นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในพิธีการประกาศปิดอ่าวฝั่งทะเลอ่าวไทย ณ ลานเอนกประสงค์เทศบาลปากน้ำหลังสวน อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ ในฤดูปลาที่มีไข่ วางไข่ และเลี้ยงตัวในวัยอ่อน ฝั่งทะเลอ่าวไทย ประจำปี 2556 ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 15 พฤษภาคม 2556 รวม 3 เดือน พื้นที่ประมาณ 26,400 ตารางกิโลเมตร ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี โดยกำหนดห้ามใช้เครื่องมือทำการประมงบางชนิด ที่อาจส่งผลต่อการแพร่ขยายพันธุ์ของพ่อแม่พันธุ์และสัตว์น้ำวัยอ่อนในท้องทะเลอ่าวไทย เนื่องจากข้อมูลการศึกษาวิจัยพบว่าช่วงเวลาดังกล่าวของทุกปี ในท้องทะเลบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี เป็นช่วงเวลาที่พ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำมีความสมบูรณ์เพศสูงและพร้อมที่จะวางไข่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปลาทูซึ่งเป็นสัตว์น้ำที่มีคุณค่าและความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศที่อาศัยอยู่บริเวณอ่าวไทยตอนในจะมีการอพยพย้ายถิ่นในช่วงเดือนธันวาคม ถึง มกราคม จึงจำเป็นจะต้องดูแลรักษาทรัพยากรเหล่านี้ให้มีอยู่อย่างยั่งยืน
นายศิริวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า จากการเก็บข้อมูลจำนวนประชากรสัตว์น้ำในช่วงหลังฤดูกาลปิดอ่าวไทย เป็นเวลา 3 เดือนเมื่อปี 2555 ที่ผ่านมา พบว่ามีความชุกชุมของสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นก่อนปิดอ่าว 2.34 เท่า โดยเฉพาะผลผลิตปลาทูแต่ละปีหลังจากปิดอ่าว จะได้ผลผลิตปีละไม่ต่ำกว่า 60,000 ตัน ถ้าหากปล่อยให้ปลาทูมีขนาดใหญ่อีกก็จะได้ผลตอบแทนเชิงปริมาณสูงกว่าในปัจจุบัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามาตรการดังกล่าวมีส่วนช่วยฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำในท้องทะเลให้มีใช้อย่างยั่งยืน ชาวประมงมีรายได้ที่มั่นคงในการประกอบอาชีพและประชาชนคนไทยได้มีสัตว์น้ำบริโภคอย่างเพียงพอด้วย
ด้านนายวิมล จันทรโรทัย กล่าวเพิ่มว่า กรมประมงได้จัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อดำเนินมาตรการดังกล่าวให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุตามวัตถุประสงค์ แบ่งตามภารกิจเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มประชาสัมพันธ์ เพื่อทำความเข้าใจให้ชาวประมงและประชาชนเข้าใจถึงผลดีของการปิดอ่าว กลุ่มควบคุมและปราบปราม รับผิดชอบการตรวจปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมาย กลุ่มติดตามผลการดำเนินคดี มีหน้าที่ติดตามผลการดำเนินคดีในการจับกุมกลุ่มผู้กระทำผิด และกลุ่มประเมินผลทางวิชาการ ทำหน้าที่สำรวจรวบรวมข้อมูล ศึกษาและประเมินสภาวะทรัพยากรสัตว์น้ำ ซึ่งทั้ง 4 กลุ่มได้ปฏิบัติงานร่วมกันอย่างบูรณาการเพื่อให้กลุ่มชาวประมงและชุมชนชาวประมงในท้องถิ่นเกิดความรู้ความเข้าใจในมาตรการปิดอ่าวฯ ตระหนักถึงความสำคัญต่อการอนุรักษ์สัตว์น้ำ ผ่านกิจกรรมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ต่างๆ ซึ่งนอกนอกจากภาครัฐจะได้ชี้แจงรายละเอียดข้อกฎหมายแล้ว ยังได้มีโอกาสรับทราบปัญหาในการประกอบอาชีพประมงเพื่อนำไปสู่การพิจารณาหาแนวทางแก้ไขความเดือดร้อนอีกด้วย
