โดยปัจจุบันราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยเพียง กก.ละ 36-38 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิตนั้น จึงได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์เร่งหารือทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาในระยะเร่งด่วน ซึ่งประกอบด้วย 4 มาตรการหลัก คือ 1.การควบคุมปริมาณการผลิต โดยการลดปริมาณลูกสุกรและแม่พันธุ์สุกรลง 2.การเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการเคลื่อนย้ายสุกร 3.ควบคุมและป้องกันการกักตุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ และ 4.ควบคุมการนำเข้าเครื่องในสัตว์จากต่างประเทศ จากนั้นจะนำมากำหนดมาตรการที่ชัดเจนในทางปฏิบัติเพื่อเป็นการจัดการความต้องการ และผลผลิตในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ (pig bord) ต่อไป
“ประเด็นปัญหาราคาสุกรตกต่ำหรือแพง ซึ่งเรียกว่าวัฎจักรสุกรนี้เป็นปัญหาลักษณะเดียวกับที่เกิดขึ้นกับสินค้าเกษตรหลายชนิด และจะยังคงเป็นปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงต่อไป หากระบบการเลี้ยงสุกรของไทยยังเป็นระบบการเลี้ยงที่เสรี และไม่มีมาตรการขึ้นทะเบียนผู้เลี้ยงสุกรให้เป็นรูปธรรม เพราะจะทำให้ไม่สามารถทราบจำนวนประชากรสุกรที่มีอยู่จริงได้ จึงเป็นเรื่องยากในการวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ในเบื้องต้นจึงต้องเร่งทำความเข้าใจกับเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรให้ขึ้นทะเบียนฟาร์มกับกรมปศุสัตว์ ตลอดจนขอความร่วมมือในการปฏิบัติตามแนวทางการแก้ไขปัญหาที่คณะกรรมการฯ กำหนดขึ้น” ศ.ดร.ธีระ กล่าว
ด้านนายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้คณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ได้อนุมัติงบประมาณจำนวน 20 ล้านบาท สำหรับใช้เป็นทุนหมุนเวียนให้เกษตรกรชดเชยการซื้อลูกสุกรจากเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรไปทำหมูหัน เพื่อตัดวงจรลูกสุกรในระบบลง โดยตั้งเป้าลดลูกสุกรลง 2 แสนตัว ซึ่งจะดำเนินการควบคู่ไปกับการเร่งขึ้นทะเบียนฟาร์มสุกรทั่วประเทศให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการวางแผนการผลิตสุกรทั่วประเทศตามหลักวิชาการที่ถูกต้องต่อไป ส่วนความคืบหน้าของมาตรการแก้ไขปัญหาอีก 3 ข้อกรมปศุสัตว์กำลังดำเนินการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนในเร็วๆนี้
