสริมให้มีการเสริมสร้างนวัตกรรมใหม่ๆและพัฒนาการให้บริการรับจดขึ้นทะเบียนให้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น และมีการวางกรอบนโยบายแข่งขันในมิติการค้าจะต้องพิจารณาถึงภารกิจของกระทรวงพาณิชย์ให้ชัดเจน ซึ่งจะทำให้การแก้ไขปัญหาในส่วนที่เกี่ยวข้องเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม                  นอกจากนี้ นายศิริพลได้กล่าวถึงแนวทางการดำเนินงานว่า จะส่งเสริมให้ระบบการบริหารจัดการมีความทันสมัย โดยแต่ละกรมจะได้รับการพัฒนาและดำเนินการอย่างอิสระภายใต้กรอบการบริหารของกระทรวง  และส่งเสริมให้บริหารงานแบบมีกลยุทธ์ โดยนำระบบ Operation Room มาใช้เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกัน รวมทั้งจะมีการจัดองค์กรใหม่ขึ้นมารองรับงานเฉพาะจุดที่จำเป็น                  ซึ่งนายศิริพลได้กล่าวถึงการดำเนินงานของหน่วยงานต่างประเทศว่า จะให้มีการถ่ายทอดความรู้ ข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อต่างๆ เพื่อนำความรู้มาถ่ายทอดแก่ผู้เกี่ยวข้อง และจะได้นำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ในแผนงานต่อไป ทั้งยังได้กล่าวย้ำอีกว่าจะเปิดโอกาสให้ข้าราชการทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค มีโอกาสแสดงออก แสดงความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนการเสนอแนวคิดการแก้ปัญหาและช่วยเหลือส่วนรวม ซึ่งจะเป็นการนำองค์ความรู้จากทุกภาคส่วนขององค์กรสู่การปฏิบัติต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการประชุมครั้งนี้นายศิริพลได้มอบนโยบายให้ข้าราชการในส่วนภูมิภาคได้รับทราบแนวทางการดำเนินงานตามนโยบายและมาตรการข้าว ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2550/51 เพื่อจะได้เร่งวางกรอบและแนวทางการทำงานให้บรรลุผลตามเป้าหมายต่อไป          ที่มา :  สำนักโฆษกกระทรวงพาณิชย์ผู้นำเสนอ :  กลุ่มงานประชาสัมพันธ์และกิจกรรมพิเศษ                     สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์าร

พาณิชย์ปูพรมตรวจโกดังข้าวทั่วประเทศ

วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน 2007

นายยรรยง พวงราช รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ และประธานคณะทำงานตรวจสอบปริมาณข้าวใน     สต๊อกรัฐบาล เรียกประชุมคณะทำงานเพื่อพิจารณาแนวทางการตรวจโกดังข้าวที่ร่วมในโครงการรับจำนำขององค์การคลังสินค้าทั่วประเทศ
          นายพิษณุ  เหรียญมหาสาร  รองปลัดกระทรวงพาณิชย์และหัวหน้าภูมิภาค(Hub)จีน  เปิดเผยว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มอบให้ตนเองและอธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก ให้ร่วมมือกันรีบเร่งรัดนำลองกองเข้าสู่ตลาดจีนโดยด่วน เนื่องมาจากในปีนี้ผลผลิตลองกองมีปริมาณเพิ่มสูงมากกว่าปกติ ทำให้ราคาลดต่ำกว่าปีที่ผ่านมามาก
นายเกริกไกร จีระแพทย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (AEM) ครั้งที่ 39 ระหว่างวันที่ 24-27 สิงหาคม 2550 ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ มีวัตถุประสงค์เพื่อรับทราบผลการดำเนินงานของ ASEAN Body ต่างๆ ได้แก่ AFTA และ AIA สำหรับกิจกรรมที่เป็นพิเศษปีนี้ คือ การยกร่าง AEC Blueprint หรือแผนปฏิบัติการรวมตัวด้านเศรษฐกิจของอาเซียน และแถลงการณ์ผู้นำที่จะลงนามในช่วงปลายปี 2550
สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์    ขอเชิญชมและเลือกซื้อสินค้าคุณภาพส่งออก  ในงาน   สุดยอดผลิตภัณฑ์ไทย  ครั้งที่ 2  ระหว่างวันที่  7-16  กันยายน 2550 
กระทรวงพาณิชย์จับมือจังหวัดนครศรีธรรมราชจัดงาน   มหกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคใต้ มุ่งหวังให้ประชาชนในท้องถิ่นและจังหวัดใกล้เคียง ออกมาจับจ่ายซื้อสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ มีคุณภาพดีและราคาถูก เพื่อเร่งกระตุ้นการบริโภคและเศรษฐกิจของประเทศ โดยจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 22-26 สิงหาคม 2550 ณ สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ 84 อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช 
พาณิชย์ลุยถิ่นสะตอ เนรมิตงานมหกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคใต้
หน้า 46 จาก 47