รมช.ศธ. กล่าวว่า การเดินทางมาปฏิบัติราชการในครั้งนี้ นอกจากจะเปิดการประชุมสัมมนา และให้นโยบายในการทำงานแล้ว ยังได้มีโอกาสพบปะเยี่ยมเยือนผู้คนในพื้นที่ เพราะตนถือหลักการในการทำงานว่า การได้รู้จักบุคคลอื่น เท่ากับทำงานสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง ดังนั้นการเดินทางมาครั้งนี้ จึงได้มีโอกาสรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการทำงานด้านต่างๆ ร่วมกันด้วย
โอกาสนี้ รมช.ศธ.ได้กล่าวให้นโยบายแนวทางดำเนินการเกี่ยวกับวิทยาลัยชุมชนในประเด็นต่างๆ ดังนี้
-
บทบาทสำคัญของวิทยาลัยชุมชนต่อการแก้ปัญหาและพัฒนาชุมชน
การประชุมสัมมนาครั้งนี้ ถือเป็นรอยต่อที่มีความสำคัญมาก เพราะวิทยาลัยชุมชนในปัจจุบัน ซึ่งกระจายอยู่ทุกภูมิภาคทั่วประเทศจำนวน 20 แห่ง มีภารกิจที่ช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม ในขณะเดียวกันก็ช่วยพัฒนาและสร้างอาชีพให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง ยั่งยืน ซึ่งส่งผลถึงความมั่นคงแข็งแรงของประเทศชาติต่อไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้ง คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และสงขลา ก็มีวิทยาลัยชุมชนตั้งอยู่ในพื้นที่ครบทุกจังหวัด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่จะให้การศึกษาเป็นส่วนสำคัญต่อการพัฒนาพื้นทีชายแดนภาคใต้ ให้ประชาชนอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ด้วยอัตลักษณ์พิเศษ และส่งผลให้เกิดความสงบเรียบร้อย และพื้นที่กลับคืนสู่สันติสุข โดยใช้การศึกษาเป็นตัวนำ


-
ทศวรรษที่สองของวิทยาลัยชุมชน (พ.ศ.2555-2564)
รมช.ศธ.กล่าวว่า ความเป็นมาของวิทยาลัยชุมชนของไทย เริ่มต้นโดยรัฐบาล พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งได้ประกาศเป็นนโยบายก่อตั้งวิทยาลัยชุมชนเมื่อปี พ.ศ.2544 เพื่อต้องการให้วิทยาลัยชุมชนเป็นสถาบันการศึกษาของคนทำงาน ของผู้ประกอบการ กลุ่มเป้าหมายเป็นคนวัยแรงงานกว่า 30 ล้านคนทั่วประเทศ โดย ดร.สิริกร มณีรินทร์ ซึ่งดำรงตำแหน่ง รมช.ศธ.ในขณะนั้น เป็นผู้ดูแลในเรื่องนี้ ก็ได้ผลักดันให้วิทยาลัยชุมชนเกิดขึ้นในปีแรกจำนวน 7 แห่ง ดังนั้นในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2545-2554) จึงถือเป็นทศวรรษแรกของการก่อตั้งและดำเนินงานวิทยาลัยชุมชนในประเทศไทย
ดังนั้น ในทศวรรษที่สองของการก่อตั้งวิทยาลัยชุมชน (พ.ศ.2555-2564) จึงขอฝากให้ชาววิทยาลัยชุมชนได้ช่วยกันพิจารณาแนวทางดำเนินการว่า จะทำอย่างไรให้วิทยาลัยชุมชนเดินตามเป้าหมายและเจตนารมณ์เดิมของการก่อตั้งให้ชัดเจน พร้อมทั้งขอให้พัฒนาแนวทางการจัดการเรียนรู้ของวิทยาลัยชุมชนใน 10 ปีข้างหน้าเพิ่มขึ้นเป็น 3 สาย (Tracks) ที่สำคัญ คือ
1) โครงสร้างของการจัดการศึกษาที่เน้นการบริหารงานเชิงพื้นที่ (Area-Based) ซึ่งวิทยาลัยชุมชน 20 แห่งที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ จะมีส่วนสำคัญต่อการสร้า้งและพัฒนาอาชีพของประชาชนในชุมชน
2) หลักสูตรฐานสมรรถนะ (Competency Based) เป็นส่วนสำคัญต่อการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน และต่อยอดความสามารถของผู้จบการศึกษาตามหลักสูตรต่างๆ ที่วิทยาลัยชุมชนจัดขึ้นในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้ผ่านหลักสูตรอนุปริญญาไปแล้วมากกว่า 67,610 คน และหลักสูตรฝึกอบรมมากกว่า 238,784 คน
3) หลักสูตรฐานศักยภาพของชุมชน (Community Based) สำหรับทิศทางการดำเนินงานในทศวรรษที่สอง วิทยาลัยชุมชนต้องพิจารณาว่าหากมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีการแนวทางดำเนินการตามศักยภาพของแต่ละชุมชนที่แตกต่างกัน ก็สามารถดำเนินการได้ แต่ต้องไม่ทิ้งปรัชญาที่เฉียบคมของการก่อตั้งวิทยาลัยชุมชน คือ "สอนโดยชุมชน โดยคนในชุมชน ใช้โจทย์ชุมชน เพื่อพัฒนาชุมชน" ในขณะเดียวกันต้องมองถึงทิศทางการพัฒนาภายหน้าได้ก้าวไกลมากขึ้น
ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพตามฐานศักยภาพชุมชน รองรับทิศทางการพัฒนาประเทศ เพิ่มบทบาทการบริการของวิทยาลัยชุมชนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เชื่อมโยงกับการพัฒนาท้องถิ่น ชุมชน และการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมของประเทศมากขึ้น โดยยังคงดำรงรักษาวิถีชีวิต สังคม วัฒนธรรมชุมชน และการตอบสนองความต้องการและการเข้ามามีส่วนร่วมของชุมชน อันจะเป็นอีกก้าวหนึ่งของการปรับบทบาทให้เป็นการศึกษาหลักของชุมชน ไม่ใช่เป็นการศึกษาทางเลือกอีกต่อไป

-
การผลักดันร่างพระราชบัญญัติสถาบันวิทยาลัยชุมชน พ.ศ. ....
ขณะนี้การบริหารและดำเนินงานของวิทยาลัยชุมชนอยู่ภายใต้กฎกระทรวงฯ ซึ่งมีข้อจำกัดในด้านความคล่องตัวที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาวิทยาลัยชุมชนไปสู่ทิศทางการดำเนินงานดังกล่าว ทุกฝ่ายจึงเห็นพ้องกันว่าวิทยาลัยชุมชนควรมีกฎหมายเฉพาะ เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยที่เป็นนิติบุคคล และมี พ.ร.บ.สภามหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง ศธ.จึงผลักดันให้ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว บรรจุเข้าในวาระการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2556 และเมื่อ ครม.มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวแล้ว จะนำเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป ซึ่งตนยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการโดยเร็วเมื่อเปิดการประชุมสภาฯ เพราะที่ผ่านมาตนเป็นประธานกรรมาธิการพิจารณากฎหมายของกระทรวงศึกษาธิการทุกฉบับ ยกเว้น พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เท่านั้น
จึงยืนยันต่อชาววิทยาลัยชุมชนว่า จะเร่งผลักดันให้ พ.ร.บ.สถาบันวิทยาลัยชุมชนเกิดขึ้นโดยเร็ว โดยจะให้มีการประชุมกรรมาธิการพิจารณากฎหมายในแต่ละสัปดาห์ให้มากขึ้น เพื่อให้วิทยาลัยชุมชนมีความเป็นอิสระ เกิดความคล่องตัวด้านการบริหารจัดการและงบประมาณ รวมทั้งเพื่อให้เกิดความมั่นคงในสถาบันวิทยาลัยชุมชน ทั้งยังให้เกิดความมั่นใจว่าวิทยาลัยชุมชนจะไม่ไปรวมกับ กศน.เพราะบริบทและเจตนารมณ์การก่อตั้งและการดำเนินงานแตกต่างกัน
ภาพ ศุภชัย บุญวิเศษ กลุ่มสารนิเทศ สอ.สป.
นายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา กล่าวว่า ผลการดำเนินงานของวิทยาลัยชุมชนในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2545 ถึงปัจจุบัน ได้จัดการศึกษาแก่ประชาชนทั้งหลักสูตรอนุปริญญาและหลักสูตรฝึกอบรมจำนวนมาก โดยได้กำหนดจุดยืน (Positioning) ให้อยู่ในตำแหน่งการศึกษาตลอดชีวิต เพื่อเสริมสร้างชุมชนให้เกิดความเข้มแข็งและตรึงคนอยู่ในพื้นที่ เพื่อผลักดันให้ไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักคือ ประชากรวัยแรงงาน (Non Age Group) และเสริมด้วยผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา โดยวิทยาลัยชุมชนแต่ละแห่งจะมีอิสระในการจัดหลักสูตรบริการแก่คนในพื้นที่แตกต่างกัน อาทิ วิทยาลัยชุมชนปัตตานี ซึ่งจัดหลักสูตรต่างๆ ที่สำคัญ เช่น
- กิจกรรมโครงการเมาลิดสัมพันธ์ เพื่อสืบสานและอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณี วัฒนธรรมท้องถิ่นของจังหวัดปัตตานี
- หลักสูตรธุรกิจการผลิตน้ำบูดูฮาลาลจากปลาทะเล ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชน โดยได้จัดให้มีการเรียนการสอนภาคทฤษฎีและปฏิบัติจำนวน 120 ชั่วโมง แก่ครูอิสลามศึกษา (อุสตาซ) ในจังหวัดปัตตานี 50 คน
- หลักสูตรธุรกิจการผลิตกือโป๊ะฮาลาลจากปลาทะเล จำนวน 120 ชั่วโมง ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับอาหารฮาลาล การถนอมอาหาร การสุขาภิบาลโรงเรือน การผลิตกือโป๊ะ ฯลฯ
- โครงการเด็กตานีเรียนรู้หลายภาษา ซึ่งร่วมกับจังหวัดปัตตานีสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร คือ ภาษาอังกฤษ จีน มลายูกลาง ให้แก่เยาวชนและประชาชนในพื้นที่
- การพัฒนาบุคลากรองค์การบริหารงานส่วนจังหวัดปัตตานี แก่ข้าราชการและสมาชิกสภา อปจ.ปัตตานีจำนวน 60 ชั่วโมง เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
- การพัฒนาบุคลากรสำนักงานสหกรณ์จังหวัดปัตตานี โดยมีเนื้อหาพัฒนาภาษาอังกฤษแก่บุคลากรในสังกัดดังกล่าวจำนวน 60 ชั่วโมง
- กิจกรรมส่งเสริมอาชีพสำหรับนักศึกษาที่ยังไม่มีงานทำให้มีรายได้ระหว่างเรียน ซึ่งทำให้นักศึกษาที่ผ่านการฝึกอบรมการเย็บกระเป๋าผ้า สามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพและสามารถสร้างรายได้วันละ 200-300 บาท
บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป/รายงาน
23/05/2556
