นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การประชุมสมัยสามัญภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ 16 (CITES CoP 16) ที่ไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพกำหนดจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 3-14 มีนาคม 2556 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ นั้น กระทรวงเกษตรฯมีประเด็นที่จะเสนอให้ที่ประชุมพิจารณา ซึ่งเกี่ยวข้องกับสองหน่วยงานหลักด้วยกัน ได้แก่ กรมวิชาการเกษตรจะเสนอต่อที่ประชุม 2 ประเด็น และกรมประมง 1 ประเด็น โดยคาดว่าการประชุมไซเตสครั้งนี้ จะทำให้หน่วยงานภาครัฐ องค์กรเอกชน สถาบันการศึกษา และประชาชนทั่วไปได้เข้าใจการดำเนินงานของอนุสัญญาในการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่าและพืชป่า ผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศในการควบคุมการค้าสัตว์ป่าและพืชป่ามากยิ่งขึ้น และทำให้เกิดความร่วมมือในการควบคุมการนำเข้าและส่งออกสินค้าประเภทสัตว์ป่า พืชป่า รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่ทำจากซากสัตว์ป่าและพืชป่าอย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้น
ด้านนายดำรงค์ จิระสุทัศน์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมวิชาการเกษตรจะเสนอให้ปรับปรุงกฎระเบียบในการควบคุมไม้กฤษณา โดยแก้ไขคำอธิบายแนบท้ายใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์การค้ากฤษณาและผลิตภัณฑ์ในปัจจุบัน และเพื่อให้การค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้ไทยสามารถส่งออกกฤษณาที่ได้จากแปลงปลูกเพิ่มมากขึ้น ทั้งยังจะร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เสนอข้อคิดเห็นในร่างข้อเสนอบรรจุไม้พะยูง(Dalbergia cochinchinensis) ไว้ในบัญชีแนบท้ายอนุสัญญาไซเตส บัญชีชนิดพันธุ์หมายเลข 2 เพื่อให้การค้าไม้พะยูงได้รับการควบคุมโดยอนุสัญญาไซเตส และประเทศสมาชิกต้องช่วยกันควบคุมการค้าไม้ดังกล่าว ซึ่งการนำเข้าและส่งออกต้องมีหนังสืออนุญาตกำกับทุกครั้ง เนื่องจากขณะนี้มีการลักลอบตัดไม้พะยูงส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศจำนวนมากและสถานการณ์น่าเป็นห่วงมาก
ขณะที่กรมประมงจะเสนอให้ปรับบัญชีจระเข้น้ำจืด และจระเข้น้ำเค็มเฉพาะสายพันธุ์ที่เพาะเลี้ยงได้ในประเทศไทยจากบัญชีชนิดพันธุ์หมายเลข 1 เป็นชนิดพันธุ์หมายเลข 2 เพื่อให้ผู้ประกอบการของไทยสามารถทำการค้าได้อย่างกว้างขวาง เพราะขณะนี้มีการเพาะเลี้ยงจระเข้น้ำจืดและน้ำเค็มอย่างแพร่หลาย โดยมีฟาร์มที่ได้รับอนุญาตให้เพาะเลี้ยงได้หลายแห่ง และมีจำนวนจระเข้ที่เพาะเลี้ยงได้จำนวนมาก
“หากข้อเสนอของไทยได้รับการพิจารณาและผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม คาดว่า จะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการค้าไม้กฤษณาและผลิตภัณฑ์ได้ค่อนข้างมาก ทั้งยังช่วยป้องกันการลักลอบค้าไม้พะยูงระหว่างประเทศได้ และช่วยลดข้อจำกัดในการส่งออกหนังจระเข้และผลิตภัณฑ์ด้วย ทำให้การค้าเกิดความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น” นายดำรงค์ กล่าว
