www.thaigov.go.th

  • ขนาดตัวอักษร 
  •   
รมว.ศธ.เปิดการประชุมสุดยอดมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีเปิดการประชุมสุดยอดมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2556 เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2556

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ - นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีเปิดการประชุมสุดยอดมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2556 เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2556


รมว.ศธ.กล่าวในพิธีเปิดว่า จากการได้เยี่ยมชมผลงานที่นำมาจัดนิทรรศการของมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ได้เห็นผลงานวิจัยที่เด่นๆ และน่าสนใจหลากหลาย ซึ่งต้องยอมรับว่าโลกยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นสินค้า ผลิตภัณฑ์ บริการ ระบบการทำงาน ล้วนต้องผ่านกระบวนการวิจัยและพัฒนามาแล้วทั้งสิ้น เช่น รองเท้าในสมัยอดีตก็จะใส่เฉพาะรองเท้าตราช้างดาว ซึ่งไม่ได้ใช้องค์ความรู้ในการพัฒนาเหมือนในยุคปัจจุบันที่จะต้องใช้ความรู้ การวิจัย และการพัฒนาหลากหลายชนิด เพื่อจะทำให้เป็นรองเท้าที่เหมาะสำหรับการเดิน การวิ่ง การเล่นกีฬา หรือแม้กระทั่งทำให้วิ่งเร็วขึ้น นุ่มขึ้นก็ตาม

แม้แต่การผลิตควันสำหรับใช้ในพิธีเปิดงานครั้งนี้ หากผ่านการวิจัยก็จะทำให้สามารถผลิตควันที่มีกลิ่นน่าอภิรม
ย์มากขึ้น

นอกจากนี้การแข่งขันรถฟอร์มูล่าวัน (F1) เมื่อเข้าไปในจุดพักเพื่อเปลี่ยนอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผ้าเบรก หรือยางรถ ก็จะต้องมีการทำงานอย่างเป็นระบบ มีการวิจัยและพัฒนา จนทำให้สามารถทำงานทั้งหมดให้แล้วเสร็จได้ภายในเวลาเพียง 2
วินาทีเศษๆ เท่านั้น (หมายเหตุจากผู้เขียน : เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในการแข่งขัน F1 รายการ Malaysian Grand Prix 2013 ที่มาเลเซีย ในขณะที่นักแข่งนำรถเข้าเปลี่ยนยาง โดยทีมแข่ง F1 ของ Infiniti Red Bull Racing ทำการเปลี่ยนยางรถใหม่ทั้ง 4 ล้อโดยใช้เวลาเพียง 2.05 วินาทีเท่านั้น ซึ่งเป็นสถิติโลกใหม่สำหรับ Pitstop World Record)

รมว.ศธ.กล่าวชื่นชมมหาวิทยาลัยวิจัยที่นำผลงานมาจัดแสดงในครั้งนี้ว่า มีผลงานหลายชิ้นที่มีความโดดเด่น และมีหลายชิ้นที่จะนำไปใช้ให้เกิดผลประโยชน์ตอบแทนอย่างมหาศาล ซึ่งรัฐบาลนำโดยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของการวิจัยและพัฒนามาก และเชื่อว่าหากคนไทยได้ทราบถึงความสำคัญของการวิจัยและพัฒนาว่า การลงทุนให้มหาวิทยาลัยวิจัย สามารถสร้างผลตอบแทนกลับมาสู่ประเทศและคนไทยได้อย่างคุ้มค่าเพียงไร เชื่อว่าก็จะมีคนที่ช่วยสนับสนุน เรียกร้องและขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องจัดงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนามากขึ้นอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ตั้งเป้าว่า จะสนับสนุนงบประมาณด้านการวิจัย 30% และให้เอกชนสนับสนุนอีก 70% เพราะเป็นผู้ที่ได้ประโยชน์โดยตรงทันที รวมทั้งเอกชนดำเนินกิจการเพื่อแสวงหากำไร หากลงทุนด้านการวิจัย 50 ล้านบาท แต่ได้เงินกลับคืนมาเกิน 50 ล้านบาท ก็ถือว่าคุ้มค่า ซึ่งจะช่วยให้เอกชนตัดสินใจทำการวิจัยง่ายขึ้น ส่วนภาครัฐเป็นผู้สนับสนุนและไม่ได้หาประโยชน์จากงานวิจัย

ภาพ สถาพร ถาวรสุข

โอกาสนี้ รมว.ศธ.ได้ฝากให้มหาวิทยาลัยต่างๆ ออกไปหาภาคธุรกิจและเอกชน เพื่อบอกให้รู้ว่ามีความสามารถด้านใด และมุ่งที่จะวิจัยพัฒนาในเรื่องใด แม้กระทั่งเรื่องง่ายๆ เช่น การลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้า ซึ่งจะต้องใช้อยู่ตลอดเวลา หากสามารถคิดค้นนวัตกรรมเพื่อประหยัดไฟฟ้า ก็จะทำให้งานวิจัยได้นำไปใช้ประโยชน์จริง และสามารถสร้างรายได้ตอบแทนแก่นักวิจัยด้วย รวมทั้งในปัจจุบันมีหลายเรื่องที่ภาคเอกชนยังไม่ทราบ แต่มหาวิทยาลัยทราบ ก็ถือเป็นข้อได้เปรียบจุดหนึ่ง ซึ่งการทำวิจัยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากธุรกิจที่มีขนาดใหญ่เท่านั้น เพราะธุรกิจขนาดใหญ่เป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัยวิจัยที่มีศักยภาพ แต่มหาวิทยาลัยที่ยังไม่มีความแข็งแรงเรื่องของการวิจัย ก็สามารถดูแลในเรื่องของ SMEs ต่างๆ ได้ เพื่อทำให้ประเทศไทย คนไทย ได้ตื่นตัวและเห็นความสำคัญของการวิจัยและพัฒนา เราคงไม่สามารถเป็นประเทศชั้นนำได้ หากเรามัวแต่ตามคนอื่น หรือลอกเลียนแบบคนอื่น แต่เราต้องสร้างนวัตกรรมที่สามารถนำไปจดสิทธิบัตรได้ สามารถนำไปใช้เผยแพร่ได้ทั่วโลก คนที่ต้องการก็ต้องมาซื้อจากเรา นั่นคือสิ่งที่รัฐบาลและพี่น้องชาวไทยทั้งหลายต้องการจะเห็น

 

นวรัตน์ รามสูต
บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป/รายงาน
8/5/2556