รมว.ศธ.ให้สัมภาษณ์ภายหลังบันทึกเทปว่า โรงเรียนบ้านป่าสักงามเป็นโรงเรียนเก่าแก่ ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2503 ปัจจุบันมีนักเรียน ป.1-6 จำนวน 9 คน มีครู 2 คน ลูกจ้างประจำ 1 คน และเจ้าหน้าที่ธุรการ 1 คนจากการสนับสนุนของเทศบาลตำบลลวงเหนือ ซึ่งถือว่าเป็นโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนน้อยมาก ประกอบกับโรงเรียนตั้งอยู่ห่างจากโรงเรียนที่ใกล้ที่สุด คือ โรงเรียนชลประทานผาแตก ถึง 27 กิโลเมตร ดังนั้นหากนักเรียนจะไปเรียน ต้องนั่งรถยนต์เพื่อไปลงเรือข้ามเขื่อนแม่กวง แล้วจึงต้องนั่งรถต่อไปอีก
อย่างไรก็ตาม ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของโรงเรียนนี้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี สามารถพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้ดีมากเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แม้ว่าโรงเรียนจะมีนักเรียนน้อยและต้องเรียนแบบคละชั้น โดยมีครูผู้สอนเพียง 2 คนก็ตาม นอกจากนี้ โรงเรียนได้รับความร่วมมือจากชุมชนในเรื่องของการช่วยสอนด้านภูมิปัญญา การปลูกพืชผักอีกด้ว
โรงเรียนบ้านป่าสักงาม จึงถือเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของโรงเรียนที่ไม่สามารถควบรวม หรือเรียนร่วมกับโรงเรียนหลักได้ เนื่องจากตั้งอยู่ห่างไกลจากโรงเรียนอื่น มีจำนวนนักเรียนน้อย และมีครูสอนไม่ตรงสาขา จึงต้องใช้แนวทางการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพใน 2 รูปแบบ ดังนี้
- ครูสัญจร ปฏิเสธไม่ได้ว่าครูส่วนใหญ่ที่มาอยู่ในโรงเรียนขนาดเล็กมากๆ โอกาสที่จะมีสัดส่วนจำนวนนักเรียนต่อครู 1 คนจะน้อยมาก ซึ่งการมองเรื่องคน ก็ต้องมองภาพรวมของประเทศด้วย เช่น มีครู 5 แสนคน จะขอเพิ่มเป็น 6-7 แสนคน คงไม่สามารถทำได้ เพราะถูกจำกัดด้วยสัดส่วนเฉลี่ยครู 1 คนต่อนักเรียน 25 คน ฉะนั้นครู 5 แสนคน ต้องสอนนักเรียน 7 ล้านคน หากครูถูกดึงไปอยู่ในโรงเรียนที่มีอัตราส่วนต่อนักเรียน 5-7 คนต่อครู 1 คน โรงเรียนอื่นก็จะขาดครู เรื่องนี้จึงอยู่ที่ระบบการบริหารจัดการ เช่น โรงเรียนที่มีการเรียนร่วม แต่เดิมใช้ครูถึง 12 คน เมื่อมีการเรียนร่วมและจัดระบบบริหารจัดการครูร่วมกันแล้ว ใช้ครูเพียง 6 คน ส่วนครูอีก 6 คน ก็จะช่วยดำเนินการสอนให้ตรงวิชาและสามารถไปช่วยสอนในโรงเรียนอื่นๆ ได้
- ระบบการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมของ สพฐ. (OBEC Chanel) และของโรงเรียนวังไกลกังวล เพื่อเป็นเครื่องมือที่ช่วยสอนเสริม เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สำคัญในการช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องครูสอนไม่ตรงวิชาและครูไม่ครบชั้นเรียน ซึ่งหากพบปัญหาในการรับชม ส่วนกลางจะต้องร่วมดำเนินการปรับปรุงแก้ไขอุปกรณ์รับส่งสัญญาณต่อไป




สำหรับการส่งครูฝึกสอนมาช่วยสอนในโรงเรียนขนาดเล็กนั้น ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากจะไม่ผ่านมาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพตามเกณฑ์ของคุรุสภา ที่ผ่านมาจึงไม่มีมหาวิทยาลัยใดส่งครูมาฝึกสอนในโรงเรียนขนาดเล็ก อย่างไรก็ตามความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ชุมชน และท้องถิ่น ถือว่ามีความร่วมมือดีมาก โดยได้ช่วยกันสนับสนุนการเรียนการสอนและจัดเจ้าหน้าที่ธุรการมาประจำที่โรงเรียน ในส่วนของภาครัฐได้จัดสรรงบประมาณรายหัวสนับสนุน แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะในบางโรงเรียนไม่สามารถยึดหลักเกณฑ์เหมือนที่ผ่านมา จึงได้มีการเพิ่มเงินค่ารายหัวให้กับโรงเรียนขนาดเล็กอีก 500 บาทต่อคน แต่สำหรับโรงเรียนขนาดเล็กมากๆ ที่ยังมีความจำเป็นต้องดำรงอยู่เช่นนี้ ก็ต้องพิจารณาอีกครั้งว่า หากจะจัดงบประมาณเพิ่มเติมจะส่งผลดีหรือไม่ เพราะการจัดการศึกษาไม่ใช่เรื่องของรัฐบาลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชนที่จะเข้ามาร่วมด้วย โดยอาจจะมีวิธีการสร้างรายได้ให้กับโรงเรียนเหล่านี้เพิ่มขึ้น
นวรัตน์ รามสูต
บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป/รายงาน
5/6/2556