www.thaigov.go.th

  • ขนาดตัวอักษร 
  •   
“ยุทธพงศ์” ชูประเทศไทยเป็นศูนย์กลางยางพารา ทั้งการผลิต และการค้า พร้อมแสดงศักยภาพสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในการเป็นผู้นำยางพาราในเวทีโลก

“ยุทธพงศ์” ชูประเทศไทยเป็นศูนย์กลางยางพารา  ทั้งการผลิต และการค้า  พร้อมแสดงศักยภาพสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในการเป็นผู้นำยางพาราในเวทีโลก

นายยุทธพงศ์  จรัสเสถียร  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  แถลงว่า  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ได้กำหนดจัดงานวันยางพาราอาเซียน  หรือ  “ASEAN  Rubber  Day  2013”  ระหว่างวันที่ 10 – 12 เมษายน 2556  ณ  โรงแรมฮิลตัน  ภูเก็ต  อาร์คาเดีย  รีสอร์ทแอนด์สปา  จ.ภูเก็ต  วัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมยางพารา  ซึ่งในงานนี้มีการพบปะระหว่างผู้ผลิต  ผู้ค้า และผู้เกี่ยวข้องกับยางพาราระดับโลก  เพื่อร่วมกันผลักดันและพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราให้ก้าวสู่ระดับโลก  พร้อมทั้งเป็นการแลกเปลี่ยนนวัตกรรมงานวิจัย  เพื่อเพิ่มมูลค่ายางพารา  รวมถึงการใช้ประโยชน์ยางธรรมชาติได้อย่างเต็มที่  ซึ่งภายในงานนี้จะมีตัวแทนจาก 13 ประเทศในเอเชียเข้าร่วม  ประกอบด้วย  10  ประเทศอาเซียน ได้แก่  บรูไน  กัมพูชา  อินโดนีเซีย  ลาว  มาเลเซีย  พม่า  ฟิลิปปินส์  สิงคโปร์  เวียดนาม  ไทย และอีก 3 ประเทศ ได้แก่  จีน  ญี่ปุ่น และอินเดีย ซึ่งเป็นผู้ซื้อยางรายใหญ่ของโลกเข้าร่วมด้วย


นายยุทธพงศ์  กล่าวต่อไปว่า  อุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยางนับเป็นอุตสาหกรรมที่มีความ สำคัญต่อประเทศในแง่ของการจ้างงานและการส่งออก   เนื่องจากประเทศไทยมีศักยภาพสูงในด้านวัตถุดิบที่เป็นข้อได้เปรียบต่อประเทศคู่แข่ง  และการเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจโลก รวมทั้งภูมิภาคเอเซีย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศจีนและอินเดียส่งผลให้ตลาดโลกมีความต้องการใช้ยางธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น  และทำให้ราคายางมีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  จึงคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมยางพารามีแนวโน้มที่ดีในการขยายตัวเพิ่มขึ้น  โดยปัจจุบันประเทศไทยถือเป็นประเทศผู้ส่งออกยางอันดับหนึ่งของโลก และสามารถสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศจากผลผลิตของยางพาราปีละกว่า 4 แสนล้านบาท  ประกอบกับประเทศไทยกำลังเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ซึ่งมีสมาชิกในภูมิภาคเข้าร่วมวันยางพาราอาเซียน  นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ประเทศไทยจะแสดงศักยภาพและความพร้อมในการเป็นผู้นำด้านการผลิตยางธรรมชาติ  เป็นศูนย์กลางผลิตและค้าขายยางพาราที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน  ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมายางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่มีความสำคัญและสร้างประโยชน์ให้กับอุตสาหกรรมอย่างมหาศาลด้วยราคาที่สูงในตลาดโลก  และเป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งของวงการเกษตรไทย


“การจัดงานวันยางพาราอาเซียน  นอกจากจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาประเทศในระดับนโยบาย  ภาควิชาการ และงานวิจัยแล้ว  ยังเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยประชาสัมพันธ์ความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางยางพารา  ทั้งการผลิต และการค้า  พร้อมแสดงศักยภาพสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในการเป็นผู้นำยางพาราในเวทีโลกด้วย”  นายยุทธพงศ์  กล่าว

ด้านนายวิทย์  ประทักษ์ใจ  ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง  (สกย.)  กล่าวว่า  คณะรัฐมนตรีมีมติให้ทุกวันที่ 10 เมษายนของทุกปีเป็นวันยางพาราแห่งชาติ  เพื่อเป็นการรำลึกถึงคุณาปการของพระยารัษฎานุประดิษฐ์  ซึ่งในปีนี้ถือว่ามีความพิเศษกว่าการจัดงานในรูปแบบปกติที่ผ่านมา  โดยคณะกรรมการบริหารกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (ก.ส.ย.) ได้มีนโยบายให้ สกย. จัดงานวันยางพาราอาเซียน หรือ  “ASEAN  Rubber  Day  2013”  โดยเน้นทิศทางและความเติบโตในด้านอุตสาหกรรมยางของกลุ่มประเทศอาเซียนและประเทศพันธมิตร  ในรูปแบบของการสัมมนาเชิงวิชาการระดับอาเซียน  ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกของประเทศและระดับภูมิภาคอาเซียนที่วงการยางพาราได้ร่วมกันพัฒนาด้านอุตสาหกรรมยางพาราอย่างครบวงจร  เพื่อที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าหลักที่สำคัญในภูมิภาคของประชาคมนี้


การจัดงานวันยางพาราอาเซียนในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีเปิดงาน  และมีการปาฐกถาพิเศษ เรื่อง ทิศทางและความเติบโตในด้านอุตสาหกรรมยางของประเทศมาเลเซีย โดย Dr.Mahathir bin Mohammad ตลอดจนการประชุมวิชาการในหัวข้อที่น่าสนใจมากมาย  จากวิทยากรทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ  อาทิ  ภาพรวมในเรื่องของราคายางและกลยุทธ์ในการเปลี่ยนแปลงราคา  สถานการณ์และศักยภาพในการเพิ่มผลผลิตต่อหน่วย  ความท้าทายของอุตสาหกรรมยางในส่วนที่สัมพันธ์กับการบริโภคยาง  นวัตกรรมยางธรรมชาติ  โดยประเทศไทยเป็นประเทศที่ผลิตยางธรรมชาติได้มากที่สุดในโลก เพื่อที่จะนำนวัตกรรมนี้มาช่วยในเรื่องการพัฒนาด้านการทำสวนยาง  และแนวโน้มของการพัฒนาอุตสาหกรรมยางอย่างยั่งยืน  ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อเกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่ปลูกยางใหม่ในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย  อีกทั้งภายในงานยังมีเวทีเสวนา  ภายใต้หัวข้อ  ทิศทางและความเติบโตในด้านอุตสาหกรรมยางของกลุ่มประเทศอาเซียนและประเทศพันธมิตร  พร้อมทั้งมีการนำคณะลงพื้นที่เพื่อศึกษาดูงานอุตสาหกรรมยางพาราของไทยด้วย