กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เกษตรฯ โล่ง ข้าวไทยพ้นข้อกล่าวหา กรณี “จีน” ตรวจพบสารบ่งชี้ GMO ในสินค้าข้าว 3 ล็อต
วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม 2007
เกษตรฯ ยกทีมหารือ “จีน” กรณีตรวจพบสารบ่งชี้ GMO ในสินค้าข้าวจากไทย 3 ล็อต ผลตรวจระบุ การปลอมปนเกิดจากระบบการจัดการภายในของผู้นำเข้า ข้าวไทยโล่งพ้นข้อกล่าวหา ส่งออกฉลุย ปีนี้ตีตลาดจีนแล้วกว่า 1.63 แสนตัน คิดเป็นมูลค่า 2,686 ล้านบาท
“ธีระ” ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 60 ล้านไร่ ทั่วประเทศ หวังวางรากฐานของการเกษตรของประเทศให้มั่นคงและยั่งยืน ควบคู่การพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อแก้ปัญหาน้ำแล้งน้ำท่วมให้กับเกษตรกร
วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม 2007
ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการบริหารและจัดการ น้ำกว๊านพะเยาในพื้นที่จังหวัดพะเยา ในโอกาสลงพื้นที่ตรวจราชการในจังหวัดพะเยา เมื่อเร็วๆนี้ ว่า เนื่องจากกว๊านพะเยาเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญของจังหวัดพะเยาและเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาที่สำคัญของประเทศ อีกทั้งเป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญ แต่ปัจจุบันได้ประสบปัญหาการตื้นเขิน คุณภาพน้ำตกต่ำ การบุกรุกพื้นที่ การขยายตัวของวัชพืชน้ำ และปัญหาอุทกภัยบริเวณพื้นที่โดยรอบ ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการบริหารจัดการที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ กระทรวงเกษตรฯ จึงได้มอบหมายให้กรมชลประทานโดยโครงการชลประทานพะเยา ได้เข้ามาบริหารจัดการน้ำทั้งในช่วงฤดูฝนและฤดูแล้ง และกรมประมงโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดพะเยา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลและใช้ประโยชน์โดยตรงจากกว๊านพะเยา โดยได้ดำเนินงานร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดพะเยา เพื่อจัดทำโครงการพัฒนากว๊านพะเยาอย่างเป็นระบบ อาทิ การบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งและฤดูฝน การเฝ้าระวังในการพร่องน้ำออกจากกว๊านพะเยา การปรับปรุงระบบชลประทานในลุ่มน้ำอิง การแก้ไขปัญหาผักตบชวาและวัชพืชลอยน้ำในกว๊านพะเยา ฯลฯ ซึ่งจากการตรวจเยี่ยมพบว่าการดำเนินการต่างๆมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าการบริหารจัดการน้ำในกว๊านพะเยา จะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้และปัญหาน้ำแล้งน้ำท่วมก็จะลดลงด้วย
ก.เกษตรฯ หวั่นโลกร้อนทำน้ำท่วมซ้ำปี 49 สั่งการกรมชลประทานเร่งวางแผนป้องกรุงเทพฯ - ปริมณฑล ประกาศระบายน้ำในเขื่อนตั้งแต่ต้นฤดูฝน พร้อมตั้งจุดเตือนภัย 16 จุด ตามคลองลุ่มน้ำเจ้าพระยา
วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม 2007
ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ทั่วทุกภาคของประเทศไทยกำลังเผชิญกับสภาพอากาศที่แปรปรวน ซึ่งเป็นผลจากภาวะโลกร้อน อีกทั้งหลายพื้นที่ยังได้รับอิทธิพลจากร่องความกดอากาศต่ำจากประเทศจีนเข้าปกคลุม ทำให้ฤดูฝนมาเร็วกว่าปกติ และมีแนวโน้มปริมาณฝนที่ตกจะใกล้เคียงกับปี 2549 ที่ผ่านมา ดังนั้นเพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จึงได้มอบหมายให้กรมชลประทานจัดทำมาตรการป้องกันโดยนำข้อมูลสถานการณ์และปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในปี 2549 ประกอบการพิจารณา ซึ่งในเบื้องต้นจะเตรียมมาตรการหลักไว้ 3 มาตรการ ได้แก่ 1.ควบคุมน้ำหลากจากพื้นที่ตอนบน 2. เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในพื้นที่ และ 3.การระบายน้ำออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด โดยจะดำเนินการควบคู่ไปกับการติดตามสถานการณ์สภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด
รองนายกฯ และรมช.กษ. ตรวจเยี่ยมแหล่งเรียนรู้ของเครือข่ายเรียนรู้ปราชญ์ชาวบ้านสถาบันชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืน จ.เชียงใหม่ พร้อมสนับสนุนการทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อเพิ่มรายได้ของชุมชน
วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม 2007
นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายรุ่งเรือง อิศรางกูร ณ อยุธยา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางไปตรวจเยี่ยมสวนเกษตรอินทรีย์ของนายสวิง และนางศรีจันทร์ จอมคีรี ที่ ต.สันป่ายาง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ แหล่งเรียนรู้หนึ่งของเครือข่ายเรียนรู้ปราชญ์ชาวบ้านสถาบันชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืน ซึ่งก่อนปี 2541 ได้ทำเกษตรเชิงเดี่ยว โดยปลูกข้าวโพด ข้าวโพดหวาน แตงร้าน มันฝรั่ง สตรอเบอร์รี่ ถั่วเหลือง ปลูกลิ้นจี่ ฯลฯ การปลูกพืชแต่ละครั้งต้องกู้เงินมาลงทุน เพื่อซื้อปุ๋ยเคมี สารเคมีป้องกันกำจัดโรค แมลง และวัชพืช ฯลฯ สุดท้ายขายผลผลิตแทบไม่ได้อะไร รวมทั้งเป็นอันตรายต่อสุขภาพด้วย ต่อมาในปี 2543 ได้เปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์ โดยได้มีการตั้งกลุ่มเกษตรอินทรีย์ในหมู่บ้าน แต่ระยะเริ่มต้นกลุ่มไม่เข้มแข็ง การตลาดยังมีปัญหา สมาชิกก็ไม่ทำจริงจัง รวมทั้งระบบการจัดการยังมีปัญหาและตลาดรองรับผลผลิตได้น้อย ต่อมาได้เข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์เกษตรอินทรีย์เชียงใหม่จำกัด และได้มีโอกาสนำผลผลิตไปจำหน่ายที่ตลาดนัดอีกหลายจุด เช่น ในหมู่บ้านอิ่มบุญ ปัจจุบันย้ายมาที่ตลาดเจเจ ที่โรงเรียนดาราวิทยาลัย และที่โรงพยาบาล เป็นต้น ซึ่งหลังจากปรับเปลี่ยนมาเป็นระบบเกษตรอินทรีย์ผสมผสาน และระบบตลาดที่เป็นธรรมที่กลุ่มเกษตรกรกำหนดราคาได้เองนี้ ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น สุขภาพดี สามารถจัดการหนี้ได้ มีอาหารบริโภค มีอากาศบริสุทธิ์ สามารถส่งลูกเรียนจนจบปริญญา รวมทั้งมีไม้มรดกให้ลูกหลาน คลอดจนได้มีโอกาสทำบุญ
กระทรวงเกษตรฯ วางนโยบาย 4 ด้านหลัก มุ่งหวังให้การเกษตรและสหกรณ์เป็นส่วนสำคัญสร้างความมั่นคงให้เกษตรกรภาคใต้ เน้นพัฒนาคุณภาพชีวิต ดูแลระบบการผลิต ควบคู่ส่งเสริมสินค้าเกษตรสำคัญ
วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม 2007
ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธาน เปิดการประชุมสัมมนาและมอบนโยบาย เรื่อง การพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์กับความมั่นคงของประเทศในเขตภาคใต้ ณ โรงแรมมาริไทม์ปาร์คแอนด์สปา รีสอร์ท จังหวัดกระบี่ ว่า กระทรวงเกษตรฯ มีจุดมุ่งหมายที่จะพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ด้วยการวางรากฐานความพร้อมด้านต่างๆ เพื่อให้เกษตรกรไทยได้มีชีวิตอยู่ดีมีสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคใต้ อันถือเป็นภาคที่มีการผลิตสินค้าเกษตรสำคัญของประเทศ อาทิ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน เงาะ กาแฟ และการประมง ซึ่งสินค้าในกลุ่มดังกล่าวจำเป็นต้องมีการส่งเสริมและวางทิศทางการพัฒนาอย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งพี่น้องเกษตรกรและสังคมไทย โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้แบ่งแนวทางการดำเนินงานออกเป็น 4 กลุ่ม คือ
ครม.ไฟเขียวอนุมัติงบ 66 ล้าน พัฒนาอาชีพและส่งเสริมรายได้ให้แก่ราษฎรพื้นที่เลี้ยงกุ้งในเขตน้ำจืดโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม 2007
ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาโครงการการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมรายได้ให้แก่ราษฎรพื้นที่เลี้ยงกุ้งในเขตน้ำจืด โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รายใหม่และการพักชำระหนี้ นั้น คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติงบกลางปี 2550 วงเงิน 78,277,056.80 บาท ครอบคลุมถึงการปรับเปลี่ยนอาชีพให้แก่เกษตรกรพื้นที่เลี้ยงกุ้งในเขตน้ำจืด โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพิ่มเติมจำนวน 812 ราย พื้นที่ 6,666 ไร่
กระทรวงเกษตรฯ พัฒนามาตรฐานเกษตรอินทรีย์ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล
วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม 2007
นายรุ่งเรือง อิศรางกูร ณ อยุธยา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เตรียมดำเนินการจัดทำโครงการสร้างเทียบเคียงมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ด้านพืช และประมงของไทยกับมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับของประเทศนำเข้ารายใหญ่เพื่อการยอมรับซึ่งกันและกัน ในสินค้าข้าวหอมมะลิและกุ้ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเทียบเคียงมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ด้านพืชและสัตว์น้ำของไทยกับมาตรฐานขั้นต่ำของสมาพันธ์เกษตรกรอินทรีย์นานาชาติ (Intermational Federation of Organic Agriculture Movements : IFOAM ) และของมาตรฐานยุโรป เพื่อการเป็นที่ยอมรับซึ่งกันและกัน วงเงินงบประมาณ 10 ล้านบาท โดยเริ่มดำเนินการในปีงบประมาณ 2551
รมช.เกษตรฯ ถกร่วม 3 สมาคมผู้เลี้ยงกุ้งออก ออก 5 มาตรการเร่งด่วนแก้ไขปัญหาราคากุ้งตกต่ำ
วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม 2007
นายรุ่งเรือง อิศรางกูร ณ อยุธยา รัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กล่าวถึงปัญหาราคากุ้งตกต่ำในปัจจุบันว่า จากสถานการณ์ราคากุ้งขาวที่ตกต่ำอย่างรุนแรงและทำให้ผู้เลี้ยงกุ้งรายย่อยประสบภาวะขาดทุนอยู่ในขณะนี้ ได้เชิญนายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล รองอธิบดีกรมประมง มาประชุมหารือเพื่อแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวร่วมกับนายกสมาคมกุ้งตะวันออกไทย ประธานฯ สหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำท่าจีน และสมาคมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย ซึ่งผลการหารือสรุปเป็นมาตรการที่จะดำเนินการ 5 มาตรการเร่งด่วนดังนี้
เกษตรไทยลงนามเอ็มโอยูร่วมกับอีรี่ หลังตั้งกรมข้าวอย่างเป็นทางการ มุ่งค้นคว้าการพัฒนาข้าวครบวงจร เสริมแกร่งศักยภาพข้าวไทยให้มากขึ้น หลังประสบผลสำเร็จการแลกเปลี่ยนพันธุกรรมข้าวให้ผลผลิตสูง
วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม 2007
ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือด้านงานวิจัยข้าวกับ ดร.โรเบิร์ต ซีกเลอร์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (IRRI) ว่า การลงนามร่วมกันในครั้งนี้ ถือเป็นความต่อเนื่องด้านการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวร่วมกัน ซึ่งก่อนหน้านี้กระทรวงเกษตรฯ ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับสถาบันวิจัยข้าว (IRRI) มาตั้งแต่ปี 2539 โดยกรมวิชาการเกษตร ดังนั้น เมื่อมีการแต่งตั้กรมการข้าวเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ จึงถือได้ว่าการลงนามครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการพัฒนางานวิจัยด้านข้าวของไทยอย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนนักวิชาการร่วมกัน มีการฝึกอบรม และแลกเปลี่ยนพันธุกรรมข้าว ที่จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่งในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวของไทยให้ได้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มสูงขึ้น ทนทานต่อโรคพืช ซึ่งจะส่งผลต่อเกษตรกรที่จะมีรายได้ที่สูงขึ้นตามมา
“ธีระ”รับลูกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจฯ เตรียมพิจารณาตั้งคณะกรรมการนโยบายผลไม้ที่ถาวร พร้อมเดินหน้าคุมเข้มปัจจัยการผลิตทุกรูปแบบ เพื่อลดอัตราเสี่ยงให้แก่เกษตรกร
วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม 2007
ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในโอกาสเป็นวิทยากรบรรยาย เรื่อง “ร่างพระราชบัญญัติสภาการเกษตรแห่งชาติและการแก้ไขปัญหาราคาผลไม้ตกต่ำ” ว่า กระทรวงเกษตรฯ พยายามเร่งรัดให้เกิดพระราชบัญญัติสภาการเกษตรแห่งชาติโดยเร็ว เพื่อสร้างเวทีให้แก่เกษตรกรในการเข้ามามีส่วนร่วม และแสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวกับการเกษตรในด้านต่างๆ ขณะเดียวกัน ก็เดินหน้าแผนงานต่างๆ ควบคู่กันไปเพื่อให้การพัฒนาภาคเกษตรเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ และสามารถแก้ไขปัญหาผลผลิตสินค้าเกษตรได้อย่างตรงตามวัตถุประสงค์ ซึ่งปัจจุบันเกษตรกรต้องประสบภาวะเสี่ยงในหลายด้านด้วยกัน ไม่ว่าจะเรื่องของปัจจัยการผลิต เช่น เมล็ดพันธุ์ หรือ ต้นพันธุ์ ก็ได้เร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการศึกษา วิจัย และพัฒนาให้มีปริสิทธิภาพและรองรับความต้องการของเกษตรกร อาทิ พันธุ์ข้าว ที่ปัจจุบันสามารถผลิตข้าวคุณภาพดีได้เพียง 2 แสนตัน / ปี ขณะที่ปริมาณความต้องการของประเทศอยู่ที่ 6 แสนตัน/ปี เป็นต้น
