www.thaigov.go.th

  • ขนาดตัวอักษร 
  •   
กทพ. จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นของประชาชน โครงการทางพิเศษสายดาวคะนอง – วงแหวน รอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก

การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กระทรวงคมนาคม จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ ๓ ในงานศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการทางพิเศษสายดาวคะนอง - วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก เพื่อนำเสนอผลการศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการฯ เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ณ โรงแรมพาร์ค วิลเลจ พระราม ๒

นายสินธพ  สิริสิงห  รองผู้ว่าการฝ่ายปฏิบัติการ กทพ. กล่าวว่า ปัจจุบัน กทพ. ได้เปิดให้บริการทางพิเศษรวมระยะทางมากกว่า ๒๐๗ กิโลเมตร แต่ยังไม่ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ ทำให้ถนนพระรามที่ ๒ มีปริมาณการจราจรหนาแน่นและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กทพ. จึงได้ทำการศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการทางพิเศษ สายดาวคะนอง - วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ด้านตะวันตก เพื่อเพิ่มเส้นทางและศักยภาพของระบบทางพิเศษ ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัดบนถนนพระรามที่ ๒ ตลอดจนพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงเป็นการเพิ่มเส้นทางหลักในสภาวะที่เส้นทางคมนาคมที่เชื่อมต่อระหว่างภาคกลางกับภาคใต้ และกรุงเทพมหานครมีปัญหาไม่สามารถใช้งานได้ เช่น การเกิดอุทกภัย เป็นต้น

ทั้งนี้ กทพ. ได้จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นของประชาชนแล้ว จำนวน ๒ ครั้ง โดยครั้งที่ ๑ จัดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๕ และครั้งที่ ๒ จัดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ได้ข้อสรุปว่าแนวสายทางเลือกที่ ๑ ที่ซ้อนอยู่บนถนนพระรามที่ ๒ เป็นแนวสายทางที่มีความเหมาะสมมากที่สุด ซึ่ง กทพ. ได้สำรวจความคิดเห็นโดยใช้แบบสอบถาม การสัมภาษณ์เชิงลึก และการจัดประชุมกลุ่มย่อยในเขตพื้นที่ศึกษา มีผู้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็น และข้อเสนอแนะอย่างกว้างขวางและหลากหลาย และ กทพ. ได้นำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ประกอบการศึกษาให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่งขึ้น สำหรับการสัมมนาครั้งที่ ๓ เป็นการสัมมนาครั้งสุดท้ายเพื่อนำเสนอผลการศึกษาความเหมาะสม สรุปได้ว่า แนวสายทางของโครงการฯ จะซ้อนอยู่บนถนนพระรามที่ ๒ มีจุดเริ่มต้นโครงการฯ อยู่ที่ประมาณ ๑.๕ กิโลเมตร ก่อนถึงทางแยกต่างระดับบางขุนเทียน (ถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก) และจุดสิ้นสุดโครงการฯ อยู่บริเวณจุดเชื่อมต่อกับทางพิเศษเฉลิมมหานครบริเวณดาวคะนอง รวมระยะทาง ๙.๓๕ กิโลเมตร ออกแบบเป็นทางยกระดับขนาด ๖ ช่องจราจร ๒ ทิศทาง ตั้งอยู่บริเวณเกาะกลางของถนนพระรามที่ ๒ มีความสูงของทางยกระดับประมาณ ๑๖ - ๒๐ เมตร เพื่อข้ามสะพานลอยคนข้าม สะพานกลับรถ และสะพานข้ามทางแยกต่าง ๆ ประกอบด้วย ทางแยกต่างระดับ ๒ แห่ง และทางขึ้น - ลงบนถนนพระรามที่ ๒ จำนวน ๕ ตำแหน่ง นอกจากนี้ กทพ. ได้ทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการก่อสร้างและเปิดใช้งานโครงการฯ พร้อมทั้งกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบและมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้การพัฒนาโครงการฯ มีผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

การดำเนินโครงการฯ จะก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจในด้านการลดค่าใช้จ่ายยานพาหนะ ซึ่งรวมถึงการลดค่าใช้จ่ายของการสูญเสียพลังงานเชื้อเพลิงอันเนื่องจากปัญหาการจราจรติดขัดบนถนนพระรามที่ ๒ และโครงข่ายถนนโดยรอบ นอกจากนี้ ยังช่วยลดเวลาในการเดินทาง และลดการเกิดความสูญเสียจากอุบัติเหตุอันเนื่องมาจากความแออัดของการจราจร สำหรับผลการศึกษาประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจของโครงการฯ พบว่า มูลค่าประโยชน์ที่เกิดขึ้นในปีที่คาดว่าจะเปิดให้บริการโครงการฯ พ.ศ. ๒๕๖๒ มีจำนวนประมาณ ๙๒๘.๓๙ ล้านบาท โดยอัตราผลตอบแทนด้านเศรษฐกิจของโครงการฯ (EIRR) มีค่า ๑๙.๔๙% อัตราส่วนผลประโยชน์ต่อค่าใช้จ่าย (B/C Ratio) มีค่า ๒.๓๒ และมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) มีค่า ๑๖,๖๙๘๓๔ ล้านบาท ซึ่งถือว่าโครงการฯ มีความคุ้มค่าต่อการลงทุน สำหรับการศึกษาทางด้านการเงิน สรุปว่ามีค่าก่อสร้าง ๑๕,๘๖๙.๗๘ ล้านบาท และค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน ๒,๗๗๖.๓๔ ล้านบาท รวมเป็นค่าการลงทุน ๑๘,๖๔๖.๑๒ ล้านบาท โดยจะมีรายได้จากการจัดเก็บค่าผ่านทางในช่วงเวลาปีแรกของการเปิดให้บริการ ประมาณ ๓๔๔.๒๔ ล้านบาท และเพิ่มขึ้นทุกปีตามอัตราการเพิ่มขึ้นของปริมาณจราจรที่จะเข้ามาใช้บริการทางพิเศษในอนาคต

สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมด้านวิศวกรรมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ ๐ ๒๓๑๘ ๗๒๓๕ ด้านสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมของประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ ๐ ๒๓๖๑ ๗๔๕๑ ต่อ ๓๐๔ หรือ ๓๐๕ และสามารถติดตามรายละเอียดของโครงการได้ทางเว็บไซต์ www.exat.co.th หรือ www.daokhanong-wongwaen.com

 

“สะดวกปลอดภัย คมนาคมยุคใหม่ ใส่ใจคนพิการ”