การประชุม The ASEAN Tourism Task Force Meeting
วันอังคารที่ 12 ตุลาคม 2010
นางธนิฏฐา เศวตศิลา มณีโชติ รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในนามประเทศไทย โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม The ASEAN Tourism Task Force Meeting วันที่ 10-14 ตุลาคม 2553 และเป็นประธานมอบรางวัลโรงแรมสีเขียว(ASEAN Green Hotel)แก่ประเทศกลุ่มอาเซียน เพื่อผลักดันให้อาเซียนเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวเดียวทั้งภูมิภาค ที่มีคุณภาพ ที่มีความรับผิดชอบ และเน้นเป็นมิตรกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะ ที่สร้างคุณประโยชน์ทั้งบุคคล องค์กร ประเทศชาติ และมนุษย์โลก ไม่ว่าด้านเศรษฐกิจ และผลกำไรทางสังคม ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย ณ ห้องบัวสวรรค์ โรงแรมพูลแมน(Pullman Hotel) พัทยา อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2553
นางธนิฏฐา เศวตศิลา มณีโชติ เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลมาตรฐานโรงแรมสีเขียวของประเทศกลุ่มอาเซียน(ASEAN Green Hotel Awards Ceremony) ซึ่งกลุ่มประเทศอาเซียน -สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(ASEAN : Association of South East Asian Nations)เป็นองค์การทางภูมิศาสตร์การเมืองและองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาค มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมมือกันในการเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาสังคม การพัฒนาวัฒนธรรมในกลุ่มประเทศสมาชิก และการธำรงรักษาสันติภาพและความมั่นคงในพื้นที่ และเป็นการเปิดโอกาสให้คลายข้อพิพาทระหว่างประเทศสมาชิกอย่างสันติ สำหรับมอบรางวัลโรงแรมสีเขียวของประเทศกลุ่มอาเซียน ซึ่งประเทศไทยได้รับรางวัล ASEAN Green Hotel ทั้งสิ้น 20 แห่ง ประกอบด้วย Andaman Cannacia Resort and Spa, Amari Atrium Bangkok, A-one Bangkok Hotel, Bangkok Marriott Resort & Spa Hotel, Banyan Tree Bangkok, Chumphon Cabana Resort & Diving Center, Dusit Thani Pattaya, Evason Hua-Hin Resort and Six Senses Spa, Fair House Villas & Spa, Grand Hyatt Erawan Bangkok, Lyara Park Hotel & Resort Uthai Thani, Laguna Beach Resort, Le Meridien Phuket Beach Resort, Panviman Kohchang Resort, Pimalai Resort & Spa, Siam Bayshore Resort & Spa Pattaya, Siam Bayview Hotel Pattaya, Six Senses Hideaway Samui, Sofitel Centara Grand Bangkok, Tamarind Village มีการใช้หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกในครั้งนี้ คือ มีการใช้นโยบายสิ่งแวดล้อมและการดำเนินการสำหรับการดำเนินการของผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สีเขียวเพื่อรักษาสภาพแวดล้อม การร่วมมือกับชุมชนและองค์กรส่วนท้องถิ่น การจัดฝึกอบรมพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สำหรับดำเนินงาน การจัดการขยะจัดการของเสีย การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดการใช้พลังงาน การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดการใช้น้ำ การจัดการคุณภาพอากาศ ทั้งในร่มและกลางแจ้ง การควบคุมมลพิษทางเสียงจากการดำเนินงานโรงแรม การจัดการและบำบัดน้ำเสียเพื่อป้องกันการปนเปื้อนของน้ำและลดการสร้างน้ำเสีย และมีการจัดการสารพิษและสารเคมี โดยแสดงสัญลักษณ์ที่ชัดเจนสำหรับวัตถุมีพิษ กำจัดของเสียอันตรายอย่างเหมาะสม สาเหตุหลักของการรณรงค์โรงแรมสีเขียว(Green Hotel) มาจากการที่ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น วิกฤตแห่งสภาวะโลกร้อนขึ้น และปัญหาขยะ/ของเสียที่กำจัดไม่ได้มีมากขึ้นเรื่อยๆกลายเป็นปัญหาใกล้ตัวภาคธุรกิจมากขึ้น เพราะนั่นหมายถึง ต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น เพื่อลดต้นทุนในการดำเนินงานธุรกิจโรงแรม ที่ถือว่ามีการใช้พลังงานในทุกประเภททุกด้าน ที่ค่อนข้างสูง เป็นจำนวนมาก ตลอดจนมีการใช้ทรัพยากรทุกๆด้านอย่างฟุ่มเฟือยมากที่สุดในโลกธุรกิจ โดยเฉพาะปัญหาการสูญเสียพลังงานในการผลิตน้ำร้อน ในกระบวนการบริการ ซักล้าง และประกอบอาหาร ในภาวะที่พลังงานมีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงต้องหาแหล่งพลังงานอื่นมาทดแทน และรณรงค์กิจกรรมเพื่อการประหยัดพลังงานในทุกด้าน อาทิ
1) เริ่มต้นจัดการด้านอนุรักษ์พลังงาน ด้วยการปิดไฟฟ้าบริเวณที่ไม่มีผู้เข้าพัก
2) เปลี่ยนหลอดไฟให้เป็นแบบประหยัดพลังงานทั้งโรงแรม
3) วางแผนรณรงค์ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า
4) มีการลดปริมาณขยะ ลดการปล่อยของเสีย สร้างบรรยากาศ และอากาศที่บริสุทธิ์ภายในโรงแรม
5) มีกิจกรรมปลุกจิตสำนึกของคนในองค์กร และผู้เข้าพักโรงแรม ให้รู้คุณค่าพลังงาน
6) มีการออกแบบและปรับใช้พื้นที่ และภาชนะใช้สอยส่วนต่างๆ ของโรงแรม/ที่พัก ให้มีการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า เหมาะสม และประหยัดมากที่สุด
7)การลดปริมาณของเสีย การนำกลับมาใช้ใหม่ และการนำไปแปรรูป
8)การอนุรักษ์และการจัดการพลังงานอย่างเป็นระบบและครบวงจร
9)การบริหารจัดการเรื่องการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่า
10)การจัดซื้อที่คำนึงถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การพัฒนาสังคมและวัฒนธรรมควบคู่ไปด้วย
ที่สำคัญที่สุดการรณรงค์โรงแรมสีเขียว จะต้องมีการพัฒนาปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง ด้านหนึ่งเป็นกรณีที่สอดรับกับความรับผิดชอบต่อสังคมรอบข้าง CSR (Corporate Social Responsibility) หรือการบริหารเศรษฐกิจ/ธุรกิจสีเขียว (Green Economy) ที่เป็นประหนึ่งมาตรฐานในการดำเนินงานขององค์กรธุรกิจในห้วงปัจจุบัน ให้เป็นไปอย่างยั่งยืน โดยกระจายไปทุกอณูของอาเซียนเรา อันจะนำไปสู่จุดเปลี่ยนของโรงแรมในกลุ่มอาเซียน(ASEAN Brand)ไปสู่โรงแรมสีเขียว(Green Hotel) ในทุกอณูหัวใจของผู้ให้บริการ และผู้รับบริการ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆในกลุ่มอาเซียน ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อประโยชน์ในภาพรวมของการท่องเที่ยวมวลมนุษย์โลก ซึ่งมุ่งกลับไปสู่การอนุรักษ์/รักษ์รักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้สวยงามและใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืนนั่นเอง
พิธีเปิดงานอุ้มพระดำน้ำและเทศกาลอาหารอร่อย จังหวัดเพชรบูรณ์
วันอังคารที่ 12 ตุลาคม 2010
นายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีเปิดงานอุ้มพระดำน้ำและเทศกาลอาหารอร่อย จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมีนายธีระวัฒน์ ศิริวันสาณฑ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายยุทธพล อังกินันทน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายสมบัติ คุรุพันธ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายเสกสรร นาควงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายสุพล ศรีพันธุ์ อธิบดีกรมการท่องเที่ยว นายกนกพันธุ์ จุลเกษม ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดในครั้งนี้ด้วย ณ เวทีกลางการแสดงแสง สี เสียง จังหวัดเพชรบูรณ์ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2553 (แรม 15 ค่ำ เดือน 10)
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์ จัดงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำและเทศกาลอาหารอร่อย จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำมักเรียกชื่องานประเพณีต่าง ๆ กันไป ชาวบ้านเรียกว่า อุ้มพระอาบน้ำ บ้างก็เรียกว่า อุ้มพระสรงน้ำ บางคนก็เรียกว่า งานประเพณีสารทไทยวัดไตรภูมิ หรือ ประเพณีอัญเชิญพระพุทธรูปลงสรงน้ำ ต่อมาเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2528 นายปรีชา พงศ์อิศวรานันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ นายชาญ โฆษิตานนท์ นายกเทศมนตรีเมืองเพชรบูรณ์ และคณะกรรมการจัดงาน ได้ร่วมประชุม แล้วมีมติให้ใช้ชื่อ งานประเพณีอุ้มพระดำน้ำ เป็นต้นมา พระพุทธมหาธรรมราชา เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองที่ใช้ในการประกอบพิธีอุ้มพระดำน้ำ ซึ่งเป็นที่มาของงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำ จากคำบอกเล่าของชาวเพชรบูรณ์สืบต่อกันมาว่าเมื่อประมาณ 400 ปีที่ผ่านมาว่า มีชาวเพชรบูรณ์กลุ่มหนึ่งมีอาชีพในการจับสัตว์น้ำอยู่ในลำน้ำป่าสัก อยู่มาวันหนึ่ง ชาวประมงกลุ่มนี้ได้ออกหาปลาตามปกติ เช่น ทุกวัน เผอิญวันนั้น เกิดเหตุการณ์ประหลาดตั้งแต่เช้าถึงบ่าย ไม่มีใครจับปลาได้เลยสักตัว ดังกับว่าพื้นใต้น้ำไม่มีสิ่งที่มีชีวิตอาศัยอยู่ สร้างความงุนงงแก่พวกเขาเป็นอย่างมาก ต่างพากันนั่งปรึกษาว่าจะทำประการใดดี ซึ่งบริเวณที่ชาวประมงนั่งปรึกษากันอยู่ ปัจจุบันคือ วังมะขามแฟบ (คำว่า มะขามแฟบ หมายถึง ไม้ระกำ) บริเวณดังกล่าว อยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดเพชรบูรณ์ ทันใดนั้น กระแสน้ำในแม่น้ำก็หยุดไหล นิ่งอยู่กับที่ แล้วค่อย ๆ มีพรายน้ำผุดขึ้นมาทีละฟอง ทวีมากขึ้น มองดูคล้ายกับน้ำกำลังเดือดอยู่บนเตาไฟ ไม่นานก็เปลี่ยนเป็นวังวนขนาดใหญ่และลึกมาก ณ ที่แห่งนั้นทุกคนต่างมองดูด้วยความมึนงง เหตุการณ์ดำเนินต่อไป จนกระแสวังวนแห่งนั้น ได้เริ่มคืนสู่สภาพเดิม และดูดเอาพระพุทธรูปองค์หนึ่งขึ้นมาจากพื้นใต้น้ำแห่งนั้น ลอยขึ้นมาอยู่เหนือผิวน้ำ มีการดำผุดดำว่ายอยู่ตลอดเวลา เหมือนอาการของเด็กเล็ก ๆ ที่กำลังเล่นน้ำ เป็นที่แน่นอนว่า ชาวประมงกลุ่มนั้นได้ประจักษ์ถึงความศักดิ์สิทธิ์ จึงได้ลงไปอัญเชิญขึ้นมาประดิษฐานไว้บนบก ให้ผู้คนทั้งหลายได้กราบไหว้บูชา และพร้อมใจกันอัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่วัดไตรภูมิ ใน ปีต่อมา ครั้นถึงเทศกาลสารทไทย พระพุทธรูปที่ถูกอัญเชิญขึ้นมาจากน้ำได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย ชาวบ้านชาวเมืองก็ออกตามหากันจ้าละหวั่นในที่สุดก็ไปพบพระพุทธรูปองค์นี้ ตรงบริเวณที่พบครั้งแรก และกำลังดำผุดดำว่ายอยู่พอดี จึงได้อัญเชิญกลับมายังวัดไตรภูมิอีกครั้งหนึ่ง นับแต่นั้นมาเมื่อถึงเทศกาลสารทไทยซึ่งตรงกับ วันแรม 15 ค่ำเดือน 10 ของทุกปี ภายหลังจากถวายภัตตาหารเช้าแด่พระภิกษุสงฆ์แล้ว เจ้าเมืองเพชรบูรณ์สมัยนั้น พร้อมด้วยข้าราชการ ตลอดจนประชาชนในเมืองเพชรบูรณ์ ร่วมกันอัญเชิญพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์องค์นี้ ทำพิธีสรงน้ำที่วังมะขามแฟบ ตรงที่พบครั้งแรกเป็นประจำทุกปี หากปีใดน้ำน้อยเข้าไปไม่ได้ ก็จะอัญเชิญไปสรงน้ำที่วัดโบสถ์ชนะมาร
นายชุมพล กล่าวว่า “งานประเพณีอุ้มพระดำน้ำ เป็นงานประเพณีเก่าแก่ มีความแปลกที่ไม่มีในจังหวัดอื่น ๆ ชาวเพชรบูรณ์ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลแค่ไหน ในวันสารทไทยของทุกปีจะแห่กันมาเที่ยวงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำ เป็นงานประเพณีหนึ่งเดียวในโลก นอกจากนี้ยังมีการจัดงานเทศกาลอาหารอร่อย รวบรวมเอาอาหารอร่อยทั้งของจังหวัดเพชรบูรณ์เอง และอาหารอร่อยจากทั่วประเทศ มาร่วมประชันความอร่อยให้นักท่องเที่ยวได้ชม และชิมกันอย่างเต็มที่ ซึ่งการจัดงานในลักษณะนี้ นอกจากจะเป็นการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียม ประเพณีดั้งเดิมของชาว จ.เพชรบูรณ์แล้ว ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของ จ.เพชรบูรณ์อีกด้วย จะเห็นได้จากมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เข้ามาร่วมชมงานมากมาย ถือว่าเป็นการประชาสัมพันธ์อันดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในอีกทางหนึ่งด้วย จึงขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยมาเที่ยวงานอุ้มพระดำน้ำและเทศกาลอาหารอร่อย จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวของจังหวัดเพชรบูรณ์ และการท่องเที่ยวของประเทศไทย”
สำหรับในปี 2553 นี้ งานประเพณีอุ้มพระดำน้ำ มีกำหนดจัดงาน ในวันที่ 6-10 ตุลาคม 2553 ณ บริเวณแม่น้ำป่าสัก หน้าวัดไตรภูมิ และ พิธีอุ้มพระ ณ บริเวณวัดโบสถ์ชนะมาร อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ นอกจากนั้นมี งานแสดงสินค้า หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ งานแสดง แสง สี เสียง “ปาฏิหาริย์พระพุทธมหาธรรมราชา พุทธศรัทธาคู่แผ่นดิน” นมัสการพระพุทธมหาธรรมราชา และงานนิทรรศการของส่วนราชการและเอกชนในพื้นที่ จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวไทย และชาวต่างประเทศ ร่วมเทศกาลท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่เก่าแก่ทรงคุณค่า (Cultural Tourism) ณ จังหวัดเพชรบูรณ์ ครั้งนี้โดยทั่วกัน
รมว.กก. ร่วมลงนามถวายพระพรสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
วันจันทร์ที่ 04 ตุลาคม 2010
งานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ครบรอบ 8 ปี
วันจันทร์ที่ 04 ตุลาคม 2010
นายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (รมว.กก.) เป็นประธานในพิธีจัดงานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ครบรอบ 8 ปี โดยมีการทำบุญประกอบพิธีสงฆ์ ถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ แถลงข่าวผลงานกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในรอบปี และรับประทานอาหารร่วมกันของผู้เข้ากิจกรรมในครั้งนี้ ณ อาคารกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2553
รมว.กก. เปิดเผยว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2545 มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การกีฬา การศึกษาด้านกีฬาและนันทนาการ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ รวมทั้งการบริหารยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวและกีฬาให้ขับเคลื่อนอย่างมีเอกภาพเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีสัญลักษณ์รูปตราเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ทอดบัลลังก์กัญญาและพระพลบดีทรงช้างเอราวัณ มีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาประกอบด้วย สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมพลศึกษา กรมการท่องเที่ยว สถาบันการพลศึกษา การกีฬาแห่งประเทศไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว และบริษัทในเครือที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยร่วมลงทุน คือ บริษัท ไทยแลนด์พริวิลิจการ์ด จำกัด และบริษัท ไทยจัดการลองสเตย์ จำกัด
ณ ปัจจุบัน (3 ตุลาคม 2553) เป็นเวลาที่ครบรอบ 8 ปี ย่างก้าวเข้าสู่ปีที่ 9 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นองค์กรหลักในการขับเคลื่อนนโยบายและการบริหารจัดการท่องเที่ยวให้เป็นไปอย่างมีเอกภาพมีระบบ และเชื่อมโยงทั้งในระดับชาติ ภูมิภาค และท้องถิ่น เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวของภูมิภาคเอเชีย สนับสนุนการพัฒนา เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมของประเทศให้เกิดความสมดุล ยั่งยืน และสามารถแข่งขันได้ ทั้งนี้ในรอบปีงบประมาณ 2552-2553 และระยะเวลาการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ของนายชุมพล ศิลปอาชา ได้พยายามผลักดันงานด้านการท่องเที่ยวและกีฬา ให้เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและนานาชาติตลอดเวลา ดังนี้
ด้านการท่องเที่ยว ได้มีการพยายามเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศไทย และกระตุ้นให้ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เกิดการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศไทยให้มากที่สุด โดยคาดหวังเป้าหมายตัวเลขนักท่องเที่ยวในปี 2553 ประมาณ 15 ล้านคนขึ้นไป ในส่วนของผลงานด้านการท่องเที่ยวในช่วงปีงบประมาณ 2552-2553 ที่ผ่านมา ประกอบด้วย
1) การกระตุ้นการท่องเที่ยวในโครงการต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ คือ
- ตลาดในประเทศ ในโครงการและกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานเทศกาลเที่ยวไทย ๕ ภาค มหัศจรรย์ท่องเที่ยวไทย อะเมซิ่งไทยแลนด์แกรนด์เซลล์ เที่ยวเมืองไทยสบายกระเป๋า แคมเปญกอดเมืองไทยให้หายเหนื่อย ดนตรีในสวน สไมล์@สยาม เทศกาลอาหารนานาชาติและอาหารไทย 4 ภาค ท่องเที่ยวด้วยรถไฟ เป็นต้น
- ตลาดต่างประเทศ ในโครงการและกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่างาน Thailand Travel Mart Plus the Greater Mekong Subregion (TTM 2010) อาราเบียน ทราเวล มาร์เก็ต(ATM 2010) World Travel Market(WTM 2010) Amazing Thailand Amazing Value Bring Back smile to Thailand โปรโมทงานลอยกระทง ในเทศกาลเทนจินมัทซุริ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังได้ออกแคมเปญกระตุ้นการท่องเที่ยวระยะสั้นในการดึงนักท่องเที่ยวกลับไทย อาทิ Thailand Welcome Back : Together we can Thailand Today Ready to Travel เป็นต้น
2) โครงการความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวกับประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ
- ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวตามกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง(Greater Mekong Sub-region : GMS) ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาความเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยวกับประเทศเพื่อนบ้าน มีวัตถุประสงค์เพื่อกระชับความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มประเทศ GMS เพื่อสร้างแรงจูงในให้นักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย และเพื่อเป็นสื่อแนะนำผู้ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้องรวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน
- ASEAN TOURISM FORUM (ATF) 2010 โดยการประชุมได้ตกลงเกี่ยวกับกิจกิจกรรมด้านการตลาด ทางสมาคมท่องเที่ยวอาเซียน ดำเนินการเปิดเว็บไซต์อาเซียน ขยายการเข้าถึงเชิงรุกไปยังกลุ่มตลาดอาเซียนด้วยกัน เข้าถึงเป็น รายประเทศ และสร้างรูปแบบโครงสร้างผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวครบวงจร เพื่อพัฒนากลยุทธ์การตลาดอย่างเข้มแข็งระหว่างประเทศสมาชิกที่จะแลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยวรวมกว่า 600 ล้านคน เดินทางภายในภาคพื้นอาเซียน ด้วยการกำหนดเป้าหมายเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวอย่างชัดเจน โดยใช้หลักวัดจากปริมาณจราจรเข้าออก 2 ส่วน ส่วนที่ 1 ระหว่างภูมิภาคอาเซียน ส่วนที่ 2 ทำกิจกรรมการตลาดร่วมกัน ด้วยการขยายฐานลูกค้าจากประเทศที่ 3 เข้ามาเพิ่ม ทั้งจีน อินเดีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น
- โครงการความร่วมมือระหว่างประเทศอินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย( IMT-GT) ซึ่งเป็นการผนึกกำลังฟื้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยว วางแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี ส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกัน โต 100% จากปัจจุบัน ด้วยการชู 4 แนวทางกระตุ้น ทั้งอีเวนต์ โฮมสเตย์ เมดิคัลทัวร์ และใช้เวที TTMพลัส เป็นหน้าร้านนำเสนอสินค้า กระทรวงการท่องเที่ยวฯคึก ส่งไทยนำร่องอัดงบ 20 ล้านบาท จัดงานIMT-GT เซเรเบรชั่น นำเสนอแหล่งท่องเที่ยว 14 จังหวัดภาคใต้ พร้อมดันเป็นเมดิคัลฮับในกลุ่มสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ
3) จากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง ส่งผลกระทบถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เสนอมมาตรการเร่งรัดและกระตุ้นการท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางทั้งจากนักท่องเที่ยว ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2553 ประกอบด้วย 6 มาตรการสำคัญ คือ ก. ให้ส่วนของการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นการชั่วคราว ข. ให้ส่วนราชการจัดประชุมสัมมนาและดูงานในประเทศแทนการจัดสัมมนาในต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายภายในประเทศเพิ่มขึ้น ค. ลดหย่อนการประกันการใช้ไฟฟ้าสำหรับผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม ง. ลดหย่อนค่าธรรมเนียมการขึ้น-ลงของอากาศยาน และที่เก็บอากาศยาน (Landing & Parking Fee) จ. ประกันภัยคุ้มครองชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในไทยกรณีเกิดการจลาจล คนละไม่เกิน 10,000 ดอลลาร์ ภายในวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 518 ล้านบาท ฉ. ให้ผู้ประกอบการสามารถนำค่าใช้จ่ายการจัดประชุม สัมมนา อบรม และการจัดการท่องเที่ยวเป็นรางวัลในประเทศแก่พนักงาน นำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ตามจริง ช. ยกเว้นค่าธรรมเนียมผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม ปีละ 80 บาท/ห้อง โดยให้คิดค่าธรรมเนียมตามจำนวนห้องที่พัก และ ฌ. มาตรการช่วยเหลือสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ในวงเงิน 5,000 ล้านบาท
4) จัดตั้งศูนย์อำนวยการช่วยเหลือนักท่องเที่ยว เพื่อเป็นศูนย์กลางของหน่วยงานต่างๆ เพื่อช่วยเหลือนักท่องเที่ยว ช่วงการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง
5) โครงการก่อสร้างศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้งบประมาณจำนวน 1,867,150,000 บาท ในการก่อสร้างศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติส่วนภูมิภาคแห่งแรกของประเทศไทยโดยรัฐบาลไทย โดยรัฐบาลได้มีนโยบายส่งเสริมการประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เพื่อสนับสนุนธุรกิจไมซ์และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยที่ต้องการการเติบโต และการพัฒนาการท่องเที่ยวไทย โดยคาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จในต้นปี 2555
ภาพรวมจากแนวทางการกระตุ้นการท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ ท่ามกลางวิกฤติทางการเมือง ครึ่งปีแรก ของปี 2553 จำนวนนักท่องเที่ยวมีจำนวนกว่า 7.5 ล้านคน ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยล่ะ 13.7 จึงคาดการณ์ว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย น่าจะไม่ต่ำกว่า 15 ล้านคน หากไม่มีเหตุการณ์ความไม่สงบทางการณ์เมืองเกิดขึ้นซ้ำซ้อนในช่วงปลายปีนี้
ความคาดหวังในปีหน้า ปี พ.ศ. 2554 ทางด้านการท่องเที่ยว ตลาดต่างประเทศ จะสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 ประมาณการรายได้ 6 แสนล้านบาท และประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวภายในประเทศไทย 15.5 ล้านคน ในด้านตลาดภายในประเทศ คาดว่าจะสร้างรายได้หมุนเวียน ร้อยละ 4.6 ประมาณการรายได้ 432,000 ล้านบาท และคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ 91 ล้านคน/ครั้ง โดยคาดการณ์ครั้งนี้จะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข ที่ไม่มีผลกระทบทางด้านการเมือง และในปี 2554 น่าจะสามารถบูรณาการการทำงานหน่วยงานทางด้านการท่องเที่ยวอย่างเป็นเอกภาพมากยิ่งขึ้น และทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบทั้งภาครัฐและเอกชน
ด้านการกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีหน้าที่กำกับดูแลรับผิดชอบงานด้านกีฬาไปสู่ระดับนานาชาติ และระดับโลกมากยิ่งขึ้น ที่ผ่านมาในปี 2552-2553 ได้พยายามผลักดันงานด้านกีฬาเพื่อพัฒนาวงการกีฬาให้มีประสิทธิภาพ ดังนี้
1) สร้างแผนยุทธศาสตร์สร้างกีฬาไทยสู่ความเป็นเลิศ พ.ศ.2553-2559 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้จัดทำแผนฯ ดังกล่าวสำหรับใช้เป็นแผนแม่บทระยะ 7 ปี สำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้วางแผนและเตรียมความพร้อมนักกีฬาไทยทั้งคนปกติและคนพิการให้ประสบชัยชนะในเกมส์การแข่งขันกีฬาต่างๆ เพื่อประเทศไทยเป็นเลิศและเป็นศูนย์กลางกีฬาระดับนานาชาติของเอเชีย
2)โครงการก่อสร้างสนามกีฬาทั้ง 7 จังหวัด อนุมัติสร้างสนามกีฬาระดับจังหวัด ด้วยงบประมาณ 7,272,236,000 ล้านบาท ระหว่างปี 2554-2559 โดยจะมีการก่อสร้างสนามกีฬา 7 แห่ง คือ จังหวัดสมุทรปราการ เพชรบูรณ์ สระแก้ว มหาสารคาม สกลนคร อำนาจเจริญ และจังหวัดนราธิวาส เพื่อใช้เป็นสถานที่ออกกำลังกายและเล่นกีฬา รวมทั้งใช้เป็นสถานที่เก็บตัวฝึกซ้อมและจัดการแข่งขันกีฬาของนักกีฬาในทุกระดับ โดยดำเนินการก่อสร้างสนามกีฬาอำเภอที่ยังขาดสนามกีฬาจำนวน 690 อำเภอ และสนามกีฬาตำบล จำนวน 223 ตำบล ระหว่างปี 2554-2559
3)โครงการสนับสนุนสมาคมกีฬาจังหวัด โดยได้จัดสรรงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมการกีฬาจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศจังหวัดละ 1 ล้านบาทรวมเป็นเงิน 76 ล้านบาท ในการเก็บตัวฝึกซ้อมนักกีฬา การพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์กีฬาการพัฒนาการกีฬาเพื่อความเป็นเลิศ โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะพยายามผลักดันให้เป็นงบประมาณประจำปีให้แก่สมาคมกีฬาจังหวัดต่างๆ อย่างเป็นทางการในทุกปีต่อไป
4)โครงการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาฟุตซอลชิงแชมป์โลก 2012 (ปี 2555) และโครงการสร้างสนามกีฬาฟุตซอล เพื่อใช้ในการแข่งกีฬาฟุตซอลโลก 2012
5)จัดส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ ณ เมืองกวางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 12 – 27 พฤศจิกายน 2553 จำนวน 39 ชนิดกีฬา
6)โครงการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติกว่า 300 รายการ ระหว่างปี 2554-2559 อาทิ กีฬาเอเชี่ยนเกมส์ กีฬาเอเชี่ยนบีชเกมส์ \ กีฬาเอเชี่ยนยูธเกมส์ กีฬาเอเชี่ยนอินดอร์ แอนด์ มาร์เชียลอาร์ทเกมส์ กีฬาซีเกมส์ เป็นต้น
ทั้งนี้ในปีหน้า ปี 2554 ต้องการที่จะผลักดันในเรื่องการจัดการแข่งขันฟุตซอลโลกทั้งในด้านบุคลากรและสนามที่ใช้ในการแข่งขัน และเร่งผลักดันโครงการสร้างสนามกีฬาจังหวัด อำเภอ ตำบล ให้แล้วเสร็จ รวมไปถึงการจัดหาอุปกรณ์การกีฬาเพื่อกระจายสู่ท้องถิ่น ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมในการก้าวไปสู่การเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก และเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคเกมส์ในอีก 10-20 ปีในอนาคต อันจะสอดคล้องกับเป้าประสงค์ของแผนยุทธศาสตร์สร้างกีฬาไทยสู่ความเป็นเลิศ ในการที่จะมุ่งให้ประเทศประสบความสำเร็จในการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ และเป็นศูนย์กลางการกีฬาของเอเชียต่อไป
ในส่วนกรณีการแต่งตั้งปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คาดว่าจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือน ตุลาคม 2553 นี้ และจากกรณีที่มีการเสนอให้แยกการท่องเที่ยวออกจากการกีฬา ตอนนี้ยังไม่มีนโยบายที่จะแยกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ออกจากกันโดยเด็ดขาด แต่พร้อมก้าวสู่ปีที่ 9 มุ่งสู่การดำเนินงานพัฒนาด้านการท่องเที่ยวและกีฬาของประเทศไทย เพื่อก้าวสู่ความเป็นเลิศในระดับเวทีโลกอย่างภาคภูมิมากยิ่งขึ้นไป
การประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติครั้งที่ 3/2553
วันอาทิตย์ที่ 03 ตุลาคม 2010
นายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนากีฬาการกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2553 โดยมีนางธนิฏฐา เศวตศิลา มณีโชติ รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายสมบัติ คุรุพันธ์ อธิบดีกรมพลศึกษา นายกนกพันธุ์ จุลเกษม ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมในการประชุมในครั้งนี้ด้วย ณ ห้องประชุม 301 ชั้น 3 ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2553
ในการประชุมในครั้งนี้ เป็นการพิจารณาถึงการให้เงินสนับสนุนในด้านต่างๆ อาทิ เช่น การให้ความช่วยเหลือด้านสวัสดิการแก่นักกีฬาทีมชาติไทยจำนวน 2 คน คือดาบตำรวจภิรมย์ จุลหุ่น อดีตนักกีฬาจักรยานทีมชาติไทยที่ป่วยเป็นอัมพฤกษ์ ซึ่งสวัสดิการกองทุนฯให้ความช่วยเหลือค่ายังชีพรายเดือนตลอดชีพ ในขั้นเริ่มต้น เดือนละ 7,000 บาท และช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล เป็นกรณีพิเศษแก่นายสหรัฐ สัมมาญาณ นักกรีฑาทีมชาติไทย ซึ่งป่วยด้วยอาการท้องเสีย และได้เข้ารับการตรวจรักษา ณ โรงพยาบาลในประเทศอินเดีย ซึ่งหลักเกณฑ์ของกองทุนฯนั้น มิได้รองรับการให้ความช่วยเหลือความเจ็บป่วยในต่างประเทศ ซึ่งจากการหารือกับ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แล้ว ที่ประชุมมีมติเห็นชอบอนุมัติให้ความช่วยเหลือดังกล่าว
ส่วนในเรื่องการสนับสนุนการแข่งขันกีฬายูธโอลิมปิคเกมส์ ครั้งที่ 1 ณ ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งนักกีฬาของไทยได้ 4 เหรียญทอง และ 3 เหรียญเงินนั้นที่ประชุมได้อนุมัติในส่วนของเงินรางวัลสามารถเบิกจ่ายให้แก่นักกีฬาได้แล้ว ทั้งนี้จะทำให้เสร็จสิ้นภายใน 1 สัปดาห์และอย่างช้าไม่เกิน 1 เดือน และการจ่ายค่าครองชีพรายเดือนให้แก่นักกีฬาที่ได้รับเหรียญรางวัลจำนวน 7 คน โดยเริ่มจ่ายได้ตั้งแต่เดือนกันยายน 2553 เป็นต้นไป ซึ่งจะสิ้นสุดลงเมื่อนักกีฬามีอายุครบ 35 ปี หรือเสียชีวิตก่อนอายุครบ 35 ปี และให้การสนับสนุนทุนการศึกษา โดยขึ้นอยู่กับความประสงค์ของนักกีฬาที่จะศึกษาต่อจนถึงระดับปริญญาเอกแต่ต้องมีอายุไม่เกิน 35 ปี เช่นกัน
สำหรับเรื่องการจัดงานเลี้ยงฉลองให้แก่นักกีฬาที่ได้รับเหรียญรางวัลนั้น ที่ประชุมแจ้งว่า นายกรัฐมนตรีซึ่งจะเป็นประธานในการจัดงาน ต้องการที่จะจัดร่วมกับนักกีฬาที่ไปร่วมการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ที่ประเทศจีน เนื่องจากว่า จำนวนนักกีฬาที่ได้รับรางวัลจากการเข้าร่วมการแข่งขันยูธโอลิมปิคนั้นมีจำนวนน้อยเกินไป นอกจากนี้ยังอนุมัติการสนับสนุนเงินรางวัลให้กับนักกีฬา ผู้ฝึกสอน และสมาคมกีฬา จาก 22 สมาคมกีฬาเป็นเงินทั้งสิ้น 63,830,000 บาท
ภายหลังการประชุม นายชุมพล กล่าวว่า ตนและคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ ให้ความสำคัญแก่การเบิกจ่ายเงินรางวัลและเงินสนับสนุนในการแข่งขันกีฬาต่างๆ ไม่ว่า จะเป็นการสนับสนุนการจัดการแข่งขัน หรือเงินรางวัลให้แก่นักกีฬา จะทำอย่างเร่งด่วน เพื่อสามารถเบิกจ่ายให้รวดเร็วที่สุด และเพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาให้แก่วงการกีฬาของประเทศ
ไทยพร้อมเสนอต่อ OCA เป็นเจ้าภาพเอเชียนบีชเกมส์ที่ภูเก็ต
วันอาทิตย์ที่ 03 ตุลาคม 2010
นายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (รมว.กก.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการติดตามเร่งรัดพัฒนาการกีฬาและนันทนาการ ครั้งที่ 8/2553 โดยมีนายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษา นายอรรถชัย บุรกรรมโกวิท ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นางธนิฏฐา เศวตศิลา มณีโชติ นายสมบัติ คุรุพันธ์ อธิบดีกรมพลศึกษา นายกนกพันธ์ จุลเกษม ผู้ว่าการการกีฬา แห่งประเทศไทย (กกท.) และพล.ต.จารึก อารีราชการัณย์ รองประธานและเลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2553 ที่ผ่านมา
รมว.กก. เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้หารือถึงการเตรียมตัวเสนอเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนบีชเกมส์ครั้งที่ 4ในปี 2014 หรือ พ.ศ. 2557 โดยใช้ภูเก็ตเป็นเมืองหลัก แทนฟิลิปปินส์ซึ่งไม่พร้อม โดยการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพเอเชี่ยน บีช เกมส์ จะต้องส่งข้อมูลในด้านต่างๆ ให้กับทางสภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย(โอซีเอ) ภายในวันที่ 30 ต.ค. จากนั้นจะต้องเดินทางไปเซ็นสัญญาการเป็นเจ้าภาพ ระหว่างการประชุมใหญ่โอซีเอ ที่เมืองกวางโจว ประเทศจีน 13 โดยเบื้องต้นเล็งจัดการแข่งขันใน 3 ช่วงเวลา คือ 1. ระหว่างวันที่ 20 – 29 ตุลาคม 2557 2.ระหว่างวันที่ 15 – 24 พฤศจิกายน 2557 และ 3. ระหว่างวันที่ 12 – 21 ธันวาคม 2557
โดยชนิดกีฬาที่ OCA กำหนดและรับรอง มีจำนวน 15 ชนิดกีฬา ได้แก่ แฮนด์บอลชายหาด วอลเลย์บอลชายหาด กาบัดดี้ชายหาด พาราไกลดิ้ง เรือใบ ไตรกีฬา ฟุตบอลชายหาด ตะกร้อชายหาด เพาะกาย เจ็ตสกี สกีน้ำ วู้ดบอลชายหาด ว่ายน้ำมาราธอน เรือประเพณี วินด์เซิร์ฟ และอาจจะเสนอเพิ่มอีก 5 กีฬาคือ ปันจักสีลัตชายหาด มวยไทย กีฬาผาดโผน ปีนหน้าผา และ เวกบอร์ด คาดว่าจะมีนักกีฬาเข้าแข่งขัน 5,000 คน ใช้งบประมาณราว 500 ล้านบาท เป็นงบประมาณปี 2555 ปี2556 และ ปี2557 ซึ่งจะต้องเป็นการดำเนินงานอย่างเร่งด่วน เพราะข้อมูลที่จะต้องส่งให้โอซีเอ จะต้องพร้อมในทุกๆ ด้าน ทั้งกรอบการแข่งขัน และที่มาของงบประมาณให้ชัดเจน ซึ่งการส่งข้อมูลที่สมบูรณ์ให้โอซีเอจะต้องจ่ายเงิน 10,000 เหรียญสหรัฐ จากนั้นอีก190,000 เหรียญสหรัฐ หลังจากประกาศว่าภูเก็ตเป็นเจ้าภาพแล้ว และต้องจ่ายอีก 10,000 เหรียญสหรัฐ 30 วันหลังจากการเซ็นสัญญาเจ้าภาพ รวม 300,000 เหรียญ หรือประมาณ 9.3 ล้านบาท
นายชุมพล กล่าวปิดท้ายว่า จะเชิญผู้ว่าราชการภูเก็ตมาปรึกษาหารือเป็นการเร่งด่วน และต้องแล้วเสร็จภายใน 10-15 ต.ค. เพื่อนำเสนอ ครม. ก่อนส่งให้โอซีเอต่อไป และช่วงปีดังกล่าวจะต้องเตรียมการให้ดีมีการแข่งขันกีฬาหลายรายการ ส่วนการจะเสนอตัวรายการอื่นๆ เช่น เอเชี่ยน ยูธเกมส์ รวมถึงเอเชี่ยนอินดอร์-มาร์เชียลอาร์ตที่จะต้องทำให้แล้วเสร็จ ภายใน 30 ต.ค. เช่นกันนั้น ในขณะที่ความคืบหน้าในการก่อสร้างสนามแข่งขันฟุตซอลเพื่อเตรียมรับการเป็นเจ้าภาพฟุตซอลชิงแชมป์โลก 2012 ความ 12000-15000 ที่นั่ง มูลค่า 1500 ล้านบาทนั้น นายชุมพลกล่าวว่าขณะนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีแสดงความเป็นห่วงเรื่องของพื้นที่ก่อสร้าง โดยให้เสนอมาทั้งสองที่คือ หนองจอก และ มักกะสัน เพื่อพิจารณาข้อดีข้อเสียและความเหมาะสมต่อไป
งานจากวันที่พากเพียร สู่วันเกษียณที่ภาคภูมิ
วันพุธที่ 29 กันยายน 2010
พิธีมอบรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ครั้งที่ 8 ประจำปี 2553
วันพุธที่ 29 กันยายน 2010
นายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ครั้งที่ 8 ประจำปี 2553 (Thailand Tourism Awards 2010) โดยมี นางธนิฏฐา เศวตศิลา มณีโชติ รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายสุรพล เศวตเศรนี ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ผู้ประกอบการ ผู้แทนสมาคม ชมรม ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว พร้อมแขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชน ร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ ห้องบางกอกคอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ บี 2 ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอนด์ บางกอกคอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2553
นายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า “การจัดประกวดรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (Thailand Tourism Awards) มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการประกาศเกียรติภูมิและให้กำลังใจแก่ผู้ประกอบการ ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและรับรองคุณภาพของผลงานที่ได้รับรางวัลให้สาธารณชน และนานาชาติได้ชื่นชม รวมทั้งเป็นการส่งเสริมด้านการตลาดการท่องเที่ยวที่ชัดเจน สม่ำเสมอ และยังเป็นนิมิตหมายอันดีที่แสดงให้เห็นถึงพลังแห่งความเข้มแข็งในความร่วมมือของทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่ตระหนักถึงความสำคัญของรางวัล Thailand Tourism Awards ให้แผ่ขยายไปสู่ทุกกลุ่มเป้าหมาย ทั้งนักท่องเที่ยว ประชาชนทั่วไป และเยาวชนได้มีโอกาสและส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้รัฐบาลได้ให้การสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวของไทยให้เป็นการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนสืบไป”
มอบเกียรติบัตรแฮนด์บอลนักเรียน
วันศุกร์ที่ 24 กันยายน 2010
นักเตะไทยชุดแชมป์บอลนักเรียนเอเชีย 18 ปี เข้าพบและขอบคุณ รมว.กก.
วันพุธที่ 22 กันยายน 2010
นายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (รมว.กก.) ได้ให้นายสมบัติ คุรุพันธ์ อธิบดีกรมพลศึกษา นำคณะนักกีฬาฟุตบอลนักเรียนทีมชาติไทยเข้าพบ พร้อมกับนายชาญวิทย์ ผลชีวิน ผู้จัดการทีมนักเรียนไทยชุดสู้ศึกฟุตบอลนักเรียน 18 ปี ชิงแชมป์เอเชีย โดยมีนายยุทธพล อังกินันทน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เข้าร่วมเป็นเกียรติ ณ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2553
นักเตะไทย ร่วมชิงชัยในการแข่งขันฟุตบอลนักเรียน 18 ปีชิงแชมป์เอเชีย ครั้งที่ 38 ณ เมืองม็อกโป ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา รอบชิงชนะเลิศ ระหว่าง นักเรียนไทย กับ เกาหลีใต้ ไทย 1-1 เกาหลีใต้ ได้ต่อเวลาพิเศษมีผลทำให้ไทย ชนะเกาหลีใต้ 3-1 พร้อมทั้งยังคว้ารางวัลยอดเยี่ยมมาเชยชมอีก 3 รายการ ทั้ง นักเตะยอดเยี่ยม ผู้รักษาประตูยอดเยี่ยม และดาวซัลโวสูงสุด
นายชุมพล กล่าวปิดท้ายว่า “รู้สึกดีใจและภูมิใจที่เยาวชนของชาติได้ทำชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทย ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่า นักกีฬาของไทยกำลังพัฒนาไปในทางที่ดี โดยจะต้องเริ่มพัฒนาจากระดับเยาวชน โดยการนำเอาวิทยาศาสตร์การกีฬา เข้ามาเสริมความสามารถ สมรรถภาพ ให้แก่นักกีฬา โดยกรมพลศึกษา และการกีฬาแห่งประเทศไทย เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาและสร้างแรงผลักดันให้แก่นักกีฬาทุกประเภท ไม่ใช่เฉพาะเพียงแต่กีฬาฟุตบอลเท่านั้น และจะต้องมีการพัฒนาตั้งแต่ระดับเยาวชน ซึ่งจะกลายเป็นกำลังหลักของทีมชาติชุดใหญ่ในอนาคต หากนักกีฬาสามารถพัฒนาระดับขีดความสามารถได้อย่างต่อเนื่อง รับรองว่าจะต้องได้เห็นทีมชาติไทย เข้าไปโลดแล่นอยู่ในการแข่งขันระดับโลกอย่างเช่น ฟุตบอลโลกได้อย่างแน่นอน”
ซึ่งจะสอดคล้องกับการพัฒนาการกีฬาของประเทศไทยที่ต้องการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก ในปี 2022 อีกทั้งในช่วงปี 2554-2559 ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติและระดับโลก กว่า 300 รายการด้วย โดยตนอยากจะขอผลักดันเรื่องการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกให้ถึงที่สุด ไม่สนใจว่าใครจะว่าอย่างไร จะเดินหน้าให้ถึงที่สุด นั้นหมายถึงประเทศไทยมีเป้าหมายที่ชัดเจน เปรียบเสมือนถนนดินแดง ขรุขระในช่วงแรก แล้วค่อยพัฒนาเป็นคอนกรีต โดยจะเห็นว่า ประเทศแอฟริกาใต้ ไม่มีอะไรที่แตกต่างจากประเทศไทย ก็สามารถเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกได้ ทำไมคนไทยที่รู้รักสามัคคี โดยความสามัคคีของคนในชาติ จะเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกหรือโอลิมปิคไม่ได้บ้างหรือ?
