นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เิปิดเผยระหว่างลงพื้นที่ตรวจติดตามปัญหาแรงงานในภาคอุตสาหกรรมประมงที่จังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดสมุทรปราการ ว่า จากประเด็นแรงงานในอุตสาหกรรมภาคประมงของไทยที่หลายฝ่ายจับตามอง ซึ่งสืบเนื่องมาจากที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ จัดลำดับให้ไทยอยู่ในกลุ่มบัญชี Tier 2 Watch List ในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้ากลุ่มประมงของไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมกุ้งและอาหารทะเลนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เข้ามาแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้กรมประมงร่วมมือกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และสมาคมภาคเอกชน ในโครงการแก้ไขปัญหาแรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายในอุตสาหกรรมสินค้ากุ้งและอาหารทะเลของประเทศไทย มีกิจกรรมสำคัญ คือ การสำรวจจำนวนสถานแปรรูปสัตว์น้ำเบื้องต้นหรือล้งกุ้งและอาหารทะเลในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อเดือนสิงหาคม 2555 พบว่า มีล้งกุ้งและอาหารทะเลตั้งแต่ขนาดเล็กมากจนถึงขนาดใหญ่ รวมทั้งสิ้น 582 แห่ง ขึ้นทะเบียนกับกรมประมง 203 แห่ง จึงได้มอบหมายให้สำนักงานประมง จ.สมุทรสาคร เร่งรัดดำเนินการขึ้นทะเบียนล้งตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2555 ส่งผลให้ขณะนี้มีจำนวนล้งที่ขึ้นทะเบียนเพิ่มขึ้นมากเป็น 354 แห่ง และจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ล้งที่เหลือมาขึ้นทะเบียนให้ถูกต้องต่อไป
นายศิริวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากการขึ้นทะเบียนแล้ว ยังได้พัฒนาแนวทางปฏิบัติการใช้แรงงานที่ดีหรือ GLP สำหรับล้งกุ้งและอาหารทะเล ซึ่งมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีการยกร่างเป็นร่างที่ 3 แล้ว และมีการทดสอบความเหมาะสมของ GLP ที่ จ.สมุทรสาคร ร่วมกับผู้ประกอบการล้งกว่า 30 ราย เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งหลังจากนั้นปรากฏว่ามีล้งแสดงความสนใจเข้าร่วมโครงการนำร่องล้ง GLP 15 แห่ง โดยคุณลักษณะล้ง GLP นำร่อง จะต้องไม่มีการใช้แรงงานเด็ก แรงงานบังคับ ไม่มีการค้ามนุษย์ มีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัย มีการจัดการสุขอนามัยอย่างเป็นระบบ โดยกรมประมงจะจัดฝึกอบรม GLP ในโครงการล้งนำร่องในเดือนกุมภาพันธ์ นี้ และจะขยายผลต่อไปให้ทั่วทั้ง จ.สมุทรสาคร รวมถึงจะมีการสำรวจล้งใน จ.นครศรีธรรมราช และสงขลา พร้อมทั้งฝึกอบรม GLP ล้งในพื้นที่ดังกล่าวในลักษณะเดียวกัน และขยายผลการดำเนินงานให้ครอบคลุมทั่วประเทศด้วย นอกจากนั้น ยังมีแผนจะพัฒนา GLP สำหรับโรงงานแปรรูปอาหารทะเล ซึ่งคาดว่าจะเริ่มในเดือนกุมภาพันธ์ นี้ โดยในกรณีของโรงงานแปรรูปจะมีระบบมาตรฐาน HACCP รองรับควบคุมอยู่แล้ว การใช้ GLP โรงงานจึงน่าจะมีความคล้ายคลึงกับ GLP ล้งกุ้งและอาหารทะเล โดยเน้นเรื่องการไม่ใช้แรงงานเด็ก แรงงานบังคับเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ การกำหนดแนวทางปฏิบัติการใช้แรงงานที่ดีให้กับอุตสาหกรรมกุ้งและอาหารทะเลนี้ จะเป็นการแก้ไขได้อย่างตรงประเด็นที่สุด ซึ่งนอกจากจะเป็นการจัดระเบียบล้งแล้ว ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้า รวมถึงผู้บริโภคสินค้าอาหารทะเลจากประเทศไทยว่ามีการผลิตจากแรงงานที่มีการปฏิบัติที่ดี เหมาะสมตามหลัก GLP ไม่มีการใช้แรงงานเด็ก แรงงานบังคับ และการค้ามนุษย์อย่างแน่นอน
สำหรับการผลิตทูน่ากระป๋อง ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลก นำรายได้เข้าประเทศประมาณ 8 หมื่นล้านบาทต่อปี มีตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ สหรัฐฯ ออสเตรเลีย และกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป นั้น ปัจจุบันโรงงานทูน่าที่ได้รับการตรวจรับรองโดยกรมประมงมีอยู่กว่า 30 แห่ง ทั่วประเทศ ทั้งโรงงานขนาดกลางและขนาดใหญ่ กำลังการผลิตตั้งแต่ 50 ตัน จนถึง 300 ตันต่อวัน และมีแรงงานตั้งแต่ 100 คน จนถึงมากกว่า 7,000 คนต่อโรง ซึ่งก็ต้องมีการควบคุมคุณภาพการผลิตให้เป็นมาตรฐานสากลอย่างเข้มข้น เพื่อไม่ให้เกิดการปนเปื้อนและป้องกันการถูกตีกลับของสินค้าจากประเทศปลายทาง โดยที่ผ่านมาภาครัฐและกลุ่มผู้ประกอบการเอกชนได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคจากการส่งออกต่างๆ ทั้งด้านคุณภาพการผลิต การควบคุมแหล่งจับวัตถุดิบที่มาจากการทำประมงที่ผิดกฎหมาย (IUU) จนทำให้ไทยสามารถรักษาแชมป์ในการส่งออกปลาทูน่ากระป๋องไว้ได้ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะร่วมมือกับทุกภาคส่วนดำเนินงานด้านแรงงานในภาคประมงและการควบคุมคุณภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมประมงของไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าอาหารทะเล หรือ Seafood Hub ของอาเซียนและของโลกตามนโยบายของรัฐบาลต่อไป
