www.thaigov.go.th

  • ขนาดตัวอักษร 
  •   
ก.เกษตรฯ เตรียมแผนบริหารจัดการน้ำในอนาคต พร้อมพัฒนาระบบพยากรณ์และเตือนภัยอย่างเต็มรูปแบบ 10 ลุ่มน้ำสำคัญของประเทศ

ก.เกษตรฯ เตรียมแผนบริหารจัดการน้ำในอนาคต พร้อมพัฒนาระบบพยากรณ์และเตือนภัยอย่างเต็มรูปแบบ  10 ลุ่มน้ำสำคัญของประเทศ มั่นใจรับมือน้ำท่วมและจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายชวลิต  ชูขจร  ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กล่าวว่า เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเกิดประสิทธิภาพสูงสุด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้กำหนดแผนการบริหารจัดการน้ำในอนาคต  ระยะเวลา  3-5 ปี  แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะเร่งด่วนและระยะยาว  ทั้งนี้  ในระยะเร่งด่วน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี    ซึ่งได้เห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำใน  2  เรื่อง  ได้แก่ แผนปฏิบัติการเพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยระยะเร่งด่วน  ประกอบด้วย   จัดทำแผนการบริหารจัดการเขื่อนเก็บน้ำหลักและการจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำของประเทศ  เป้าหมายเพื่อปรับปรุงระบบการบริหารจัดการน้ำของประเทศและระบบการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนสำคัญให้มีประสิทธิภาพและเพิ่มขีดความสามารถการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นในแต่ละปี  โดยได้ดำเนินการปรับปรุงเกณฑ์ปฏิบัติการอ่างเก็บน้ำ เขื่อนขนาดใหญ่แล้วจำนวน  10  เขื่อนหลักในลุ่มน้ำเจ้าพระยา  ได้แก่  เขื่อนภูมิพล  เขื่อนสิริกิติ์  เขื่อนแม่กวงอุดมธารา  เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล  เขื่อนกิ่วลม  เขื่อนกิ่วคอหมา เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน  เขื่อนทับเสลา  เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์และเขื่อนกระเสียว  ซึ่งจะทำให้สามารถรองรับน้ำในช่วงต้นฤดูฝนได้เพิ่มขึ้น  3,440  ล้านลูกบาศก์เมตร  โดยกรมชลประทานได้ดำเนินการแล้วเสร็จตั้งแต่เดือนมกราคม  2555


นอกจากนี้  ได้จัดทำแผนงานพัฒนาคลังข้อมูล  ระบบพยากรณ์และเตือนภัย  โดยกรมชลประทานได้ดำเนินการปรับปรุงระบบพยากรณ์ที่มีอยู่เดิมให้มีประสิทธิภาพและมีความแม่นยำมากขึ้น  โดยการเชื่อมโยงและรวมระบบคลังข้อมูล  ระบบพยากรณ์และเตือนภัยของ  10  ลุ่มน้ำ  ได้แก่  ปิง  วัง  ยม  น่าน  สะแกกรัง  เจ้าพระยา  ท่าจีน  ป่าสัก  แม่กลอง และปราจีน  บางปะกง ให้เป็นหนึ่งเดียว  ซึ่งได้ดำเนินการแล้วเสร็จตั้งแต่เดือนมีนาคม  2555  พร้อมนี้ ยังได้ดำเนินการฟื้นฟูและปรับปรุงสิ่งก่อสร้างเดิมที่ได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัย  ปี  2554  ตามแผนฟื้นฟูและปรับปรุงประสิทธิภาพสิ่งก่อสร้างเดิมหรือตามแผนที่วางไว้แล้ว  ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จตั้งแต่เดือนสิงหาคม  2555  ที่ผ่านมา


นายชวลิต  กล่าวว่า   กระทรวงเกษตรฯ เป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดพื้นที่รับน้ำนองและมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้พื้นที่เพื่อการรับน้ำ  ซึ่งได้กำหนดพื้นที่รับน้ำนองในลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้งหมด 2.14  ล้านไร่ สามารถเก็บกักน้ำไว้ได้  5,112  ล้านลูกบาศก์เมตร  แบ่งเป็น  พื้นที่ในเขตชลประทาน  1.26   ล้านไร่ สามารถเก็บกักน้ำไว้ได้  2,993  ล้านลูกบาศก์เมตรและพื้นที่แก้มลิงตามธรรมชาติ  0.88  ล้านไร่  สามารถเก็บกักน้ำไว้ได้  2,119  ล้านลูกบาศก์เมตร   ซึ่งสามารถลดยอดน้ำหลากในช่วงน้ำท่วมได้และยังนำน้ำส่วนหนึ่งมาใช้ในการเพาะปลูกในฤดูแล้งต่อไป


สำหรับในระยะยาว กรมชลประทานได้จัดทำแผนพัฒนาการชลประทานระดับลุ่มน้ำอย่างเป็นระบบ  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทานตามศักยภาพ  จำนวน  60  ล้านไร่  จัดทำแผนการพัฒนาการชลประทานเป็นรายโครงการ  ตลอดจนเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำในทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ  โดยกรมชลประทาน ได้ปรับยุทธศาสตร์การพัฒนาและบริหารจัดการน้ำในเชิงรุกให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาการเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรมทันต่อการแก้ไขปัญหาน้ำส่วนใหญ่ของประเทศมากขึ้น


“เมื่อดำเนินการตามแผนพัฒนาชลประทานของประเทศอย่างเต็มศักยภาพ จำนวน 8,789 โครงการ  จะสามารถเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้นประมาณ  26,603  ล้านลูกบาศก์เมตร   จะมีปริมาณน้ำใช้ที่สามารถควบคุมได้เพิ่มอีกประมาณ  57,000  ล้านลูกบาศก์เมตร   ได้พื้นที่ชลประทานทั้งสิ้นประมาณ  34.04  ล้านไร่  เมื่อรวมกับการพัฒนาที่มีในปัจจุบัน  จะทำให้ประเทศไทยมีแหล่งเก็บกักน้ำเท่ากับ  102,973  ล้านลูกบาศก์เมตร  หรือประมาณร้อยละ  52  ของปริมาณน้ำท่าของประเทศมีพื้นที่ชลประทาน 62.4 ล้านไร่  ครอบคลุมพื้นที่ศักยภาพการชลประทานทั้งหมด นอกจากนี้ ยังจะสามารถพัฒนาพื้นที่เกษตรน้ำฝนที่อยู่นอกพื้นที่ศักยภาพการชลประทานได้อีก  2.4  ล้านไร่  ด้วยโครงการที่มีเทคโนโลยีสมัยใหม่  เช่น โครงการสูบน้ำ โครงการ  ผันน้ำ เป็นต้น” นายชวลิต  กล่าว

--------------------------------------