รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวภายหลังการประชุมฯ ว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญ ต่อการท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยกำหนดเป้าหมายรายได้ที่ได้รับจากการท่องเที่ยวไว้เป็นเงิน ๒ ล้านล้านบาท ในปี ๒๕๕๘ กระทรวงคมนาคมจึงได้เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมและสิ่งอำนวยความสะดวกในการเดินทางเพื่อการท่องเที่ยว รวมทั้งให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาและข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยวทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยวได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น และได้มอบให้ปลัดกระทรวงคมนาคมและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แต่งตั้งคณะทำงานกลุ่มย่อยเพื่อพิจารณาแนวทางการดำเนินงานให้เป็นรูปธรรมและจัดทำข้อสรุปให้แล้วเสร็จใน ๒ สัปดาห์ เพื่อเสนอที่ประชุมฯ พิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป นอกจากนี้ ที่ประชุมฯ ได้รับทราบปัญหาต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ของประเทศไทย อาทิ ความปลอดภัยและการให้ความคุ้มครองผู้โดยสารเจ็ทสกี การขับขี่รถจักรยานยนต์ของนักท่องเที่ยว รถแท็กซี่ผิดกฎหมาย (ป้ายดำ) และร่วมกันพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว สรุปได้ดังนี้
๑. ปัญหาด้านความปลอดภัย และการบังคับใช้กฎหมาย มอบให้กรมเจ้าท่า และกรมการขนส่งทางบก พิจารณาตรวจสอบ และแก้ไขหลักเกณฑ์และข้อกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเช่าเจ็ทสกีและรถจักรยานยนต์ให้ครอบคลุม สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน และสามารถปฏิบัติได้จริง รวมทั้งพิจารณาแนวทางการให้บริการออกใบอนุญาตขับขี่ชั่วคราวให้กับนักท่องเที่ยวกรณีไม่มีใบขับขี่สากล สร้างแรงจูงใจและจัดอบรมพัฒนาคุณภาพพนักงานขับรถโดยสารไม่ประจำทาง (รถทัวร์ ๓๐) ศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเทคโนโลยี GPS ติดตั้งในเจ็ทสกีและรถโดยสารไม่ประจำทาง เตรียมติดตั้งป้ายแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวและป้ายจราจร ๓ ภาษา (ไทย จีน และอังกฤษ) และกำหนดจุด Rest Area ให้มีความเหมาะสมตามมาตรฐานสากล
๒. ปัญหาด้านการให้บริการ มอบให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาปรับปรุงท่าเรือที่ชายหาดพัทยาและชะอำให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสามารถรองรับความต้องการของนักท่องเที่ยว เร่งดำเนินการเชื่อมต่อเส้นทางระหว่างพัทยา ชะอำ และหัวหิน เพื่อลดระยะเวลาในการเดินทาง พัฒนาร่องน้ำทางเข้าท่าเรือน้ำลึกภูเก็ตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรองรับเรือ Cruise ขนาดใหญ่ และพิจารณาการเชื่อมต่อการเดินทางระหว่าง จ. ภูเก็ต และ จ. กระบี่ ด้วยเรือโดยสาร ตลอดจนเร่งพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้ ๖๐ ล้านคนต่อปี และท่าอากาศยานภูเก็ตให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้ ๑๒.๕ ล้านคนต่อปี และจัดการจราจรทางอากาศให้มีความเหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา
