ดร.พวงเพ็ชร ชุนละเอียด ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในการประชุมสัมมนาระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับการขับเคลื่อนพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับอาเซียน และความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ณ โรงแรมรอยัล เบญจา
ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวในโอกาสนี้ว่า เมื่อพูดถึงประชาคมอาเซียน เราต้องพูดถึงโครงสร้าง ๓ เสาหลัก คือ เสาประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (APSC) เสาประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) และเสาประชาสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASCC) ซึ่งทั้งสามเสาหลักนี้ต้องทำงานร่วมกันอย่างสัมพันธ์ เพื่อรองรับการเคลื่อนย้ายของคน ทุนและสินค้า ซึ่งภาษาอังกฤษจะเป็นภาษาหลักในการสื่อสารของทั้ง ๑๐ ประเทศ

ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า กระทรวงศึกษาธิการรับผิดชอบยุทธศาสตร์ประเทศไทยในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนใน ๒ ด้าน คือ ยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อให้มีมาตรฐานการศึกษาอาเซียนรวมทั้งทักษะฝีมือและภาษา และยุทธศาสตร์การเพิ่มศักยภาพของเมืองเพื่อเชื่อมโยงโอกาสอาเซียน โดยมุ่งสร้างเมืองศูนย์กลางการศึกษาของอาเซียน หากพิจารณาในการสร้างความพร้อมจะเห็นว่าประเทศไทยยังมีการตื่นตัวและขับเคลื่อนที่ล่าช้ากว่าประเทศสมาชิกอื่นที่มีการวางแผนเชิงรุก เช่น ประเทศลาว มีการพัฒนาคนอย่างรวดเร็ว โดยมีจุดเน้นในการพัฒนาระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา การฝึกอบรมช่างเทคนิคและวิชาชีพ ส่วนกัมพูชาได้สร้างศักยภาพของประเทศใน ๔ สาขาหลัก คือ เกษตรกรรม โครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาภาคเอกชนและสนับสนุนการสร้างงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ส่วนประเทศมาเลเซียมุ่งเน้นการพัฒนาโรงเรียนให้เป็น “Smart School” เพื่อสร้างคนให้คิดริเริ่ม พัฒนาแรงงานที่มีสติปัญญาและมีความชำนาญ
ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวเพิ่มว่า กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนใน ๗ ด้านสำคัญ คือ ๑.ด้านภาษา โดยรณรงค์การเรียนรู้ภาษาอังกฤษและภาษาอาเซียน ผ่านศูนย์อาเซียนศึกษา รวมทั้งการพัฒนาครูภาษาอาเซียนที่สามารถสอนให้ประชาชนได้ ๒. การสร้างความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับอาเซียน ความรู้เกี่ยวกับประเทศสมาชิกอาเซียนและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ๓. การจัดทำกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติและการเชื่อมโยงกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติกับกรอบมาตรฐานคุณวุฒิอาเซียน ๔. การอำนวยความสะดวกด้านกฎระเบียบ ๕. การเตรียมความพร้อมด้านแรงงาน โดยเร่งผลิตแรงงานที่มีคุณภาพรองรับความต้องการของตลาดอาเซียน ๖. การผลิตและพัฒนาครู โดยผลิตครูให้มีความรู้ทักษะด้านภาษาอาเซียนเพื่อขยายผลต่อนักเรียนและประชาชนทั่วไป ๗. การจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้อาเซียน โดยจัดไปแล้ว ๒๖ ศูนย์ในสถานศึกษานำร่อง และจะตั้งให้ครบ ๒๒๕ ศูนย์ทั่วประเทศ
“อยากให้ที่ประชุมได้ช่วยกันระดมความคิดใน ๒ ประเด็น คือ การรณรงค์การเรียนรู้ภาษาอังกฤษ โดยคิดรูปแบบ วิธีการสอน การกระตุ้นให้คนสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ในทุกกลุ่ม ทุกช่วงอายุ และทุกอาชีพ และการระดมความคิดในประเด็นเรื่องอาเซียน โดยช่วยกันคิดรูปแบบ วิธีการความตระหนัก ความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับอาเซียน ให้กับนักเรียนและประชาชน ในทุกภาคส่วน พร้อมทั้งตระหนักถึงบทบาท หน้าที่ของตนในการพัฒนาประเทศสู่อาเซียนร่วมกัน”
ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมประชุมได้มีการเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการรณรงค์การเรียนรู้ภาษาอังกฤษในหลายประเด็น เช่น ผู้แทนจาก (RELO) สถานทูตอเมริกาและผู้แทนจาก British council เสนอว่า ควรปลูกฝังค่านิยมเกี่ยวกับการพูดภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนและประชาชน โดยล้างความเชื่อที่ว่าการพูดหรือเรียนรู้วัฒนธรรมชาติอื่นไม่ได้เป็นการทำลายความเป็นไทยลงไป ซึ่งจะทำให้คนไทยเข้าใจและพร้อมที่จะเรียนรู้ภาษาอังกฤษมากขึ้น ส่วนผู้แทนจาก กศน. เสนอว่า การเรียนรู้ภาษาอังกฤษ สามารถสอนได้ แต่ต้องมีเวทีหรือชาวต่างชาติให้เราสามารถใช้ภาษาในการสื่อสารได้ หากเรียนแล้วไม่ได้นำไปใช้ก็จะลืมและไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร และผู้แทนจาก AUA และอาจารย์จากมหาวิทยาลัยได้เสนอว่า ควรมีการพัฒนาความรู้ด้านภาษาของครูก่อนเป็นสำคัญ โดยเน้นความถูกต้องและใช้ได้จริงเพื่อนำไปขยายผลกับนักเรียนต่อไป
ธมกร ข่าว/ กิตติกร /นวรัตน ภาพ
กลุ่มสารนิเทศ สอ. สป.
