www.thaigov.go.th

  • ขนาดตัวอักษร 
  •   
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

     นาย สมบัติ คุรุพันธ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมคณะทำงานด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา และคณะทำงาน ทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง จากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศกรม ส่งเสริมการส่งออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ

     นายสมบัติ คุรุพันธ์  ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่าตนเองมีนโยบายที่จะพัฒนางานด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา  ให้สามารถตอบสนองต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย ในการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวและกีฬาภายในประเทศ  โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sport Tourism) ที่เกี่ยวกับกีฬามวยไทย ซึ่งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นผู้ดูแลหลัก  ทั้งนี้มีรายงานสถานการณ์ภาพรวมในปัจจุบันของกีฬามวยไทย จากการกีฬาแห่งประเทศไทย โดยเฉพาะในต่างประเทศว่า ตอนนี้มีค่ายมวยไทย ทั้งในทวีปอเมริกาและทวีปยุโรป ไม่ต่ำกว่า 10,000 ค่าย  ส่วนเรื่องการฝึกสอนมวยไทย ทางสถาบันการพลศึกษา ได้ร่างหลักสูตรการเรียนการสอน มวยไทยระดับปริญญาตรี ส่วนหลักสูตรระดับปริญญาโทและระดับปริญญาเอกได้มีการเปิดหลักสูตรการเรียนการสอนไปแล้ว  รวมถึงหลักสูตรการเรียนการสอนขั้นพื้นฐานของระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ก็ได้นำไปใช้ในชั้นเรียนแล้ว  ส่วนด้านครูมวยไทย ที่มีความสามารถเชิงวิชาการที่ดี พร้อมกับภาษาต่างประเทศเป็นเลิศในประเทศไทยในตอนนี้มีจำนวนน้อยมาก สาเหตุเพราะขาดองค์ความรู้ด้านภาษาต่างประเทศ และพื้นฐานการสอนเชิงวิชาการที่ถูกต้อง หากครูมวยไทยของเรามีความรู้ความสามารถด้านภาษาต่างประเทศที่ดี จะทำให้ชาวต่างชาติเกิดความสนใจในกีฬามวยไทยมากขึ้น  เพราะภาษาที่ใช้ในการฝึกสอนนั้นมีความสำคัญต่อการเรียนมวยไทย การถ่ายทอดอย่างถูกหลักวิชาการ และรวมทั้งการเผยแพร่ความเป็นไทยด้วย     

     นายสมบัติ คุรุพันธ์  ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวปิดท้ายว่ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีแนวนโยบายในการพัฒนากีฬามวยไทย ให้เป็นธุรกิจที่สร้างรายได้  สร้างกระแสความนิยมประเทศไทยเพิ่มขึ้น ทั้งตลาดในประเทศ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของคนไทยมาแต่โบราณ  และตลาดต่างประเทศ โดยการกระตุ้นกระแสความเป็นสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีจากทั่วทุกมุมโลกที่สมบูรณ์และสมาร์ท(Smile & Smart) ทั้งจิตใจและร่างกายอย่างแท้จริงด้วย โดยหวังให้ชาวต่างชาติ หันมาสนใจกีฬามวยไทยอย่างจริงจัง และถูกต้องตามหลักวิชาการมากขึ้น โดยเฉพาะจากแหล่งกำเนิดมวยไทยที่แท้จริง พร้อมกับรับรู้วิถีแห่งความเป็นไทยไปพร้อมๆ กับการเรียนศิลปะป้องกันตัว กีฬา และการท่องเที่ยวไทยในช่วงเวลาเดียวกันด้วย  อันจะสามารถสร้างเป็นรายได้หลักในการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของไทย ตลอดจนสร้างมูลค่ารายได้ต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬาของชาติไทย ไม่ต่ำกว่าปีละหลายพันล้านบาทต่อไป

     นาย สมบัติ คุรุพันธ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมเชิงเสวนาการท่องเที่ยวไทยร่วมกับสหพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทยแห่งประเทศไทย (FETTA) เพื่อปรึกษาหารือแนวทางการทำงานร่วมกัน ระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กับเฟสต้า (FETTA)  ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2  กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ  เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน  2553

     นาย สมบัติ คุรุพันธ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า จากผลการประชุมเชิงเสวนาในครั้งนี้ ได้มีแนวทางการทำงานร่วมกันในอนาคต สำหรับปีงบประมาณ 2554 ดังนี้ 

1) สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กำหนดจัดตั้งทีมไทยแลนด์  โดยมีวอร์รูมร่วมและเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน  

2) ขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จัดตั้งคณะกรรมการเร่งรัดติดตามการดำเนินงานด้านการท่องเที่ยว และมีการประชุมติดตามในทุกเดือน

3) ขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เร่งเตรียมความพร้อมในด้านการพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวก่อนการเปิดเสรีอาเซียนในปี 2558 

4) ขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาประสานภาคราชการที่เกี่ยวข้อง ในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการจดทะเบียนการประกอบธุรกิจโรงแรมเพื่อการ ท่องเที่ยวให้ถูกต้อง โดยให้อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาควบคู่ไปกับกฎหมายนำเที่ยวและมัคคุเทศก์  

5) ขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ดำเนินการบังคับทางกฎหมายเกี่ยวกับภาครัฐ ภาคเอกชน บุคคล และธุรกิจนำเที่ยวที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย/ถูกระเบียบ ให้มีบทลงโทษอย่างจริงจัง 

6) ขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประสานแผนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการปรับปรุงและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว/สถานที่ท่องเที่ยว อย่างมีแผนงาน มีหลักวิชาการเป็นระบบ และใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า/มีคุณค่าในตัวเอง 

7) ขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประสานหน่วยงานราชการ และสายการบินเอกชน(โลว์คอร์ต) ในลักษณะการบินเพื่อการท่องเที่ยว โดยให้อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ควบคู่ไปกับกฎหมายนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ รวมทั้งสร้างสรรค์ตลาดเพื่อนักท่องเที่ยวอย่างแท้จริงและมีความจริงใจ/ความรับผิดชอบกับผู้บริโภค/นักท่องเที่ยว  

8) ขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประสานงานกับกรมการขนส่งทางบก ในการกำหนดให้มีใบขับขี่ยานพาหนะเฉพาะด้านการท่องเที่ยวเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากการขนส่งเพื่อการท่องเที่ยว ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นกรณีพิเศษ และผลกระทบในวงกว้างต่อความเชื่อมั่น/ความปลอดภัย และรายได้/จำนวนนักท่องเที่ยว 

9) ขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ดำเนินการปรับบทบาทหน้าที่ของสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดให้ทำงานเชิงรุก เป็นผู้แทนหลักของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ และมีอำนาจหน้าที่เต็มในเรื่องท่องเที่ยวและกีฬาในพื้นที่จังหวัดนั้นๆ ตลอดจนมีอาคารสำนักงานที่ตั้งในพื้นที่ธุรกิจที่นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปสามารถติดต่อได้สะดวกและรวดเร็ว 

10) ขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กำหนดการขออนุญาตบัตรมัคคุเทศก์อย่างมีระบบ มีระยะเวลาและมีขั้นตอนการขอเลื่อนระดับจากบัตรระดับชุมชน บัตรระดับท้องถิ่น บัตรระดับจังหวัด บัตรระดับภาค บัตรระดับประเทศ และบัตรระดับนานาชาติ เพื่อสร้างมาตรฐานของมัคคุเทศก์ และเน้นสร้างงานสร้างอาชีพให้เกิดแก่คนไทยและท้องที่ 

11) ขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จัดตั้งธนาคารหรือกองทุนเพื่อการท่องเที่ยวในลักษณะแม็ทชิ่งฟันด์(Matching Fund) หรือธนาคารเพื่อการท่องเที่ยว(Tourism Bank of Thailand) เพื่อประโยชน์ในการศึกษา การวิจัย การตลาด การฟื้นฟู การพัฒนา การปรับปรุง และอื่นๆ ทางด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะวิกฤตด้านการท่องเที่ยว ที่สามารถใช้เงินแก้ปัญหาต่างๆได้ในระยะเวลาสั้นๆ ที่ทันเหตุการณ์และเป็นไป ในเชิงรุก 

12) ขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จัดทำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการท่องเที่ยว ที่สามารถรองรับการท่องเที่ยวในอนาคตของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มนักเดินทางท่องเที่ยวด้วยตนเอง ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกภูมิภาคของโลก 

13) ขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา  ดำเนินการจัดทำยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวแห่งชาติ ในระยะ 10-20 ปี เป็นการระดมสมองจากทุกภาคส่วน และจากทุกภูมิภาคของประเทศไทย เพื่อวางแผนพัฒนาและกำหนดทิศทางการท่องเที่ยวของประเทศไทย อย่างเป็นระบบ ต่อเนื่องและยั่งยืน

     นาย สมบัติ คุรุพันธ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวปิดท้ายว่าการปรึกษาหารือเกี่ยวกับแนวทางการทำงานร่วมกันในครั้งนี้ นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการท่องเที่ยวของประเทศ ซึ่งสำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา  ยินดีเปิดรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ในลักษณะ Public Hearing ตลอด ช่วงเวลาการทำงานที่เหลืออีก 330 วัน ซึ่งตนเองจะพยายามนำแนวคิดที่ดีข้างต้นมาดำเนินงานในเชิงปฏิบัติการ เพื่อประโยชน์แก่ประเทศชาติให้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิดการจัดตั้งธนาคารเพื่อการท่องเที่ยว ที่อาจจะอาศัยเงินรายได้ จากรายได้จากการท่องเที่ยวของประเทศไทยทั้งระบบ จำนวน 1,000,000 ล้านบาทต่อปี ขอการสนับสนุนเพียง 10% จากรายได้ดังกล่าว (ประมาณหมื่นล้านบาท) มาเป็นทุนเริ่มต้นในการดำเนินงาน เหมือนด้านกีฬาและสุขภาพ อาศัยงบประมาณ จากการจัดเก็บภาษีอากร จากเหล้า บุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกฮอล์ มาเป็นงบดำเนินงานของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) และแนวคิดธนาคารเพื่อการท่องเที่ยว จะอาศัยการจัดเก็บผลประโยชน์ จากนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการท่องเที่ยว และภาครัฐ ในการดำเนินงานในระยะยาวต่อไป โดยไม่ต้องการการขอเงินจากรัฐบาลบ่อยๆ ในการพัฒนา การปรับปรุง การการส่งเสริมการท่องเที่ยวด้านต่างๆทั้งในระยะสั้น ในระยะยาว แม้แต่ยามวิกฤตในขณะนี้ หรือเกิดปัญหาทางด้านการท่องเที่ยวของชาติ ซึ่งมีตัวอย่างของธนาคารเพื่อการท่องเที่ยว ของประเทศจีน ในยามวิกฤตที่มีการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ  โดยส่งเสริมคนจีนเที่ยวในประเทศ และกระตุ้นเศรษฐกิจจีน ตลอดจนลดความตึงเครียดของประชาชน โดยจัดงบประมาณสนับสนุนการท่องเที่ยว ผ่านธนาคารเพื่อการท่องเที่ยว ให้แก่กลุ่มเป้าหมาย/ประชาชนทั่วไป ซึ่งการเสวนาครั้งนี้ นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของทีมไทยแลนด์ ด้านการท่องเที่ยวของชาติ ที่จะทำงานร่วมกัน และร่วมผลักดันการท่องเที่ยวแห่งชาติเชิงบูรณาการต่อไป

     นายสมบัติ คุรุพันธ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีมอบวุฒิบัตรให้แก่ผู้ผ่านการอบรมวิทยากร (Bell Boy) ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต จัดอบรมขึ้น โดยมีนางธนิฏฐา เศวตศิลา มณีโชติ รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นางแสงจันทร์ วรสุมันต์ รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายเสกสรร  นาควงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายสุพล ศรีพันธุ์ อธิบดีกรมการท่องเที่ยว นายสมพงษ์  ชาตะวิถี อธิการบดีสถาบันการพลศึกษา เข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธีการมอบวุฒิบัตรครั้งนี้ด้วย ณ โรงแรมเดอะทวิน ทาวเวอร์ ถ.พระราม 6 กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2553

          พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐินให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยนายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มอบหมายให้ นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำไปถวายพระสงฆ์จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส โดยมีผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมพลศึกษา กรมการท่องเที่ยว สถาบันการพลศึกษา  การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย การกีฬาแห่งประเทศไทย กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว บริษัท ไทยแลนด์ พริวิลเลจ คาร์ด จำกัด บริษัท ไทยจัดการลองสเตย์ จำกัด เข้าร่วมในพิธีด้วย ณ วัดศาลาปูนวรวิหาร ตำบลท่าวาสุกรี อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันเสาร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2553             

          พิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประจำปี 2553 โดยนายก่อกิจ  ด่านชัยวิจิตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธี  ณ พระอุโบสถ วัดศาลาปูนวรวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มียอดเงินทำบุญกฐินพระราชทาน จำนวนทั้งสิ้น 1,699,999 บาท (หนึ่งล้านหกแสนเก้าหมื่นเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าบาทถ้วน) สำหรับความเป็นมาของ วัดศาลาปูนวรวิหาร  เป็นพระอารามหลวงชั้นโทชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ 38 หมู่ 4 ตำบลท่าวาสุกรี อำเภอพระนครศรีอยุธยา  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  เป็นวัดโบราณตั้งอยู่ริมคลอง  เมืองพระนครศรีอยุธยา (แม่น้ำลพบุรีเดิม) ฝั่งตรงกันข้ามกับเกาะเมืองห่างจากปากคลอง หัวแหลมประมาณ 10 เส้น  มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 28 ไร่  อาณาเขตติดต่อดังนี้  ทิศเหนือติดต่อคลองมหานาค  ทิศใต้ติดต่อคลองเมือง ทิศตะวันออกติดต่อที่ดินราษฏร  ทิศตะวันตกติดต่อวัดพรหมนิวาสวรวิหาร (วัดขุนยวน) วัดศาลาปูนเป็นที่สถิตของพระราชาคณะตำแหน่งพระธรรมราชาสืบต่อกันมาตั้งแต่รัชกาลที่ 1 จนถึงรัชกาลที่ 6 ในสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 วัดศาลาปูนเป็นที่สถิตของพระราชาคณะชั้นสมเด็จคือสมเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก) ซึ่งเป็นสมเด็จพระราชาคณะเพียงรูปเดียวที่ได้รับพระราชทานตั้งขึ้นในเขตหัวเมืองชั้นนอก ศิลปกรรมและโบราณวัตถุที่สำคัญได้แก่ พระพุทธรูปโบราณศักดิ์สิทธิ์  ชาวบ้านเรียกว่า หลวงพ่อแขนลาย เป็นศิลปะสมัยก่อนอยุธยา  เป็นพระพุทธรูปนั่งขนาดหน้าตักกว้างประมาณ 29 นิ้ว  ลักษณะคล้ายพระอัครสาวกของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือพระโมคคัลลา  พระสารีบุตร  เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ สามารถบันดาลโชคลาภความสำเร็จปัดเป่าให้หายจากทุกข์ภัยไข้เจ็บ  เคยถูกโจรกรรมหลายครั้งแต่ไม่ประสบผล  พระอุโบสถมีจิตรกรรมฝาผนังคล้ายคลึงกับวัดหน้าพระเมรุ  พระอุโบสถวัดศาลาปูนนี้เคยเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระประธานในอุโบสถวัดไร่ขิงมาก่อน เนื่องจากสมเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดศาลาปูน และเป็นชาวเมืองนครชัยศรี ได้อัญเชิญไปประดิษฐานไว้ ณ วัดไร่ขิง หอไตรปิฎกมีความงดงามเป็นเอกมีคุณค่าทางศิลปกรรมสมัยอยุธยา หน้าบันประดับปูนปั้นรูปนารายณ์ทรงครุฑเหยียบนาค เป็นอาคารที่เก็บพระไตรปิฎกพระคัมภีร์และใบลาน ซึ่งเป็นหนังสือสำคัญของพระพุทธศาสนาคือ หอสมุดของพระภิกษุสงฆ์นั่นเอง ธรรมาสน์ เป็นศิลปกรรมเครื่องไม้จำหลักในสมัยอยุธยาตอนต้น รูปทรงงดงามจำลองมาจากพระแท่นประทับของพระมหากษัตริย์ มีช่อฟ้า  ใบระกา  บราลี หางหงส์ ซุ้มรังไก่ ยอดเหมปราสาทเช่นเดียวกับปราสาทจริงๆ สังเค็ด เป็นธรรมาสน์สำหรับพระสงฆ์ขึ้นไปเทศน์พร้อมๆ กันหลายองค์ แต่ไม่เกิน 4 องค์  ซึ่งเรียกการเทศน์แบบนี้ว่า ปุจฉาวิสัชนา ธรรมาสน์จึงต้องขยายยาวออกไป  ส่วนหลังคานิยมทำเป็นหลังคาปราสาทซ้อนขึ้นไปเป็นชั้นๆ คล้ายหลังคาโบสถ์ สังเค็ดของวัดศาลาปูนมีความเก่าแก่และงดงามที่สุดแต่อยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมตามกาลเวลา 

     นายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา(รมว.กก.) และนายบรรหาร ศิลปอาชา ประธาน ที่ปรึกษารมว.กก. เป็นประธานในการตรวจติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างศูนย์ประชุมและแสดงสินค้า นานาชาติ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมกับนายสมบัติ คุรุพันธ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คณะกรรมการตรวจการจัดจ้าง ผู้บริหารของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผู้บริหารกิจการร่วมค้าอีเอ็มซีและเพาเวอร์ไลน์ หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดเชียงใหม่ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ณ สถานที่ก่อสร้างศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเชียงใหม่ ถนนเลียบคลองชลประทาน หนองฮ่อ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และเยี่ยมชม/รับฟังบรรยายสรุปการดำเนินงานขององค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี อำเภอหางดง  จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันจันทร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2553  

     นายชุมพล ศิลปอาชา รมว.กก. เปิดเผยว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ลงนามสัญญาจ้าง กิจการร่วมค้าอีเอ็มซีและเพาเวอร์ไลน์ ทำการก่อสร้างศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จังหวัดเชียงใหม่ เริ่มสัญญาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 และสิ้นสุดสัญญาวันที่ 30 กันยายน 2554 กำหนดแล้วเสร็จ ภายใน 730 วัน โดยศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาตินี้ มีเนื้อที่ 326 ไร่ วงเงินการก่อสร้าง รวมทั้งสิ้น 1,867,150,000 บาท โดยแบ่งเป็นงาน Landscape และภายนอกอาคาร วงเงิน 457,451,750 บาท งานอาคารศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จังหวัดเชียงใหม่ วงเงิน 1,112,821,400 บาท และ งานสร้างศูนย์สิ่งเสริมการพัฒนาและกระจายสินค้าวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ วงเงิน 296,876,850 บาท หากงานก่อสร้างล่าช้ากว่าที่ทำสัญญาไว้จะมีค่าปรับวันละ 186,715 บาท มีบริษัท เอเชีย คอนสตรัคชั่น เป็นผู้ควบคุมงานก่อสร้าง ในวงเงินทั้งสิ้น 21,118,830.80 บาท               

     ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นศูนย์ประชุมนานาชาติของรัฐบาล ในส่วนภูมิภาคแห่งแรกของไทย ที่ดำเนินการโดยรัฐบาลไทย โดยการก่อสร้างศูนย์ประชุมดังกล่าวจะสนับสนุนให้เชียงใหม่ เป็นเมืองศูนย์กลางการประชุมนานาชาติระดับภูมิภาค รองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพ ก่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มมูลค่าและคุณค่าสินค้าการท่องเที่ยวของเชียงใหม่ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมอุตสาหกรรมการจัดการประชุมในระดับนานาชาติและเป็นกลไกในการเพิ่มศักยภาพให้ไทย ในการรองรับตลาดการประชุมและแสดงสินค้า(MICE - Meeting, Incentive, Convention, Exhibition) โดยศูนย์ประชุมดังกล่าวสามารถรองรับคนได้กว่า 10,000 คน ซึ่งจะมีห้องประชุมใหญ่ รองรับคนได้ 3,000 คน ห้องประชุมเล็ก/ย่อยต่างๆ รองรับคนได้ 3,000 คน ศูนย์/ห้องอาหาร รองรับคนได้ 2,000 คน และพื้นที่จอดรถ รองรับได้ 3,000 คัน และมีพื้นที่ใช้สอยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสระน้ำ/อ่างเก็บน้ำ สำนักงาน ร้านค้า ของที่ระลึก นิทรรศการ ธนาคาร ไปรษณีย์ ขนส่ง บริษัททัวร์ หน่วยงานราชการลักษณะบริการแบบเบ็ดเสร็จ และอื่นๆ ในการรองรับธุรกิจตลาดMICE 

     นายชุมพล เปิดเผยถึงการติดตามความคืบหน้าการสร้างศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเชียงใหม่ว่า เพื่อจะเร่งรัดให้การก่อสร้างเป็นไปตามสัญญา และเป้าหมายที่กำหนดไว้ ตลอดจนลดอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพราะมีการเปลี่ยนแบบก่อสร้าง เปลี่ยนผู้รับผิดชอบ เปลี่ยนรัฐบาลมาหลายครั้งแล้ว ทำให้ปัญหา อุปสรรค และความต่อเนื่องในการดำเนินจะต้องเป็นไปในทางที่ดีขึ้น โดยในขณะนี้เหลือเวลาก่อสร้างตามสัญญาจ้างก่อสร้างศูนย์ประชุมฯ อีกประมาณ 330 วัน  หรือ 11 เดือน ทางกรมทางหลวงชนบท ได้เตรียมงบก่อสร้างถนนโดยรอบศูนย์ประชุมฯ จำนวน 3 สาย วงเงินก่อสร้างประมาณ 120 ล้านบาท ในช่วงปี 2554-2555   ในส่วนของกรมชลประทาน ได้มีการเตรียมดำเนินการสร้างระบบระบบน้ำ และการจัดทำแหล่งน้ำ สนับสนุนโครงการศูนย์ประชุมฯ วงเงินก่อสร้างประมาณ 90 ล้านบาท ในช่วงปี 2554-2555 สำหรับการมาตรวจเยี่ยมศูนย์ประชุมแห่งชาติในครั้งนี้ เป็นการสรุปตรวจเยี่ยมในงวดที่ 2.5 -2.6 เป็นส่วนงานภายนอก ศูนย์ประชุมงาน SME ความคืบหน้าผ่านไปประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ คือเรื่องการก่อสร้าง ส่วนงานประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ที่ทำเป็นไปตามแผน แต่อาจจะช้ากว่าแผนเล็กน้อย คาดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร คงจะปรับแผนเล็กน้อย  ภาพรวมในผู้รับเหมาก่อสร้างคาดว่าจะเสร็จตามแผนทุกอย่างภายในสิ้นปี 2554 ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ตั้งคณะกรรมการ เพื่อกำหนดแนวทางในการบริหารศูนย์ประชุม ทั้งในส่วนของเรื่องแนวทางการตลาด แนวทางการวางแผนการขายพื้นที่และการให้บริการล่วงหน้า รวมทั้งเรื่องการตกแต่งภายในด้วย  

     รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวปิดท้ายว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะยังคงเร่งรัดติดตามการก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง เพื่อพี่น้องชาวเชียงใหม่ ภาคธุรกิจไมซ์ และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย จะได้เกิดความเชื่อมั่น ในการพัฒนาศูนย์ประชุมฯ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับนานาชาติ ตลอดจนพัฒนาการบริหารจัดการของศูนย์ประชุมนานาชาติเชียงใหม่ ให้ตรงกับความต้องการในพื้นที่ และตลาดนานาชาติ โดยจะมอบหมายให้สถาบันอุดมศึกษาเชียงใหม่ ดำเนินการศึกษาความเหมาะสม ในวงเงิน 5 ล้านบาท ควบคู่ไปกับการก่อสร้าง ซึ่งน่าจะสรุปผลที่ดี และคุ้มค่าได้เหมาะสม ทั้งนี้เพื่อที่จะสามารถรองรับการดำเนินงานเต็มรูปแบบในอนาคตนี้ อันจะทำให้ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ และบรรลุเป้าหมายของรัฐบาล ในการพัฒนาการท่องเที่ยวไทย ไปสู่ระดับนานาชาติ(World Class Destination) ในราวๆปลายปี 2554 เชื่อมั่นว่า ชาวเชียงใหม่ และนักท่องเที่ยว จะได้ยลโฉมและใช้บริการศูนย์ประชุมฯ พร้อม กับการปรับพื้นที่อำนวยความสะดวกโดยรอบศูนย์ประชุมนานาชาติเชียงใหม่ ที่มีถนนที่กว้างขวาง สะดวก ระบบไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ และสาธารณูปโภคต่างๆในระดับนานาชาติ ให้บริการทั้งนักท่องเที่ยว ประชาชนชาวเชียงใหม่ และใกล้เคียงได้เป็นอย่างดีต่อไป 

     นาง ธนิฏฐา เศวตศิลา มณีโชติ รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมวิกฤตอุทกภัยกับการท่องเที่ยวและกีฬาไทย ครั้งที่ 3/2553 ร่วมกับหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ ในสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามความคืบหน้าและประเมินสถานการณ์วิกฤตอุทกภัย ตลอดจนหาแนวทางการดำเนินงานฟื้นฟูสถานที่/กิจการด้านการท่องเที่ยวและกีฬา ณ ห้องประชุม 1 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร เมื่อวันศุกร์ที่ 29 ตุลาคม 2553

     รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเปิดเผยว่าจากการสรุปรวบรวมความเสียหายครั้งล่าสุด พบว่ามูลค่าความเสียหายเฉพาะด้านธุรกิจการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว มีมูลค่าประมาณ 600 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมถึงการเยียวยาการฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว สถานบริการ โรงแรม รีสอร์ท และร้านอาหารต่างๆ ทั้งนี้การพิจารณาให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการในเบื้องต้น ด้านการเงิน จะดำเนินการให้ความช่วยเหลือจากเงินกู้พิเศษช่วยเหลือธุรกิจท่องเที่ยว ที่เหลืออีกประมาณ 1,000 กว่าล้านบาท ผ่านธนาคารเอสเอ็มอี และความช่วยเหลือด้านการเงินผ่านกองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย ซึ่งสำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นผู้ดูแลอยู่กองทุนดังกล่าว  โดยมีรายงานความเสียหายของทรัพย์สินทางราชการและรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬา คืออาคารสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสิงห์บุรี มูลค่าประมาณ 2 ล้านบาท ความเสียหายบริเวณสนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติฯ (สนามแข่งขันซีเกมส์) จังหวัดนครราชสีมา ประมาณ 6 ล้านบาท และความเสียหายบ้านพักข้าราชการสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 4 ครอบครัว แต่ทั้งนี้การประเมินความเสียหายและผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของสถานที่ท่องเที่ยวและสนามกีฬาต่างๆ ยังไม่สามารถสรุปตัวเลขที่ชัดเจนได้ จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติ          

     การประชุมในครั้งนี้ ได้สรุปแนวทางช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการในพื้นที่ประสบอุทกภัยในมาตรการ 3 P คือ P.PROMOTION-การส่งเสริมการตลาดการท่องเที่ยว โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะจัดทำโครงการส่งเสริมการตลาดเชิงรุกต่างๆ ดังนี้  

     1) ททท. ร่วมกับบริษัทโตโยต้าจัดแรลลี่อีสานเดินทางไปยังจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 300 คน ระหว่างวันที่ 27-28 พฤศจิกายน 2553

     2) ททท. นำสมาชิก อสท. ท่องเที่ยวแดนอีสาน ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ สุรินทร์ และอื่นๆ  

     3) การจัดงานออกบูท งานเทศกาลเที่ยวอีสาน ซึ่งจะจัดขึ้นในกรุงเทพฯ ระหว่าง 27-30 มกราคม 2554  

     4) การจัดงานเทศกาลกินปลา ที่จังหวัดสิงห์บุรี   

     5) การจัดงานชมวัง และฟังดนตรีที่จังหวัดชลบุรี  

     6) การจัดงานมหัศจรรย์เที่ยวรอบกรุง (โดยรอบกรุงเทพมหานคร การเที่ยวโดยรอบจังหวัดพระนครศรีอยุธยา) ซึ่งขณะนี้ได้รับรายงานว่าบริเวณแหล่งท่องเที่ยวเกาะกลางของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาสามารถเที่ยวได้ทุกแห่ง เพราะไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมแต่อย่างใด โดยจะเป็นในลักษณะการท่องเที่ยวภายใน 1 วัน (One Day Trip) ราคา 99 บาท  

     7) การสนับสนุนให้นักเรียนท่องเที่ยวตามแบบวิถีชีวิตคนภาคกลาง เพื่อเข้าไปช่วยเหลือทำความสะอาดและฟื้นฟูหลังเหตุการณ์น้ำท่วมคลี่คลายลง

     8) ททท. จะได้นำสื่อมวลชนและตัวแทนผู้ประกอบการทัวร์เอเจนซี่ เข้าชมพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ในภาคอีสานและภาคกลาง ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัย ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับเอเจนซี่ นักท่องเที่ยว และประชาชนทั่วไป ได้ทราบว่า แหล่งท่องเที่ยว แต่ละแห่งยังเที่ยวได้ และได้รับการปรับปรุงเรียบร้อยแล้ว โดยทั้งนี้สามารถสอบถามรายละเอียดต่างๆเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์หมายเลข 1672 เวลา 8.00-20.00 น.

     สำหรับ P. PRODUCT-สถานที่แหล่งท่องเที่ยว และสถานประกอบการต่างๆ ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยกรมการท่องเที่ยวได้เร่งสำรวจอย่างต่อเนื่อง และจะสามารถสรุปผลได้อย่างแน่ชัดหลังน้ำลดลง ทั้งนี้เบื้องต้นจะพิจารณาให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม สำหรับแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่สาธารณะ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่กระทรวงฯ ให้การดูแลด้านการฟื้นฟูอนุรักษ์ รวมถึงโฮมสเตย์ (Home Stay) ต่างๆ

     นางธนิฏฐา เศวตศิลา มณีโชติ รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวปิดท้ายว่าสำหรับด้านนโยบาย P. POLICY เน้น การให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้น โดยทำการรับบริจาค/บริจาคเครื่องอุปโภคบริโภค อาหารแห้ง และอื่นๆช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุกภัย ในต้นเดือนพฤศจิกายน 2553 จะมีการจัดคาราวานเยี่ยมเยียนประชาชนที่ประสบอุทกภัย ในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง อยุธยา และสุพรรณบุรี  ควบคู่กับการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจนักท่องเที่ยวชาวไทย  โดยเฉพาะจังหวัดในภาคอีสานและภาคกลางว่านักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปเที่ยวได้อย่างสบายใจ โดยชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจว่าพื้นที่ส่วนใหญ่สามารถเที่ยวและเข้าถึงได้ การเดินทางสะดวก ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางถนนมิตรภาพ หรือการเดินทางท่องเที่ยวโดยรถไฟที่ใช้การได้ทั่วประเทศ หากนักท่องเที่ยวต้องการทราบเส้นทางและรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ตลอดเวลาที่ตำรวจท่องเที่ยว โทรศัพท์หมายเลข 1155 ตลอด 24 ชั่วโมง  ททท. โทรศัพท์หมายเลข 1672 ระหว่างเวลา 8.00-20.00 น.  หรือศูนย์บริหารและการจัดการวิกฤตอุทกภัยด้านการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ โทรศัพท์หมายเลข 0 2356 0650 ระหว่าง 8.30 20.30 น. ทุกวัน ทั้งนี้หลังอุทกภัยในพื้นที่ต่างๆ กลับเข้าสู่สภาวะปกติ ต้องมีการฟื้นฟูแหล่ง/สถานที่ท่องเที่ยวและกีฬาเป็นการเร่งด่วนร่วมกันทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อต้อนรับสู่ฤดูกาล/เทศกาลท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกระตุ้นตลาดการท่องเที่ยวและกีฬาไทย ช่วงโค้งสุดท้ายอย่างเต็มที่ รวมทั้งเร่งสรุปผลการดำเนินในมาตรการ 3 P (PROMOTION, PRODUCT, POLICY ) ที่ชัดเจนหลังน้ำลด เสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และครม.ต่อไป 

นาง ธนิฏฐา เศวตศิลา มณีโชติ รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมวิกฤตอุทกภัยกับการท่องเที่ยวและกีฬาไทย ครั้งที่ 2/2553” ร่วมกับหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเพื่อติดตามความคืบหน้าและประเมินวิกฤตอุทกภัยตลอดจนหาแนวทางการดำเนินงานฟื้นฟูสถานที่/กิจการด้านการท่องเที่ยวและกีฬา ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 3 สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา  เมื่อวันอังคารที่ 26 ตุลาคม 2553

            นางธนิฏฐา เศวตศิลา มณีโชติ เปิดเผยว่า การประชุมในครั้งนี้ เป็นการทำงานร่วมกันในเชิงปฏิบัติการ ดังนี้   

     1) จัดส่งเจ้าหน้าที่ในสังกัดลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยโดยทันที คือสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตชัยภูมิ สุโขทัย สุพรรณบุรี อ่างทอง มหาสารคาม กรุงเทพฯ โรงเรียนกีฬาจังหวัดอ่างทอง นครสวรรค์ สุพรรณบุรี ขอนแก่น  กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว ได้ให้อาสาสมัครท่องเที่ยวและตำรวจท่องเที่ยวช่วยอำนวยความสะดวกและให้ข้อมูลในการเดินทางแก่นักท่องเที่ยว/ประชาชนในพื้นที่ประสบภัย   

     2) บริจาคเครื่องอุปโภคบริโภค เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยโดยทั่วไปในพื้นที่ที่เกิดอุทกภัย คือ รับบริจาคเครื่องอุปโภคบริโภคและยารักษาโรคจากข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยทำการบริจาคผ่านสถานีโทรทัศน์สี ช่อง 3 อสมท. เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 25533)

     3) จัดตั้งศูนย์ร่วมจัดการวิกฤตอุทกภัยสำหรับการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นกรณีเฉพาะกิจและเป็นพิเศษ (Flood-Crisis Management Center For Tourism and Sports (Specific Unit)) เพื่อให้ข้อมูลแก่นักท่องเที่ยว นักกีฬาและประชาชนโดยทั่วไปในการเดินทางท่องเที่ยว แข่งขันกีฬา และอื่นๆที่เกี่ยวข้อง  ตลอดจนรับฟังปัญหาข้อร้องทุกข์ข้อเสนอแนะต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาขั้นต้นอย่างรวดเร็ว ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ ศูนย์อำนวยการและบริการนักท่องเที่ยว สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โทร.0-2356-0650 ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โทร.1672 และกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว โทร.1155

     4) สรุปรวบรวมความเสียหาย และดำเนินการซ่อมแซมทรัพย์สิน ของทางราชการ และรัฐวิสาหกิจของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา  ตลอดจนช่วยเหลือ/บรรเทาความเดือดร้อนของบุคลากรในสังกัดฯ คือ การกีฬาแห่งประเทศไทย ภาค 3 จังหวัดนครราชสีมา สรุปความเสียหายของสนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติฯ ประมาณ 5.75 ล้านบาท และอำนวยความสะดวกให้แก่นักกีฬาวีลแชร์คนพิการ และนักกรีฑาทีมชาติ ที่ฝึกซ้อมเตรียมไปแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ที่กวางโจว ตลอดจนบ้านพักของข้าราชการสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 4 ครอบครัว

     5) ประเมินความเสียหายและผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและการกีฬาของประเทศไทยไม่ว่า นักท่องเที่ยว นักกีฬา  แหล่ง/สถานที่ท่องเที่ยวและบริการ สนามกีฬา ทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ ภาคธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ ในภาคตะวันออกเฉียงหนือ เสียหายประมาณ 70 ล้านบาท  นักท่องเที่ยวชาวไทยส่วนใหญ่ในตลาดภาคอีสาน มีการเปลี่ยนแปลงเส้นทาง  มีการเลื่อนการเดินทาง และมีการยกเลิกการเดินทางในท่องเที่ยวพื้นที่ภาคอีสานเป็นจำนวนมาก   

     6) แนวทางการดำเนินงาน ช่วยเหลือและฟื้นฟูให้สอดคล้องกับแผนระยะสั้น กลาง และระยะยาวหลังน้ำท่วมลดลง เกี่ยวกับการท่องเที่ยวและการกีฬาในพื้นที่ประสบภัย ในลักษณะ 3 P.(Promotion, Product, and Policy) โดย 1.ด้านการส่งเสริมการตลาดท่องเที่ยว(Promotion) มอบการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) 2.จัดทำแผนงาน  ด้านการพัฒนาและปรับปรุงสถานที่/แหล่งท่องเที่ยวสาธารณะ(Product) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มอบกรมการท่องเที่ยว  และ 3. นโยบายการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวและกีฬาในพื้นที่ประสบภัย(Policy) มอบสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์  และสำนักเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา  สำนัก งานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตลอดจนคณะรัฐมนตรี(ครม.)ต่อไป

 นาง ธนิฏฐา เศวตศิลา มณีโชติ กล่าวปิดท้ายว่า หากผู้ประกอบการ และประชาชน มีประเด็นทางด้านท่องเที่ยวและกีฬา สามารถส่งข้อร้องทุกข์และข้อเสนอแนะ มาได้ที่ ศูนย์อำนวยการและบริการนักท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โทร.0 2356 0650 โทรสาร 0 2356 0712 ระหว่างเวลา 8.30-19.30 น. ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ  ทั้งนี้หลังอุทกภัยใน พื้นที่ต่างๆ กลับเข้าสู่สภาวะปกติ ต้องมีการฟื้นฟูแหล่ง/สถานที่ท่องเที่ยวและกีฬา เป็นการเร่งด่วน ร่วมกันทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อต้อนรับสู่ฤดูกาล/เทศกาลท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระตุ้นตลาดการท่องเที่ยวและกีฬาไทย ช่วงโค้งสุดท้ายอย่างเต็มที่  

 

     นายสมบัติ คุรุพันธ์ ว่าที่ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (ป.กก.) คนใหม่ เป็นประธานการประชุมหน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นการเร่งด่วน เพื่อช่วยเหลือบุคลากรของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ในพื้นที่ต่างๆของประเทศไทย ตลอดจนประเมินวิกฤตอุทกภัยที่มีผลต่อการท่องเที่ยวและการกีฬาของประเทศไทยในภาพรวม     ห้องประชุม 2 ชั้น 3 สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา  เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 ตุลาคม 2553  เวลา 13.00-15.00 น.            

      นายสมบัติ คุรุพันธ์  เปิดเผยว่า ตามที่ได้เกิดสถานการณ์อุทกภัยในหลายๆจังหวัด ณ ขณะนี้จำนวนกว่า 35 จังหวัดของประเทศไทย ทำให้ประชาชนโดยทั่วไป ในพื้นที่ประสบภัย ได้รับผลกระทบ และเกิดความเสียหาย ทั้งในแง่ชีวิตและทรัพย์สิน ของส่วนราชการและภาคเอกชน ตลอดจนประชาชนทั่วไปในวงกว้าง จึงได้จัดประชุมหน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งประกอบด้วยสำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว กรมพลศึกษา สถาบันการพลศึกษา และการกีฬาแห่งประเทศไทยเป็นการเร่งด่วน เพื่อช่วยเหลือบุคลากรของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ในพื้นที่ต่างๆของประเทศไทย ตลอดจนประเมินวิกฤตอุทกภัยที่มีผลต่อการท่องเที่ยวและการกีฬาของประเทศไทยในภาพรวม 

          ในการนี้ ถือว่าเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกันในเบื้องต้น โดยมีนโยบายดำเนินการ ดังนี้

       1) ร่วมกันบริจาคเครื่องอุปโภคบริโภค เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยโดยทั่วไปในพื้นที่ที่เกิดอุทกภัย    

     2) สรุปรวบรวมความเสียหายที่ประสบกับทรัพย์สิน และบุคลากรของทางราชการและรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา  

     3) ประเมินความเสียหายและผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและการกีฬาของประเทศไทย ไม่ว่า นักท่องเที่ยว นักกีฬาแหล่ง/สถานที่ท่องเที่ยวและบริการ สนามกีฬา ทั้งภาครัฐและเอกชน  

     4) แนวทางช่วยเหลือและฟื้นฟูระยะกลางและระยะยาวหลังน้ำท่วมลดลง เกี่ยวกับการท่องเที่ยวและการกีฬาในพื้นที่ประสบภัย     นายสมบัติ คุรุพันธ์ ว่าที่ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (ป.กก.) กล่าวปิดท้ายว่า วันนี้ถือเป็นการประชุมภายในของหน่วยงานนสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อสรุปแนวทางเบื้องต้นเพื่อจะให้การดำเนินงานเป็นเชิงรุกมากขึ้น ในการร่วมกันแก้ไขวิกฤตอุทกภัยที่มีผลต่อการท่องเที่ยวและการกีฬาของประเทศไทยในภาพรวม  กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จึงได้เชิญภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมในวันศุกร์ที่ 22 ตุลาคม 2553 เวลา 9.30 น. ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อจะประเมิน และแนวทางแก้ไขปัญหาสถานการณ์วิกฤตดังกล่าว ในภาพรวมทางด้านการท่องเที่ยวและกีฬา ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวต่อไป

     นายบรรหาร  ศิลปอาชา ในฐานะประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการติดตามเร่งรัดพัฒนาการกีฬาและนันทนาการ พร้อมด้วย นายชุมพล  ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายธีระวัฒน์  ศิริวันสาณฑ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬ่า นายก่อกิจ  ด่านชัยวิจิตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายยุทธพล  อังกินันทน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายสมบัติ  คุรุพันธ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายกนกพันธุ์  จุลเกษม ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย เดินทางตรวจเยี่ยมพร้อมรับฟังบรรยายสรุปความคืบหน้าในการก่อสร้างศูนย์ฝึกกีฬาแห่งชาติมวกเหล็ก จ.สระบุรี พร้อมกันนี้ได้เดินทางตรวจเยี่ยมการฝึกซ้อมและให้กำลังใจ นักกีฬาเซปักตระกร้อที่มาเก็บตัวฝึกซ้อมภายในศูนย์ฯ เพื่อเตรียมความพร้อมในการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ณ ศูนย์ฝึกกีฬาแห่งชาติ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี
     นางธนิฏฐา เศวตศิลา  มณีโชติ รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในนามประเทศไทย โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม The ASEAN Tourism Task Force Meetings ระหว่างวันที่ 10 - 14 ตุลาคม 2553 และเป็นประธานการแถลงข่าวผลการประชุมคณะทำงานการท่องเที่ยวอาเซียน    ห้องบัวสวรรค์  โรงแรมพูลแมน พัทยา ไอศวรรย์ (Pullman Pattaya Aisawan Hotel) พัทยา อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เมื่อวันพุธที่ 13 ตุลาคม 2553
        นางธนิฏฐา เศวตศิลา มณีโชติ กล่าวว่า ประเทศกลุ่มอาเซียน หรือที่เรียกว่าสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN : Association of South East Asian Nations) เป็นองค์การทางภูมิศาสตร์การเมืองและองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมมือกันในการเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาสังคมการพัฒนาวัฒนธรรมในกลุ่มประเทศสมาชิก และการธำรงรักษาสันติภาพ/ความมั่นคงในพื้นที่ และเป็นการเปิดโอกาสให้คลายข้อพิพาทระหว่างประเทศสมาชิกอย่างสันติ มีประเทศสมาชิก 10 ประเทศ ประกอบด้วยประเทศไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม เมียนร์ม่า สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และบรูไน  ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีมติให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมคณะทำงานการท่องเที่ยวอาเซียน ระหว่างวันที่ 10 - 14 ตุลาคม 2553 โดยสามารถสรุปสาระการประชุม ดังนี้
1) กำหนดให้มีการบริการท่องเที่ยว และมีการแข่งขันในเชิงคุณภาพ เพื่อให้อาเซียนเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานระดับโลก รวมถึงการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวในนามของอาเซียน (ASEAN Brand) โดยภายในปี 2011 (พ.ศ. 2554) ที่ประชุมเห็นชอบให้เปลี่ยน Theme จากVisit ASEAN เป็น Visit Southeast Asia, Feel the Warmth ซึ่งเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั่วโลกมากกว่าคำว่า ASEAN
2) ประเทศในฐานะประธานคณะทำงานมาตรฐานการท่องเที่ยวของอาเซียน ได้ริเริ่มกำหนดมาตรฐานโรงแรมสีเขียว (ASEAN Green Hotel) ตั้งแต่ปี 2551  รวมถึง กำหนดมาตรฐานบุคลากร เพื่อยกระดับมาตรฐานของบุคลากรด้านการท่องเที่ยว โดยการจัดทำข้อตกลงว่าด้วยการยอมรับในมาตรฐานร่วมกันในวิชาชีพสาขาการท่องเที่ยว ASEAN  MRA (ASEAN Mutual Recognition Arrangement)ซึ่งแบ่งเป็น  6 กลุ่ม ได้แก่ พนักงานในสำนักงาน (Front Office)พนักงานทำความสะอาด (House Keeping)  ผู้ผลิตอาหาร (Food Production)  ผู้ให้บริการอาหารและเครื่องดื่ม (Food and Beverage Services)  ตัวแทนนำเที่ยว (Travel Agencies)   และผู้ประกอบการท่องเที่ยว (Tour Operation/Tour Agencies)
3) การพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวอาเซียน ATSP (ASEAN Tourism Strategic Plan 2010 – 2015) ร่วมกัน โดยมีการปรับปรุงโครงสร้างของคณะทำงาน เพื่อมุ่งเน้นการตลาดและการสื่อสาร(Marketing andCommunications) ด้านการท่องเที่ยวคุณภาพ (Quality Tourism) และการพัฒนาสินค้าด้านการท่องเที่ยว (TourismProduct Development) ในภูมิภาคอาเซียน
4) ประเทศสมาชิกอาเซียน กล่าวถึงประเทศไทยมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูง โดยมีทรัพยากรเพื่อการท่องเที่ยวที่หลากหลาย และในหลายแห่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ติดอันดับโลก ผู้ประกอบการท่องเที่ยวของไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวในไทย ส่วนมากจะมาซ้ำเป็นประจำทุกปี
5) การเปิดเสรีสาขาท่องเที่ยว ทำให้ประเทศไทยและสมาชิกอาเซียน มีโอกาสเปิดรับนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การเปิดรับนักท่องเที่ยวโดยไม่จำกัดจำนวน อาจส่งผลกระทบทำให้แหล่งท่องเที่ยวเสื่อมโทรม และอาจกลายเป็นจุดอ่อนของภูมิภาคอาเซียนได้ ดังนั้นควรมีกระตุ้นให้เกิดจิตสำนึกในกลุ่มนักท่องเที่ยวและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
6) เน้นการทำตลาดร่วมกันในกลุ่มประกาศสมาชิกอาเซียน เพื่อเป็น Single Destination และเน้นการท่องเที่ยวคุณภาพโดยส่งเสริมการสร้างมาตรฐาน โรงแรม อาหาร และโฮมสเตย์ ตลอดจนการรักษาสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์ท่องเที่ยวอาเซียน
7) เน้นการพัฒนาบุคลากรด้านภาษาต่างประเทศที่หลากหลาย ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด ไม่ว่า ภาษารัสเซีย ภาษาเกาหลี ภาษาสเปน เป็นต้น
8) ตกลงจัดกิจกรรมร่วมกันโดยก่อตั้ง ศูนย์ท่องเที่ยวอาเซียน (ASEAN Tourism Center) เพื่อทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวอาเซียนพร้อมเน้นการทำตลาดกับกลุ่มเยาวชนในรูปแบบแค้มป์เยาวชนในกลุ่มประเทศอาเซียนมากขึ้น
9) กำหนดมาตรฐาน กรีนโฮเต็ล (Green Hotel) และมาตรฐานด้านบริการอาหารและเครื่องดื่ม (ASEAN Local Food and Beverage Service) พร้อมกับการกำหนดโลโก้มาตรฐานอาเซีย
10) การพัฒนาการสื่อสารผ่านสื่ออินเตอร์เน็ต (Internet) เพื่อการเข้าถึงและเยี่ยมชมเว็บไซด์ด้านการท่องเที่ยวของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน ภายใต้ชื่อ
www.asean-tourism.org
11) ขยายเครือข่ายความร่วมมือการลงทุนด้านการท่องเที่ยวสู่กลุ่มประเทศอาเซียน+3 หรือ APT (The ASEAN Plus Three: China, Japan and the Republic of Korea) และ อาเซียน+6 หรือ APS (The ASEAN Plus Six: China, Japan, the Republic of Korea, India, Australia, and New Zealand)
ทั้งนี้หลังจากประเทศสมาชิกอาเซียนพิจารณาในขั้นสุดท้ายแล้วจะได้นำเสนอข้อสรุปต่อที่ประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวอาเซียน  ณ ประเทศกัมพูชา ในช่วงเดือนมกราคม 2554 ต่อไป
รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวปิดท้ายว่า ที่ประชุมยังรับทราบสถิตินักท่องเที่ยวจากประเทศสมาชิกที่เข้ามาท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียนในปี 2553 มีทั้งสิ้น 51.3ล้านคน ซึ่งนักท่องเที่ยวมาท่องเที่ยวยังกัมพูชา ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ส่วนอินโดนีเซียรายงานว่ามีนักท่องเที่ยวมาบาหลีวันละ 5,000 - 6,000 คน ด้านลาวมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นร้อยละ 8 จากปี 2552 สำหรับมาเลเซียมีนักท่องเที่ยวเฉลี่ยประมาณเดือนละ 1.4 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากเอเชียและกลุ่มภูมิภาคอาเซียนด้วยกัน ส่วนเมียนร์ม่ามีนักท่องเที่ยว 280,000 คน ด้านฟิลิปปินส์ มีนักท่องเที่ยว 2.6 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 13 สำหรับสิงคโปร์ มีนักท่องเที่ยว 8.3 ล้านคน เพิ่มขึ้น   ร้อยละ 10.2 ทางด้านเวียดนามมีนักท่องเที่ยว 3.5 ล้านคน และไทยในปี 2552 มี 14.10 ล้านคน  คาดว่าปี 2553 จะมี 15 ล้านคน โดย 9 เดือนแรกของปี 2553  ไทยมีนักท่องเที่ยวจำนวน 11.20ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.3
หน้า 22 จาก 28