นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การพัฒนาและส่งเสริมสหกรณ์” ขึ้นที่โรงแรมเดอะรอยัล พาราไดซ์ โอเต็ล แอนด์สปา จังหวัดภูเก็ต ว่า ขบวนการสหกรณ์ถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ซึ่งจากการขยายตัวของการดำเนินธุรกิจสหกรณ์ในรอบปีที่ผ่านมา มีสหกรณ์ในภาคเกษตร จำนวน 3,684 แห่ง และและสหกรณ์นอกภาคเกษตร 2,854 แห่ง สมาชิกรวมกว่า 10.9 ล้านคน มีมูลค่าธุรกิจสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท และมีกำไรสุทธิรวมกว่า 5.5 หมื่นล้านบาท โดยในปี 2556 นี้ คาดว่า มูลธุรกิจของภาคสหกรณ์จะมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่ม ประมาณ 16.90 % คิดเป็นมูลค่า 2.2 ล้านล้านบาท
นายยุทธพงศ์ กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งขับเคลื่อนพัฒนาขบวนการสหกรณ์ทั้งระบบเป็นไปอย่างมีเอกภาพ เพื่อสร้างความเข้มแข็งและยกระดับขีดความสามารถให้กับสหกรณ์ไทยเป็นที่ยอมรับของสากล พร้อมสนับสนุนและผลักดันให้สหกรณ์เป็นวาระแห่งชาติโดยเร็ว ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ด้านนายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมเชิงปฎิบัติการเรื่อง “การพัฒนาและส่งเสริมสหกรณ์” ในครั้งนี้ วัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย อาทิ คณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ คณะกรรมการกองทุนพัฒนาสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน ทั้งยังร่วมกันกำหนดกรอบทิศทางแผนการพัฒนาและส่งเสริมสหกรณ์ของขบวนการสหกรณ์ และบูรณาการแผนพัฒนาส่งเสริมสหกรณ์ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันด้วย โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจหลายเรื่อง ได้แก่ กรอบและแนวทางพัฒนาสหกรณ์ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ รวมถึงแนวทางการพัฒนาสหกรณ์ 7 ประเภท คือ สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์บริการ สหกรณ์ประมง สหกรณ์นิคม สหกรณ์ออมทรัพย์ และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน และการซักซ้อมการปฏิบัติงานเพื่อเตรียมขับเคลื่อนสหกรณ์เป็นวาระแห่งชาติ เป็นต้น หลังเสร็จสิ้นการประชุมคาดว่า ขบวนการสหกรณ์ของไทยจะมีแผนพัฒนาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสมาชิกสหกรณ์ นอกจากนั้น สหกรณ์ประเภทต่างๆ จะมีการทบทวนและปรับแผนการพัฒนาที่มีความเหมาะสมกับสภาวการณ์ปัจจุบันทั้งเศรษกิจและสังคม และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในขบวนการสหกรณ์ยังมีความเข้าใจและร่วมมือกันขับเคลื่อนสหกรณ์เป็นวาระแห่งชาติต่อไป
