
นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การเปิดสอนหลักสูตรปริญญาตรีของอาชีวะสอดคล้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ของประเทศไทย และเป็นการสร้างคนรองรับโครงการต่างๆของรัฐบาล ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญให้กับภาคธุรกิจ อุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ความต้องการบุคลากรนั้นมีหลายระดับตั้งแต่ระดับไร้ฝีมือ ระดับกึ่งฝีมือ ระดับฝีมือ ระดับชำนาญ ดังนั้น สอศ.จึงได้ริเริ่มเพื่อพัฒนาและยกระดับการศึกษาไปสู่ระดับปริญญาตรีสาย ปฏิบัติการและที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษามีสถานประกอบการได้เข้ามาร่วมจัดหลักสูตร และนำนักศึกษาไปฝึกปฏิบัติงานในสถานประกอบการ ซึ่งในการฝึกเด็กแต่ละคนต้องใช้การลงทุนที่สูง เมื่อจบการศึกษาก็ต้องการให้ทำงานในสถานประกอบการของตนเอง ดังนั้นจึงไม่ต้องห่วงเรื่องคุณภาพ เพราะสถานประกอบการก็ต้องทำให้ดีที่สุดเพื่อให้ได้คนที่ดีที่สุด

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า สอศ. ได้ทำพิธีเปิดการเรียนการสอนหลักสูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยี หรือ สายปฏิบัติการ เป็นครั้งแรกในปีการศึกษา ๒๕๕๖ เปิดสอนทั้งหมด ๑๖ สาขาวิชา ใน ๙ สถาบัน ๔๓ วิทยาลัย รับนักศึกษาไว้ทั้งหมด ๖๖๗ คน ทั้งนี้ เพื่อตอบสนองความต้องการกำลังคนภายในประเทศ ปัจจุบันกำลังคนภายในประเทศ แบ่งออกเป็น ๓ กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มแรกแรงงานระดับฝีมือ คือ ผู้จบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) กลุ่มที่ ๒ เป็นแรงงานระดับเทคนิค คือ ผู้จบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และประเภทที่ ๓ คือ ผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ซึ่งในตลาดแรงงานปัจจุบันมีแต่ปริญญาตรีสายวิชาการ แต่ภาคอุตสาหกรรม ต้องการแรงงานปริญญาตรีสายปฏิบัติการ เพราะฉะนั้น จึงเป็นภารกิจที่อาชีวศึกษาต้องผลิตกำลังคนระดับปริญญาตรีสายปฏิบัติการตอบ สนองกับตลาดแรงงานภายในประเทศ
อย่างไรก็ตามการเปิดปริญญาตรีของอาชีวศึกษานั้น สอศ.ได้ให้วิทยาลัยรวมกลุ่มเข้ามาเป็นสถาบันการอาชีวศึกษาเพื่อให้มีการแชร์ ทรัพยากรทางวิชาการ ความร่วมมือร่วมกันและให้สถาบันเป็นผู้เปิดรับปริญญาตรี ปัจจุบันวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่มีความพร้อม ๑๖๐ วิทยาลัยได้รวมกันเป็นสถาบันการอาชีวศึกษาทั้งหมด ๑๙ สถาบันโดยใช้การรวมกลุ่มตามกลุ่มจังหวัดและมีการรวมกลุ่มวิทยาลัยเกษตรและ เทคโนโลยี เป็นสถาบันการอาชีวเกษตรอีก ๔ สถาบัน

“นักศึกษาปริญญาตรีรุ่นแรก ๖๗๗ คนนั้นส่วนใหญ่เป็นผู้ที่เรียนจบ ปวส. และทำงานแต่ต้องการกลับมาเรียน ๔๐๕ คน มีเพียง ๑๖๒ คนเท่านั้นที่เพิ่งจบปวส.และเรียนต่อปริญญาตรีทันที ส่วนในภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๖ จะเปิดรับรอบ ๒ อีกใน ๖ สถาบัน ๑๒ วิทยาลัย จำนวน ๒๖๐ คน แต่ในปีการศึกษา ๒๕๕๗ นั้น สถาบันการอาชีวศึกษาทั้งหมด ๒๓สถาบันจะเปิดรับนักศึกษาทั้งหมด ๒๘ สาขาวิชา รับนักศึกษาทั้งหมด ๓,๖๐๐ คน ซึ่งนักศึกษารุ่นแรกจะจบการศึกษาในปี ๒๕๕๘ ซึ่งเป็นปีแรกของการรวมตัวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เพราะฉะนั้นนักศึกษากลุ่มนี้จะเป็นกำลังของสำคัญของประเทศ ขณะเดียวกัน การเปิดปริญญาตรีจะทำให้มีผู้สนใจเรียนสายอาชีพมากขึ้น”นายชัยพฤกษ์ กล่าวและว่า ในปีเดียวกันนั้น สอศ.จะขอเข้ารับการประเมินคุณภาพภายนอกจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมิน คุณภาพการศึกษา (สมศ.) เหมือนกับสถาบันอุดมศึกษาทั่วไป

|
เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวต่อว่า สำหรับ อัตราค่าเรียนของสถาบันการอาชีวศึกษานั้น จะต่ำกว่ามหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน โดยขั้นต่ำอยู่ที่ ๘,๕๐๐ บาทต่อภาคเรียน สูงสุดไม่เกิน ๑๐,๙๐๐ บาทต่อภาคเรียน อย่างไรก็ตาม สอศ.ไม่ประกันโอกาสการเรียนปริญญาตรีให้กับทุกคน เพราะยังมีข้อจำกัดในการรับอยู่ แต่ประกันว่าทุกหลักสูตรที่เปิดนั้นมีคุณภาพโดยส่วนใหญ่จะเป็นหลักสูตรเจาะ ลึกเฉพาะทางและเป็นหลักสูตรอิงสมรรถนะซึ่งประกันได้เลยว่าผู้ที่เรียนจบจะมีสมรรถนะที่สำคัญหลักสูตรปริญญาทุกหลักสูตรจะจัดการเรียนการสอนในลักษณะทวิภาคี สถานประกอบการเข้ามาให้ความร่วมมือในการจัดทำหลักสูตร ส่งวิทยากรมาช่วย สอน และให้รับนักศึกษาในสถานประกอบการด้วย ซึ่งหลักสูตรปริญญาตรีนั้นกำหนดให้นักศึกษาต้องทำงานในสถานประกอบการอย่าง น้อย ๑ ปีจากเวลาเรียน ๒ ปี |
|
อิชยา/สรุป/ภาพ |