www.thaigov.go.th

  • ขนาดตัวอักษร 
  •   
คพ. แถลงข่าวความคืบหน้าการตรวจสอบการระบายน้ำทิ้งจากฟาร์มสุกร เสียงจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ฯ

  การควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากแหล่งกำเนิดมลพิษประเภท การเลี้ยงสุกร
ดร.สุพัฒน หวังวงศ์วัฒนา ได้กล่าวว่าการดำเนินงานติดตามตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษประเภทฟาร์มสุกร โดยที่ผ่านมา คพ.ได้มีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีการดำเนินงานเป็น 2 ลักษณะ คือ การดำเนินงานเมื่อมีเรื่องราวร้องทุกข์ และการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติงาน โดยอาศัยการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากการเลี้ยงสุกรตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 นอกจากนั้น คพ.ยังมีโครงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรในการจัดการน้ำเสียหลายโครงการ เช่น การฝึกอบรมการเสริมสร้างศักยภาพการจัดการของเสียและน้ำเสียจากฟาร์มสุกร โดยในปี 2550 มีการดำเนินการในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ลำพูน เชียงใหม่ และราชบุรี การฟื้นฟูประสิทธิภาพระบบบำบัดน้ำเสียจากฟาร์มสุกรที่เข้าร่วมโครงการกับกรมปศุสัตว์ ซึ่งเป็นโครงการที่ดำเนินการในพื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกง โดยจะฟื้นฟูระบบไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 การจัดทำระบบการตัดสินใจในการจัดการมลพิษจากฟาร์มสุกร (DTM) โดยระบบดังกล่าวเมื่อแล้วเสร็จจะเป็นเครื่องมือช่วยให้เกษตรกรและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้เรียนรู้และเข้าใจถึงแนวทางในการจัดการมลพิษจากฟาร์มสุกรได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และในปี พ.ศ.2548 - พ.ศ.2549 ได้จัดประกวดฟาร์มสีเขียว ในพื้นที่ลุ่มน้ำท่าจีน และบางปะกง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ยังเผยว่าในอนาคต คพ. จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งศูนย์ความช่วยเหลือให้ปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม ซึ่งผู้ประกอบการสามารถขอคำปรึกษาและความช่วยเหลือได้อย่างครอบวงจรต่อไป ซึ่งเป็นการจัดการมลพิษจากแหล่งกำเนิดประเภทการเลี้ยงสุกรให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น

ความคืบหน้าโครงการศึกษาผลกระทบด้านเสียงจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ


นายสุพัฒน์ กล่าวถึงการแก้ไขผลกระทบด้านเสียงจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2550 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามมติคณะกรรมการนโยบายการดำเนินกิจการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานกรุงเทพ (ดอนเมือง) ครั้งที่ 3/2550 วันที่ 22 พฤษภาคม 2550 (นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน) เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาในการดำเนินงานกิจการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งมีสาระสำคัญ ได้แก่ ในพื้นที่เขต NEF มากกว่า 40 ให้เจรจาซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ในพื้นที่เขต NEF 30 ถึง 40 ให้สนับสนุนการปรับปรุงอาคารและสิ่งปลูกสร้าง ให้ประกาศเส้นเสียงกรณีเที่ยวบินสูงสุด 76 เที่ยวต่อชั่วโมง โดยบินลงทางทิศเหนือใช้ทางวิ่งฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกอัตราส่วนร้อยละ 80:20 และกำหนดหลักเกณฑ์ประเมินอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่มีการหักค่าเสื่อมราคาและให้บวกค่าการตลาด ร้อยละ 10-20 สำหรับบ้านที่ไม่ใช่หมู่บ้านจัดสรร และร้อยละ 20-30 สำหรับบ้านที่เป็นหมู่บ้านจัดสรร คพ.ได้จัดทำแผนที่เส้นเสียงประกอบด้วย กรณีบินลงทางทิศเหนือใช้ทางวิ่งฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกอัตราส่วนร้อยละ 80:20 (ฤดูร้อน)กรณีบินลงทางทิศใต้ใช้ทางวิ่งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกอัตราส่วนร้อยละ 80:20 (ฤดูหนาว) และแผนที่รวมทั้ง 2 กรณี (รวมฤดูร้อนและฤดูหนาว) พร้อมกับชี้แจงทำความเข้าใจกับชุมชน เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2550 ซึ่งต่อมา บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด มหาชน (ทอท.) ได้นำแผนที่เส้นเสียงที่ คพ. จัดทำเผยแพร่ให้ชุมชนรับทราบ โดยได้ประกาศเฉพาะกรณีตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2550 ที่เป็นการบินลงจากทิศเหนืออย่างเดียว ต่อมา คณะกรรมการ ทอท. ในการประชุมครั้งที่ 20/2550 เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2550 ได้มีการพิจารณาการแก้ไขปัญหาให้กับชุมชนเพิ่มเติมโดยมีผลการประชุมโดยสรุป ได้แก่ ให้เพิ่มการสำรวจอาคารและสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ได้รับผลกระทบกรณีมีการบินลงทางทิศใต้ใช้ทางวิ่งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกอัตราส่วนร้อยละ 80:20 อนุมัติงบประมาณในการประเมินราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ได้รับผลกระทบ NEF มากกว่า 40 ผู้ได้รับผลกระทบทางเสียงในเขต NEF 30-40 ให้ ทอท. ประเมินมูลค่าเพื่อปรับปรุงสิ่งปลูกสร้างหรือรับเงินชดเชยเพื่อดำเนินการเอง ส่วนผู้ประสงค์จะขายให้เสนอราคาให้ ทอท.พิจารณาเป็นรายๆ ไป และให้ ทอท.นำเสนอ ครม.เพื่อพิจารณาผลการสำรวจและประมาณการค่าใช้จ่ายที่ต้องชดเชยอาคารและสิ่งปลูกสร้างทั้งก่อนและหลังปี 2544 ที่ได้รับผลกระทบทางเสียง ซึ่งขณะนี้ ทอท.อยู่ระหว่างการสำรวจจำนวนอาคาร สิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในเขต NEF ต่างๆ เพื่อทำการประมาณการค่าใช้จ่ายที่ต้องชดเชย


มาตรฐานควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียจากโรงไฟฟ้าใหม่

คพ.แจงมาตรฐานควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียจากโรงไฟฟ้าใหม่ นายสุพัฒน์ ได้กล่าวถึงมาตรฐานควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียจากโรงไฟฟ้าใหม่ โดยที่ผ่านมา กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม โดย คพ. ได้ออกประกาศมาตรฐานควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียจากโรงไฟฟ้า โรงไฟฟ้าเก่า และ โรงไฟฟ้าแม่เมาะ มาโดยลำดับ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 2542 และ 2544 ควบคุมสารมลพิษ 3 ชนิด คือ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) และ ฝุ่นละออง ซึ่งต่อมาในปี 2546 คพ. ร่วมกับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่น (JICA) ดำเนินโครงการศึกษาหากลยุทธ์ในการควบคุมการสะสมของกรดในประเทศไทย (The study on the Acid Deposition Control Strategy in the Kingdom of Thailand) พบว่า อัตราการระบายก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ทั้งหมดในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 65% ในปี 2554 หากไม่มีการดำเนินมาตรการควบคุมใด ๆ เพิ่มเติม โดยอัตราการระบายก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ทั้งหมดในประเทศไทย มาจากโรงไฟฟ้าประมาณ 30% โดยขณะนี้ คพ. อยู่ระหว่างดำเนินการปรับปรุงมาตรฐานควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียจากโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงไฟฟ้าประเภทที่ใช้ถ่านหินและน้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิง เนื่องจากมีปริมาณกำมะถันในเชื้อเพลิงสูงกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่นมากทำให้มีการระบายก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) สูง โดยได้พิจารณาปรับปรุงค่ามาตรฐานทั้งของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) และฝุ่นละออง และแบ่งระดับความเข้มงวดเป็นค่ามาตรฐานสำหรับโรงไฟฟ้าเก่าและโรงไฟฟ้าใหม่ ซึ่งที่ผ่านมา คพ. ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมพิจารณาปรับปรุงค่ามาตรฐานดังกล่าว เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2550 โดยที่ประชุมเห็นชอบกับร่างค่ามาตรฐานโรงไฟฟ้าใหม่ซึ่งสามารถปฏิบัติได้ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน โดยค่ามาตรฐานดังกล่าวมีความเข้มงวดขึ้นจากค่าเดิมประมาณ 20-60% ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างนำเสนอคณะกรรมการควบคุมมลพิษเพื่อพิจารณา โดยกระทรวงพลังงานจะนำร่างมาตรฐานดังกล่าวไปใช้ประกอบการกำหนดเงื่อนไขการประมูลก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าต่อไป สำหรับโรงไฟฟ้าเก่าการจะปรับปรุงค่ามาตรฐานจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการทั้งด้านค่าใช้จ่ายที่ต้องลงทุนเพิ่มและเทคโนโลยีในการปรับปรุงระบบเดิม ดังนั้นจึงต้องมีการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อพิจารณาความเหมาะสมในการกำหนดค่ามาตรฐานฯ ก่อนนำเสนอต่อคณะกรรมการควบคุมมลพิษเพื่อพิจารณาต่อไป