www.thaigov.go.th

  • ขนาดตัวอักษร 
  •   
“ยุทธพงศ์” งัดกฎเหล็กคุมเข้มโครงการรักษาเสถียรภาพราคายาง กำชับผู้ว่าฯ 56 จังหวัดรุกสกัดการสวมสิทธิ์ในโกดังและการทุจริตทุกขั้นตอน

“ยุทธพงศ์” งัดกฎเหล็กคุมเข้มโครงการรักษาเสถียรภาพราคายาง   กำชับผู้ว่าฯ 56 จังหวัดรุกสกัดการสวมสิทธิ์ในโกดังและการทุจริตทุกขั้นตอน    ชี้หากพบมีมูลรีบส่งหลักฐานตรงถึงมือฯพร้อมดำเนินการขั้นเด็ดขาดทันที

นายยุทธพงศ์  จรัสเสถียร   รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์    กล่าวว่า  ในการซักซ้อมการปฏิบัติงานตามโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางเมื่อเร็ว ๆ นี้ ในฐานะประธานอนุกรรมการบริหารโครงการฯระดับจังหวัด ได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัด 56 จังหวัดที่มีสถาบันเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางจังหวัดและประธานเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางระดับจังหวัด เร่งดำเนินการตรวจสอบปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะปัญหาการสวมสิทธิ์ในโกดังสำหรับเก็บรักษาสต็อกยางที่มีไม่เพียงพอ  ทั้งนี้ จะได้เร่งนำข้อมูลมาปรับปรุงแก้ไขให้เพื่อให้การบริหารจัดการโครงการรักษาเสถียรภาพราคายางระยะต่อไปมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


สำหรับแนวทางบริหารจัดการเงินก้อนที่ 2 ภายใต้วงเงิน5,000 ล้านบาทซึ่งได้รับโอนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) นั้น   ก็ได้กำชับและสั่งการให้ผู้ว่าราชการทุกจังหวัดคอยสอดส่องการดำเนินงานทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งได้กำชับไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยว่าให้เร่งทำความเข้าใจและชี้แจงเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯด้วยว่าการดำเนินการใดๆก็ตามจะไม่มีการเรียกเก็บเงินค่าใดๆทั้งสิ้นจากสถาบันเกษตรกรหรือชาวสวนยาง  หากพบการทุจริตให้ส่งหลักฐานถึงกระทรวงเกษตรฯทันทีเพื่อตรวจสอบและดำเนินการขั้นเด็ดขาด  

  
    “กรณีสถาบันเกษตรกรที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการฯ จงใจหรือ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเป็นเหตุให้เกิดการทุจริตตามผลการตรวจสอบของคณะอนุกรรมการบริหารโครงการฯระดับจังหวัด   คณะกรรมการบริหารโครงการฯ มีอำนาจสั่งยุติดำเนินการตามโครงการฯและดำเนินคดีกับสถาบันเกษตรกรได้ทันที”   นายยุทธพงศ์  กล่าว


   นายยุทธพงศ์   กล่าวเพิ่มเติมถึงแผนการรับซื้อยางจากสถาบันเกษตรกรตามหลักเกณฑ์ใหม่ที่ต้องเป็นเกษตรกรรายย่อยที่กรีดยางได้วันละ 2 กก.ต่อไร่ไม่เกิน 17 วันต่อเดือน และมีพื้นที่ไม่เกิน 25 ไร่ต่อราย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึงวันที่ 31 มีนาคม 2556 โดยปริมาณรับซื้อรวม 1.7 แสนตัน  มูลค่าการรับซื้อยางกว่า 17,000 ล้านบาท  ซึ่งผลดำเนินโครงการฯ ตั้งแต่มกราคม 2555 ถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลา 1 ปี   สามารถดึงปริมาณยางจากตลาดภายในประเทศได้จำนวน 196,728.441 ตัน   ส่งผลให้สามารถพยุงราคายางภายในประเทศให้สูงขึ้นจนไม่กระทบต่อความเดือดร้อนของเกษตรกรอีก    ประกอบกับรัฐบาลของผู้ผลิตยางทั้ง 3 ประเทศ   ได้แก่   ไทย  มาเลเซีย และอินโดนีเซียได้ร่วมกันกำหนดมาตรการเก็บสต๊อคยางและลดปริมาณการส่งออกยาง   จึงส่งผลให้ราคายาง FOB กรุงเทพฯ สามารถทรงตัวอยู่ในระดับราคา 85-100 บาทต่อกิโลกรัม   ขณะเดียวกัน ยังช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยางซึ่งเป็นสมาชิกของสถาบันเกษตรกรประมาณ 3 แสนราย ขายยางให้กับโครงการในราคาสูงกว่าตลาดท้องถิ่นเฉลี่ย 15-20 บาทต่อกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าที่เพิ่มประมาณ 3,900 ล้านบาท ส่งผลให้เศรษฐกิจของภาคเกษตรมีรายได้สำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้นอีกด้วย    จากข้อมูลดังกล่าวถือเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จของโครงการฯ นี้ได้เป็นอย่างดี.