www.thaigov.go.th

  • ขนาดตัวอักษร 
  •   
กระทรวงเกษตรฯ ขีดเส้นรับข้อมูลการผลิตสินค้าเกษตรในพื้นที่ประกาศเขตโซนนิ่ง ภายใน 31 พ.ค นี้

กระทรวงเกษตรฯ ขีดเส้นรับข้อมูลการผลิตสินค้าเกษตรในพื้นที่ประกาศเขตโซนนิ่ง ภายใน 31 พ.ค นี้ เพื่อเร่งหามาตรการจูงใจเกษตรกรหันปรับเปลี่ยนการทำการเกษตรให้สอดคล้องกับตลาดจริง 

นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยในการประชุมสัมมนา เรื่อง “การขับเคลื่อนนโยบายการจัดการพื้นที่เกษตรกรรม หรือโซนนิ่ง” ณ โรงแรมรามาการ์เด้น  ให้แก่หัวหน้าส่วนราชการและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ภาคกลาง 26 จังหวัด ว่า แนวทางในการดำเนินงานเรื่องโซนนิ่งที่กระทรวงเกษตรฯ ได้ออกประกาศกำหนดเขตเหมาะสมสำหรับการผลิตแล้ว 6 ชนิดพืช ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลังยางพาราปาล์มน้ำมัน อ้อยโรงงาน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์  และการผลิตสินค้าปศุสัตว์ 5 ชนิดได้แก่ โคเนื้อ โคนม สุกร ไก่เนื้อ และไก่ไข่ และภายใน 2 เดือนนี้จะประกาศอีก 7 ชนิดพืช ซึ่งได้แจ้งข้อมูลดังกล่าวผ่านกระทรวงมหาดไทยไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดแล้ว 

 
  ดังนั้น สิ่งที่กระทรวงเกษตรฯ ขอความร่วมมือจากผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนโซนนิ่งจังหวัดและมีเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเป็นฝ่ายเลขานุการ คือ การเข้าไปตรวจสอบข้อมูลการผลิตสินค้าเกษตรในพื้นที่ส่งกลับมายังกระทรวงเกษตรฯภายในวันที่ 31 พฤษภาคมนี้ ประกอบด้วย 1. ตรวจสอบพื้นที่ทำการเกษตรที่ได้เป็นประกาศเป็นพื้นที่เหมาะสมสำหรับพืช ปศุสัตว์ และประมง เพื่อทำโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยใช้ข้อมูลการตลาดเป็นตัวกำหนดปริมาณผลผลิตให้สอดคล้องกัน ทั้งการบริโภคในพื้นที่ การแปรรูป การเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรม และการส่งออก  ว่าในแต่ละพื้นที่นั้นต้องการการสนับสนุนจากรัฐในด้านใดบ้าง เช่น พันธุ์ แหล่งน้ำ ปุ๋ย ที่ดินทำกิน เทคโนโลยี การคมนาคม หรือทุน เป็นต้น  2. ตรวจสอบพื้นที่เกษตรกรรมที่อยู่ในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมหรือเหมาะสมน้อย เพื่อพิจารณาแนวทางในการส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนอาชีพหรือการทำการเกษตรชนิดอื่นที่มีความเหมาะสมกว่า หรือต้องการให้ภาครัฐให้การสนับสนุนอย่างไร และ 3. ตรวจสอบพื้นที่ทำการเกษตรกรรมที่อยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ หรือยู่ในพื้นที่ป่าว่ามีอยู่จำนวนเท่าใด และจะจัดการอย่างไร รวมทั้งเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา ทั้งเรื่องที่ดินทำกินและการจัดการผลผลิตการเกษตรจากพื้นที่ดังกล่าวด้วย ซึ่งข้อมูลจากทั้ง 3 พื้นที่ดังกล่าว เมื่อทางจังหวัดได้รายงานเข้ามาแล้ว กระทรวงเกษตรฯ จะรวบรวมเพื่อเสนอรัฐบาลในการกำหนดนโยบายหรือโครงการในการสนับสนุนการพัฒนาการผลิต  หรือปรับเปลี่ยนการทำการเกษตรของประเทศให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่  โดยยึดตลาดเป็นเป้าหมายสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาดได้ในระยะยาว


  “การเรียกประชุมเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ครั้งนี้ เพื่อสร้างความเข้าใจและทิศทางในการขับเคลื่อนนโยบายโซนนิ่งให้ตรงกัน  เนื่องจากการที่จะปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกหรือการทำการเกษตรนั้น คนในพื้นที่ซึ่งใกล้ชิดกับเกษตรกรที่สุดจะต้องเป็นผู้รวบรวมข้อมูลความต้องการจากพื้นที่เสนอต่อรัฐบาลในการเข้าไปให้ความช่วยเหลือ รวมถึงการปรับระบบความคิดของเกษตรกรสู่การเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ที่รู้จักคิดเป็น และวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับการตลาดด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯ จะเป็นเครื่องมือสำคัญให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อดำเนินการในเรื่องโซนนิ่งให้เกิดขึ้นให้ได้ เนื่องจากที่ผ่านมาการจัดการโซนนิ่งไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควรเนื่องจากเป็นการสั่งการจากส่วนกลางไปในพื้นที่ แต่ไม่ได้รับข้อมูลความต้องการจากพื้นที่มาเป็นนโยบายการปฏิบัติ  ซึ่งในวันที่ 25 มีนาคมนี้ นายกรัฐมนตรีจะประชุมคอนเฟอร์เรนซ์ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ก็จะเป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่เจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯ ในการร่วมดำเนินการดังกล่าว” นายยุคล กล่าว.