www.thaigov.go.th

  • ขนาดตัวอักษร 
  •   
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

     นายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย โดยมีนายสมบัติ คุรุพันธ์ อธิบดีกรมพลศึกษา รักษาการรองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายกนกพันธุ์ จุลเกษม ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมในการประชุมในครั้งนี้ด้วย ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2553      

     รมว.กก. กล่าวว่า ตนหารือกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับเรื่องการสร้างสนามฟุตซอลที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตซอลชิงแชมป์โลกในปี พ.ศ.2555 (2012) โดยกำหนดให้ใช้พื้นที่ของการกีฬาแห่งประเทศไทย ซึ่งขณะนี้ได้มอบหมายให้การกีฬาแห่งประเทศไทยทำการออกแบบและดำเนินงานโดยเร่งด่วนต่อไป โดยจะนำเสนอการดำเนินงานทั้งระบบต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้ง      

     นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติรับทราบแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2554 โดยภาพรวม กกท.ได้งบทั้งหมด 3,636,753,800 บาท แบ่งเป็นงบฝ่ายกีฬาเป็นเลิศ 2,671 ล้านบาท งบฝ่ายกีฬาอาชีพ 220 ล้านบาท งบด้านบริการการกีฬา 770 ล้านบาท  ซึ่งงบจำนวนนี้ ได้รวมงบประมาณการสร้างสนามกีฬา 7 จังหวัด ในปี 2554 (สกลนคร  อำนาจเจริญ  สระแก้ว  มหาสารคาม  เพชรบูรณ์  สมุทรปราการ และนราธิวาส)  ประมาณ 800 ล้าน  และอนุมัติแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กกท.ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2553-2557) โดยใช้งบเพิ่มเติมอีกราว 70 ล้านบาท ในปีหน้า เพื่อให้สอดรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล ที่ต้องการให้ กกท.เป็นหน่วยงานแห่งการเรียนรู้(KM) ด้านการกีฬาที่ทันสมัยตลอดเวลา ตามยุทธศาสตร์แห่งความเป็นเลิศในด้านกีฬาของประเทศไทยไปสู่ระดับโลกต่อไป

ประชุมคณะกรรมการกีฬามวย

วันศุกร์ที่ 17 กันยายน 2010

     นายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการกีฬามวย โดยมีนายกนกพันธุ์ จุลเกษม ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ด้วย ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2553      

     โดยคณะกรรมการกีฬามวย เห็นชอบในหลักการให้มีการลงนามในบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) ร่วมกับ วิทยาลัยเทมไซด์ คอลเลจ ที่ตั้งอยู่ในเมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษให้วิทยาลัยเทมไซด์ แปลหลักสูตรการฝึกสอนมวยไทยเป็นภาษาอังกฤษอย่างถูกต้องเพื่อเผยแพร่ไปยังนานาชาติ ความคืบหน้าล่าสุดได้รับแจ้งว่าการดำเนินการต่างๆ สำเร็จเรียบร้อยแล้ว  โดยนายกนกพันธ์ จุลเกษม  ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ในฐานะตัวแทนคณะกรรมการกีฬามวย จะเดินทางไปลงนามเอ็มโอยู  ในวันที่ 20 กันยายนนี้ ซึ่งจะเป็นการช่วยประชาสัมพันธ์มวยไทยในวงกว้าง  เผยแพร่วิชาการมวยไทยอย่างถูกต้อง และเป็นไปตามมาตรฐานสากล อีกทั้งจะทำการประชาสัมพันธ์หลักสูตรมวยไทยเผยแพร่ไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยผู้ฝึกสอนมวยไทยทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศสามารถเข้ารับการอบรมอย่างเป็นระบบเพื่อรับใบประกาศนียบัตรจากวิทยาลัยเทมไซด์ ในการใช้ประกอบอาชีพครูมวยไทยได้โดยถูกต้อง     

     นอกจากนี้ กกท.ยังจะร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงกับอีก 3 องค์กรในเมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ เพื่อจัดหาสถานที่ฝึกซ้อมสำหรับนักกีฬาไทยชุดเตรียมร่วมแข่งขันกีฬาโอลิมปิคเกมส์ 2012 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ  โดยวิทยาลัยเทมไซด์เป็นหนึ่งในสถานที่ฝึกซ้อมของนักกีฬาไทย ที่จะถูกส่งไปฝึกซ้อมในช่วงเดือนกรกฎาคมปีหน้า คือ มวยสากลสมัครเล่น จักรยาน และกรีฑาด้วย 

     นายชุมพล ศิลปอาชา  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (รมว.กก.) เป็นประธานเปิดงาน VIV Asia “Key Buyer Appreciation Program-KAP” เพื่อจัดสรรห้องพักฟรี 1 หมื่นคืน (5,000 ห้อง) จากโรงแรมชั้นนำใน กรุงเทพฯ กว่า 40 โรงแรมให้กับผู้แสดงสินค้า แขกผู้แสดงสินค้า จากต่างประเทศ ในงาน VIV Asia 2011 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้านิทรรศการ ปศุสัตว์ที่ยิ่งใหญ่ ที่จัดขึ้นทุก 2 ปี ณ กรุงเทพฯ ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยกว่า 24,000 ล้านบาท สร้างรายได้ให้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกว่า 796 ล้านบาท (สถิติจาก สสปน.-TCEB) ณ ห้องบอลรูม ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์  เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2553      

     รมว.กก.กล่าวว่า อุตสาหกรรมไมซ์ของประเทศไทยมีพัฒนาการที่ยาวนานและถือเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมสำคัญที่สร้างรายได้ให้แก่ประเทศปีละนับพันล้านบาท นักท่องเที่ยวธุรกิจไมซ์จัดเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ และมีอำนาจการใช้จ่ายสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึงสามเท่า ด้วยเหตุนี้ธุรกิจไมซ์จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยสร้างรายได้ให้แก่ประเทศไทยในภาวะที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ  โดยปี 2552 นับเป็นวิกฤติสำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกแต่ประเทศไทยก็สามารถต้อนรับนักท่องเที่ยวไมซ์ได้ถึง 775,233 ราย  สร้างรายได้ให้แก่ประเทศถึง 59.4 พันล้านบาท โดยปี 2553 ก็เป็นอีกหนึ่งปีที่ท้าทายสำหรับอุตสาหกรรมไมซ์ของไทย  ส่วนหนึ่งจากสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ ทำให้ภาพลักษณ์ของกรุงเทพฯและประเทศไทยไม่สู้ดีนัก ในสายตาชาวต่างชาติโดยเฉพาะผู้แสดงสินค้าและชมงาน VIV Asia ต่างพากันกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองและความปลอดภัยในประเทศจนถึงขั้นไม่แน่ใจกับการจัดงาน     

     แต่อย่างไรก็ดี มั่นใจว่า รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นที่จะดำเนินแผนสมานฉันท์เพื่อเร่งแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง เพื่อนำความสงบสุขคืนสู่สังคมไทยอีกครั้ง และสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยให้กลับมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่ารื่นรมย์สำหรับนักท่องเที่ยวและเป็นเวทีธุรกิจที่สงบและปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวไมซ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้แสดงสินค้า ผู้ชมงาน และนักแสดงจากต่างประเทศ จึงได้เปิดแคมเปญ VIV Asia  (KAP) ในวันนี้ (15 กันยายน 2553)     

     ทั้งนี้ การจัดโครงการ VIV Asia “Key Buyer Appreciation Program” หรือ KAP ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของความพยายามที่จะกระตุ้นการเดินทางมายังประเทศไทยของนักท่องเที่ยวไมซ์ และเพิ่มจำนวนผู้เข้าร่วมงาน  VIV Asia 2011 ซึ่งการจัดโครงการดังกล่าว ไม่เพียงแต่ส่งผลดีต่อธุรกิจไมซ์เท่านั้น แต่ยังจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมปศุสัตว์อีกด้วย เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่างาน VIV Asia 2011 ระหว่างวันที่ 9-11 มีนาคม 2554 (2011) ณ ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติ ไบเทค (BITEC) บางนา กรุงเทพฯ เป็นงานแสดงเทคโนโลยีปศุสัตว์ระดับนานาชาติ จึงเป็นเหมือนการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ทั้งทางด้านการท่องเที่ยวและด้านการเกษตร     

     นอกจากนี้การมีเวทีแสดงเทคโนโลยีระดับภูมิภาคภายในประเทศ ยังจะมีนัยสำคัญและเอื้อประโยชน์  ต่ออุตสาหกรรมโดยรวมของประเทศ โดยเฉพาะต่อเกษตรกรไทยที่จะมีโอกาสได้สัมผัสกับเทคโนโลยีระดับนานาชาติในเมืองไทย ตลอดจนสามารถเลือกสรรเทคโนโลยีที่จะนำมาปรับปรุงและพัฒนาการผลิตของตนเพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านการแข่งขันให้แข็งแกร่ง พร้อมสำหรับการแข่งขันที่รวดเร็วในยุคโลกาภิวัตน์     

     นายชุมพล กล่าวในตอนท้ายว่า การที่จะทำให้วิสัยทัศน์ดังกล่าวมานี้เป็นจริง จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจ ตลอดจนความมุ่งมั่นทุ่มเท ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ในการร่วมกันสร้างให้ประเทศไทยเป็นเวทีธุรกิจที่มีเสถียรภาพในระยะยาว โดยหวังว่าการที่เรามาร่วมช่วยกันในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวไปด้วยกันอย่างเข้มแข็งของธุรกิจไมซ์ไทย

     นายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (รมว.กก.) เป็นประธานเปิดงาน Food & Hotel Thailand 2010 (FTH’10) โดยมีนายพรรธระพี ชินะโชติ ประธานกรรมการบริษัท แบงค็อค เอ็กซ์ซิบิชั่น เซอร์วิสเซส จำกัด ให้การต้อนรับ ณ ศูนย์การแสดงสินค้า Royal Paragon Hall ห้างสรรพสินค้า สยามพารากอน กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2553 

     งาน Food & Hotel Thailand 2010 (FTH’10) โดยความร่วมมือระหว่าง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และบริษัท แบงค็อค เอ็กซ์ซิบิชัน เซอร์วิสเซส จำกัด (บี.อี.เอส) เป็นงานมหกรรมทางด้านอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม อุปกรณ์ และเทคโนโลยี เพื่อเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจของผู้ประกอบการทางด้านโรงแรม ภัตตาคาร จัดเลี้ยงและบริการ ในครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 18 โดยมีบริษัทชั้นนำกว่า 450 บริษัท ที่ได้มาพบปะแลกเปลี่ยนความรู้ทางด้านต่างๆ เพื่อนำไปพัฒนาสินค้าและบริการให้มีประสิทธิภาพที่ทันสมัยได้มาตรฐานสากล และเป็นที่ยอมรับจากประเทศคู่ค้าต่างๆทั่วโลก อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนทางด้านการท่องเที่ยว การลงทุน และส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการจัดสัมมนาวิชาการ THAILAND’S The 12th HOSPITALITY INDUSTRY CONGRESS หรืองานประชุมสัมมนาสำหรับสมาชิกสมาคมโรงแรมและภัตตาคาร โดยได้เชิญวิทยากร ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งในและต่างประเทศมาให้ความรู้จากประสบการณ์ตรงแก่ผู้เข้าร่วมสัมมนาในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม อุปกรณ์และเทคโนโลยีเพื่อผู้ประกอบการโรงแรม ภัตตาคาร จัดเลี้ยงและบริการ นอกจากนี้ยังมีการจัดการแข่งขันและการประชุมสัมมนาโดยสมาคมต่างๆ เช่น สมาคมค้าปลีกไทย สมาคมอาหารและเครื่องดื่มแห่งประเทศไทย และสมาคมพ่อครัวไทย เป็นต้น ซึ่งเป็นการสนองต่อนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมการท่องเที่ยวและการลงทุน 

     งาน Food & Hotel Thailand 2010 เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ภายใต้แนวคิด “Total Solution” ที่นำทัพผู้ผลิตและผู้ประกอบการ ขนส่งสินค้า นวัตกรรม และบริการอย่างหลากหลายและเบ็ดเสร็จในงานเดียว อุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม และบริการ สมาคมโรงแรมไทย สมาคมภัตตาคารไทย สมาคมพ่อครัวไทย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย สมาคมอาหารและเครื่องดื่มแห่งประเทศไทย สมาคมผู้บริหารงานแม่บ้านแห่งประเทศไทย ชมรมผู้บริหารงานวิศวกรรมในโรงแรมและอาคารพาณิชย์ และในปี 2558 จะมีการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) อย่างเป็นทางการ จะทำให้บทบาทของไทยในฐานะประตูสู่การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวของภูมิภาคนี้โดดเด่นยิ่งขึ้น ก่อให้เกิดความต้องการสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ 

     งาน Food & Hotel Thailand 2010 ถูกวางให้เป็นงานแสดงสินค้าเพื่อธุรกิจอาหารและบริการระดับ 5 ดาวของเอเชีย จากผู้ผลิตและผู้ประกอบการกว่า 750 ราย จาก 36 ประเทศ อาทิ Nestle, US Poulty, California Wine, New Zealand Natural, Ocean Glass, Royal Porcelain, Bon Café’ Coffee, Victoinrox, Slumberland, Electrolux, Epson, Micro Fidelo, Chubb, HIS Softbrand ทั้งหมดรวมอยู่บนพื้นที่จัดแสดงสินค้ากว่า 12,000 ตารางเมตร โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานไม่น้อยกว่า 30,000 คน จากกว่า 50 ประเทศ ซึ่งเป็นจำนวนผู้เข้าชมงานเพิ่มขึ้นกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อน คาดว่ามูลค่าการซื้อขายตลอด 4 วัน ของการจัดงานจะไม่น้อยกว่า 1,800 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมโอกาสและมูลค่าทางการค้าที่เป็นผลต่อเนื่องอีกหลายพันล้านบาท นากจากการจัดแสดงสินค้าและนวัตกรรมแล้ว ในงานยังมีกิจกรรมพิเศษที่น่าสนใจมากมาย เช่น การประชุมของสมาคมโรงแรมไทยในหัวข้อ ประเทศไทย-ก้าวไปข้างหน้า (Thailand – Moving Forward) โดยมีบุคคลสำคัญในวงการโรงแรมและท่องเที่ยวเข้าร่วมการแข่งขันพ่อครัวชิงแชมป์ประเทศไทย ซึ่งเป็นงานชุมนุมเชฟครั้งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย, การสัมมนาในหัวข้อเรื่อง หลักการบริหารงานแม่บ้านโรงแรมให้ประสบผลสำเร็จ โดยสมาคมผู้บริหารงานแม่บ้านแห่งประเทศไทย, งานสัมมนาโครงการพัฒนามาตรฐานบริการเพื่อการท่องเที่ยว ปี 2553 โดยสมาคมภัตตาคารไทย, งานสัมมนาว่าด้วยการพัฒนาสปาในโรงแรม โดยสมาคมสปาไทย เป็นต้น 

     สำหรับงาน Food & Hotel Thailand 2010 (FTH’10) จะจัดขึ้นในวันที่ 15 18 กันยายน 2553 ณ ศูนย์การแสดงสินค้า Royal Paragon ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน กรุงเทพฯ

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2553 ที่ห้องประชุมศุภชลาศัย  สนามกีฬาแห่งชาติ  นายสมบัติ คุรุพันธ์ อธิบดีกรมพลศึกษา , ดร. อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยรังสิต ในฐานะประธานสหพันธ์กีฬาเชียร์ลีดดิ้ง ประจำประเทศไทย พร้อมด้วยนายพรชัย  ปิยะเกศิน รักษาการผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน ) ร่วมกันแถลงข่าวการจัดแข่งขัน  อาเซี่ยน ไทยแลนด์ เชียร์ลีดดิ้ง อินวิเตชั่น 2010 ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 17 - 18 กันยายน พ.ศ. 2553 ณ อาคารกีฬานิมิบุตร โดยมี 8 ชาติเข้าร่วมแข่งขัน ประกอบด้วย ไทเป, ฮ่องกง, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และ ไทย
       ฯพณฯ บรรหาร ศิลปอาชา  นายกรัฐมนตรีคนที่ 21 ในฐานะประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และนายชุมพล ศิลปอาชา  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (รมว.กก.) เป็นประธานในการตรวจติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนายยุทธพล อังกินันทน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายอรรถชัย บุรกรรมโกวิท ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายสมบัติ คุรุพันธ์ รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คณะกรรมการตรวจการจ้างงานก่อสร้าง ผู้บริหารของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผู้บริหารกิจการร่วมค้าอีเอ็มซีและเพาเวอร์ไลน์ และหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดเชียงใหม่ เข้าร่วมตรวจ ติดตาม ความคืบหน้าของโครงการฯ  ณ บริเวณสถานที่ก่อสร้างศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเชียงใหม่ ถนนเลียบคลองชลประทาน หนองฮ่อ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน 2553

อธิบดีกรมการท่องเที่ยวคนแรก

วันพุธที่ 08 กันยายน 2010

     เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2553 นายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (รมว.กก.) ได้เสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ให้ความเห็นชอบแต่งตั้ง นายสุพล ศรีพันธุ์ รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งคณะรัฐมนตรี ได้ผ่านความเห็นชอบ โดยจะมีผลนับตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

     สำหรับกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดิมชื่อสำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา  มีผู้อำนวยการสำนักงาน เป็นผู้บริหารสูงสุด และเปลี่ยนเป็นอธิบดีกรมการท่องเที่ยวตามพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนชื่อสำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยวเป็นกรมการท่องเที่ยว พ.ศ. 2553  โดยในระยะเวลาที่ผ่านมามีผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานดังนี้

1.  นางสาวศศิธารา  พิชัยชาญณรงค์ (ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว)

2.  นางธนิฎฐา เศวตศิลา มณีโชติ    (ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว)

3.  นายเสกสรร นาควงศ์    (ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว)

4.  นายสุพล ศรีพันธุ์  (อธิบดีกรมการท่องเที่ยว)

ประวัติส่วนตัว

ชื่อนาย : สุพล ศรีพันธุ์ เกิดวันที่ 24 ตุลาคม 2494 

คู่สมรส : นางดวงเดือน ศรีพันธุ์ 

ประวัติการศึกษา-    

-     ปริญญาตรี               จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย          วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิตจุฬา สาขาวิศวกรรมโยธา
-     ปริญญาโท          มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์    รัฐศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาบริหารรัฐกิจ
-     วปอ. 2547          วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร

ประวัติการรับราชการ
-     2516     นายช่างตรี          โครงการทางหลวงท้องถิ่น   กรมโยธาธิการ
-     2520     วิศวกรโยธา         โครงการทางหลวงท้องถิ่น   จังหวัดกระบี่
-     2521     หัวหน้าโครงการทางหลวงท้องถิ่น      จังหวัดตราด
-     2525     หัวหน้าโครงการทางหลวงท้องถิ่น      จังหวัดสุพรรณบุรี
-     2529     โยธาธิการจังหวัดสุพรรณบุรี
-     2538     ผู้อำนวยการกองวิศวกรรมสุขาภิบาล  กรมโยธาธิการ
-     2544     นายช่างใหญ่       วิศวกรรมโยธาด้านสุขาภิบาล           กรมโยธาธิการ
-      2546        ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนและพัฒนาตามผังเมือง  กรมโยธาธิการและผังเมือง
-     2547     รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี
-     2548     รองอธิบดี กรมโยธาธิการและผังเมือง

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2553  นายชุมพล   ศิลปอาชา  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา บรรยายพิเศษหัวข้อ ประเทศไทยกับการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก : เหลียวหลังแลหน้า และความเป็นไปได้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการจัดสัมมนาเรื่อง ประเทศไทยกับการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก : ต้องเตรียมอะไร และอย่างไร ที่จัดโดยคณะกรรมาธิการการกีฬา  วุฒิสภา  ณ ห้องประชุม 307 ชั้น 3  อาคารรัฐสภา 2 โดยมีผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องในวงการกีฬาเข้าร่วมอย่างมากมาย
     ในวันที่ 5 กันยายน 2553 ณ สนามศุภชลาศัย สนามกีฬาแห่งชาติ นายสมบัติ คุรุพันธ์ อธิบดีกรมพลศึกษา เป็นประธานในพิธีปิดการประกวดวงโยธวาทิตระดับนานาชาติ ประจำปี 2553 (1st Thailand International Marching Band Competition 2010) และมอบรางวัลแก่ทีมชนะเลิศประเภท Division 1 ,Division 2 และ ประเภท Drum Battle โดยมี นายสมประสงค์ โขมพัตร  รองอธิบดีกรมพลศึกษา กล่าวรายงานในพิธีปิดการประกวดวงโยธวาทิตนานาชาติ ประจำปี 2553 1st Thailand International Marching Band Competition 2010 ซึ่งได้เริ่มการประกวดมาตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2553 ถึงวันที่ 5 กันยายน 253 โดยมีวงโยธวาทิตที่เข้าร่วมการประกวดทั้งต่างประเทศและประเทศไทย จำนวน 23 วง มีผู้เข้าร่วมประกวดจำนวน 1,372 คน      การประกวดครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่จัดประกวดระดับนานาชาติ และมีวงโยธวาทิตจากต่างประเทศเข้าร่วมการประกวดด้วยโดยอธิบดีกรมพลศึกษาได้กล่าวถึงการประกวดครั้งนี้ว่าเป็นการยกระดับมาตรฐานการจัดการประกวดวงโยธวาทิตของประเทศไทยสู่มาตรฐานสากล โดยได้การรับรองจากสมาคมวงโยธวาทิตโลกและสมาคมวงโยธวาทิตเอเชีย-แปซิฟิก ทั้ง 3 ประเภท โดยวงโยธวาทิตที่ชนะเลิศจะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมประกวดในระดับโลกครั้งต่อไปโดยไม่ต้องผ่านการคัดเลือกอีก รวมทั้งคะแนนของทุกวงที่เข้าร่วมการประกวดครั้งนี้จะได้รับการบันทึกและจัดลำดับคะแนนไว้ในทำเนียบของสมาคมวงโยธวาทิตโลกอีกด้วย ซึ่งทีมที่ได้รางวัลชนะเลิศแต่ละประเภทจะได้รับถ้วยรางวัลและใบรับรอง(CERTIFICATE)ที่ได้รับการรับรองผลการประกวดและบันทึกอยู่ในสมาคมวงโยธวาทิตโลก 

     สำหรับการประกวดวงโยธวาทิตระดับนานาชาติ ประจำปี 2553 (1st Thailand International Marching Band Competition 2010)มีผลการแข่งขันประกวดประเภทต่างๆ ดังนี้  ประเภทการเดินขบวนพาเหรด(STREET PARADE)ทีมที่ชนะเลิศได้แก่ทีมรัตนโกสินสมโภช จากประเทศไทย รองชนะเลิศได้แก่ทีมเทคโนโลยี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจากประเทศไทย และที่ 3 ได้แก่ทีมนันหวา จากประเทศมาเลเซีย ประเภท DRUM BATTLE ชนะเลิศได้แก่ทีมสุรศักดิ์มนตรีดรัมไลน์ (ไทย) รองชนะเลิศอันดับ 1ได้แก่ทีม พระนครดรัมไลน์แบนด์(ไทย) รองชนะเลิศอันดับ 2 ริทึมมิค แพทเทิร์น(ไทย)และรองชนะเลิศอันดับ 3 ได้แก่ทีม ปักธงชัยประชานิรมิต(ไทย)ประเภท Marching Band Competition  Division 2 รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี ชนะเลิศได้แก่ทีมมัธยมด่านสำโรง(ไทย) รองชนะเลิศอันดับ1  ได้แก่ทีมสฤษธิเดช(ไทย) รองชนะเลิศอันดับ2ได้แก่ทีมอัสสัมชันธนบุรี(ไทย) และรองชนะเลิศอันดับ3ได้แก่ทีมดอนทอง(ไทย) ส่วนDivision 1 รุ่นทั่วไป ชนะเลิศได้แก่ทีมเทคโนโลยีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(ไทย)รองชนะเลิศอันดับ1ได้แก่ทีมนันหวา(มาเลเซีย) รองชนะเลิศอันดับ2ได้แก่ทีมดรัมคอร์ปส(อินโดนีเซีย) และรองชนะเลิศอันดับ3ได้แก่ทีมบลูสกาย(ฮ่องกง)พิธีปิดการแข่งขันเริ่มด้วยวงโยธวาทิตจากมหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครบรรเลงเพลงของขวัญจากก้อนดิน เพลงสรรเสริญพระบารมี และเพลงสามัคคีชุมนุม  ปิดท้ายด้วยการแสดงพลุอย่างยิ่งใหญ่เป็นการอำลาการประกวดในครั้งนี้

ที่สนามศุภชลาศัย ภายในบริเวณสนามกีฬาแห่งชาติ วันที่ 3 กันยายน 2553 นายธีระวัฒน์  ศิริวันสาณฑ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีเปิดการประกวดวงโยธวาทิตระดับนานาชาติ ( 1st Thailand International Marching Band Competition 2010) โดยมีนายสมบัติ  คุรุพันธ์ อธิบดีกรมพลศึกษา กล่าวรายงานสำหรับการประกวดครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีวงโยธวาทิตจากนานาชาติเข้าร่วมประกวด โดยได้รับการรับรองจากสมาคมวงโยธวาทิตโลก (World Association of Marching Show Band หรือ WAMSB) และสมาคมวงโยธวาทิตเอเชียแปซิฟิค (Asia Pacific Bands Association หรือ APBA)  มีวงที่เข้าประกวดรวมทั้งสิ้นจำนวน 26 วง โดยเป็นวงจากประเทศมาเลเซีย 1 วง จากประเทศอินโดนีเซีย 1 วง จากประเทศฮ่องกง 6 วง และจากประเทศไทย 18 วง โดยมีการแข่งขันทั้งสิ้น 3 ประเภท คือ ประเภทดนตรีสนาม  ประเภทการประชันการตีกลอง  และประเภทการเดินขบวนพาเหรด ซึ่งการแข่งขันในครั้งนี้ คณะกรรมการจัดการประกวดได้เชิญผู้ตัดสินและผู้ทรงคุณวุฒิด้านดนตรีจากหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนสถาบันการดนตรีชั้นนำจากประเทศต่างๆ มาร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสินโดยพิธีเปิดเริ่มจากการประกวด STREET PARADE จำนวน 23 วง ณ บริเวณถนนพระราม 1  แล้ววงโยธวาทิตที่เข้าประกวดร่วมอัญเชิญริ้วขบวนธงชาติ ธงเฉลิมพระเกียรติพร้อมถ้วยรางวัลเข้าสู่สนามศุภชลาศัย จากนั้นอธิบดีกรมพลศึกษากล่าวรายงานแก่ประธานในพิธี ประธานให้โอวาทพร้อมเปิดพิธี และมอบรางวัลทีมที่ชนะการประกวดการเดินขบวนพาเหรด(STREET PARADE) ส่วนทีมที่ชนะการประกวดการเดินขบวนพาเหรด(STREET PARADE) ชนะเลิศได้แก่ทีมรัตนโกสินสมโภช จากประเทศไทย รองชนะเลิศได้แก่ทีมเทคโนโลยี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากประเทศไทย และที่ 3 ได้แก่ทีมนันหวา จากประเทศมาเลเซีย  จากนั้นแขกผู้มีเกียรติร่วมชมการแสดงโชว์ ประชันการตีกลอง(DRUM BATTLE)ซึ่งมีทีมตัวแทนจากทั้ง 4 ประเทศ คือไทย มาเลเซีย อินโดนีเซียและฮ่องกงร่วมแสดงโชว์ ท่ามกลางความตื่นตาตื่นใจของแขกผู้มีเกียรติและผู้เข้าชมการประกวดวงโยธวาทิตนานาชาติ จะทำการแข่งขันในระหว่างวันที่ 3-5 กันยายน 2553  เริ่มตั้งแต่เวลา 16.30 น. ผู้สนใจสามารถเข้าชมได้ที่ สนามศุภชลาศัย สนามกีฬาแห่งชาติ  โดยเปิดให้เข้าชมฟรี
หน้า 24 จาก 28