www.thaigov.go.th

  • ขนาดตัวอักษร 
  •   
ไทย-จอร์แดนเตรียมตั้งคณะทำงานร่างเอ็มโอยูร่วมมือถ่ายทอดเทคโนโลยีฝนหลวงในจอร์แดน

ไทย-จอร์แดนเตรียมตั้งคณะทำงานร่างเอ็มโอยูร่วมมือถ่ายทอดเทคโนโลยีฝนหลวงในจอร์แดน ด้านทูตไทยในจอร์แดนชี้จอร์แดนเป็นฐานการตลาดขยายสินค้าไทยไปยังกลุ่มอเมริกาเหนือได้

นายยุคล  ลิ้มแหลมทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับ Mr.Samer I. Ashour อธิบดีสำนักพระราชวังจอร์แดนด้านเศรษฐกิจและการค้า พร้อมด้วยนายพิริยะ เข็มพล  เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอัมมาน ประเทศจอร์แดน และเจ้าหน้าที่จากกรมอุตุนิยมวิทยาจอร์แดน ว่า การหารือร่วมกันระหว่างไทยกับจอร์แดนในครั้งนี้  ประเด็นสำคัญ คือความร่วมมือในด้านการถ่ายทอดเทคโนโยลยีการทำฝนหลวง ซึ่งนับเป็นโครงการที่เป็นมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวจอร์แดน  ที่ได้ทรงมีพระบรมราชานุญาตในการถ่ายทอดเทคโนโลยีฝนหลวงให้แก่ประเทศจอร์แดน ตามที่ประเทศจอร์แดนได้แสดงความสนใจเกี่ยวกับโครงการฝนหลวงของไทย  เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับภาวะขาดแคลนฝนในจอร์แดน  และได้มีการส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาศึกษาดูงานรวมถึงสำรวจความเป็นไปได้ในการทำฝนหลวงทีประเทศจอร์แดนมาอย่างต่อเนื่อง 

 
   ดังนั้น ลำดับขั้นตอนที่จะดำเนินการต่อจากนี้ คือ ทั้งสองประเทศจะมีการตั้งคณะทำงานระหว่าง เพื่อจัดทำร่างบันทึกความตกลงในเรื่องฝนหลวงให้แล้วเสร็จก่อนที่พระราชาธิบดีอับดุลลาห์ที่ 2 จะเยือนประเทศอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2556 และลงนามในบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ขณะเดียวกัน เพื่อให้การปฏิบัติการฝนหลวงมีความพร้อมที่จะสามารถดำเนินการได้ในประเทศจอร์แดน ทางจอร์แดนโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องกลับไปวางแผนในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น งบประมาณ และอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ให้มีความพร้อมที่จะเริ่มปฏิบัติการฝนหลวงได้ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ก็ยินดีที่จะให้ทางจอร์แดนจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาฝึกอบรมการทำฝนหลวงกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตรในประเทศไทยคู่ขนานกันไปด้วย

  ด้านนายพิริยะ เข็มพล  เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอัมมาน ประเทศจอร์แดน เปิดเผยว่า นอกจากเทคโนโลยีฝนหลวงที่ทางจอร์แดนแสดงความสนใจซึ่งเป็นโครงการที่แสดงถึงความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศแล้ว  ทางจอร์แดนยังสนใจเกี่ยวกับโครงการเศรษฐกิจพอเพียง และการปลูกหญ้าแฝกเพื่อแก้ไขปัญหาดินในประเทศจอร์แดนที่เป็นส่วนใหญ่เป็นดินทรายไม่สามารถทำการเกษตรด้วย รวมถึงความร่วมมือทางด้านการท่องเที่ยว ด้านการสาธารณสุข และด้านการศึกษา ซึ่งคงจะต้องมีการจัดทำร่างบันทึกความร่วมมือระหว่างสองประเทศด้วยเช่นกัน

  สำหรับในด้านการค้าการลงทุนที่น่าจะเป็นประโยชน์กับนักลงทุนไทยที่จะสามารถเข้าไปลงทุนในประเทศจอร์แดนที่จะเป็นฐานการตลาดในการกระจายสินค้าไปยังกลุ่มประเทศต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ทั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษที่เสียภาษีเพียง 5 % หรือการเปิดเสรีการค้ากับหลายประเทศในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา แคนนาดา สหภาพยุโรป และตุรกีที่มีภาษีเป็นศูนย์มาตั้งแต่ปี 2010 ก็จะเป็นประโยชน์ต่อนักลงทุนไทยเป็นอย่างมากที่จะใช้โอกาสนี้ไปลงทุนในประเทศจอร์แดนเพื่อขยายขีดความสามารถในการส่งออกของประเทศไทยได้