สำนักนายกรัฐมนตรี
จัดงานครบรอบ 3 ปี เหตุการณ์ธรณีพิบัติภัยสึนามิ
วันศุกร์ที่ 09 พฤศจิกายน 2007
รัฐบาลจะจัดพิธีไว้อาลัยแด่ผู้ประสบภัยสึนามิพร้อมกันใน 6 จังหวัด โดยมีพิธีรำลึก ณ หาดบางเนียง อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีประชุมคณะกรรมการจัดงานครบรอบ 3 ปีเหตุการณ์พิบัติภัยสึนามิ เพื่อกำหนดรูปแบบ แนวทางการดำเนินงาน และงบประมาณในการจัดกิจกรรมพิธีรำลึกและพิธีกรรมทางศาสนาในวันที่ 26 ธันวาคม 2550 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบการจัดงานครบรอบ 3 ปีเหตุการณ์พิบัติภัยสึนามิโดยอนุมัติกรอบวงเงินค่าใช้จ่ายจำนวน 5,000,000 บาท เพื่อเป็นการรำลึกถึงความสูญเสีย และไว้อาลัยแด่ผู้ที่เสียชีวิต รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนชาวไทย และนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศให้เกิดความมั่นใจในการเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยทางธรรมชาติที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยกิจกรรมการจัดงานประกอบด้วย พิธีไว้อาลัยผู้ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์พิบัติภัยสึนามิ ซึ่งจะจัดให้มีขึ้นพร้อมกันทั้ง 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพังงา ภูเก็ต กระบี่ ระนอง ตรัง และจังหวัดสตูลในตอนเช้าเป็นพิธีไว้อาลัยแบบเรียบง่าย และจะมีพิธีรำลึก ณ หาดบางเนียง อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงาในตอนเย็น โดยจะกราบทูลเชิญ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดีเสด็จเป็นองค์ประธานในพิธี และเรียนเชิญ คณะรัฐมนตรี ผู้นำเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนส่วนราชการ คณะทูตานุทูต ผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ และบุคคลสำคัญมาร่วมงาน นอกจากนี้ ในวันที่ 26 ธันวาคม 2550 กระทรวงวัฒนธรรมได้จัดทำโครงการพิจารณ์จัดสร้างหอเตือนภัยและพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งเรือเกยตื้นบ้านน้ำเค็ม อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา เพื่อรำลึกเหตุการณ์พิบัติภัยสึนามิ พร้อมนี้จังหวัดพังงายังจัดให้มีการฝึกซ้อมเหตุการณ์ฯ โดยศูนย์เตือนภัย เพื่อสร้างจิตสำนึกในการป้องกันและเยียวยาให้กับคนในพื้นที่ ได้เกิดการเรียนรู้และตระหนักถึงภัยธรรมชาติเกิดความตื่นตัวพร้อมรับสถานการณ์อยู่เสมอ
๘๐ ชั่วโมง ร่วมด้วยช่วยร้องเพลงพ่อแห่งแผ่นดิน
วันศุกร์ที่ 09 พฤศจิกายน 2007
คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน “๘๐ ชั่วโมง ร่วมด้วยช่วยร้องเพลง พ่อแห่งแผ่นดิน” ณ ลานอเนกประสงค์ (ห้องโถงที่พักผู้โดยสาร) สถานีรถไฟหัวลำโพง เพื่อสร้างสถิติครั้งแรกในประเทศไทยที่เพลงเดียวจะได้รับการขับร้องอย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุดถึง ๘๐ ชั่วโมง โดยการรับรองจากบริษัท ริบลี่ส์ เวิล์ด ออฟ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ พัทยา สาขาประเทศไทย ทั้งนี้ การขับร้องเพลงที่ยาวนานที่สุดครั้งนี้เป็นการผนึกกำลังทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ศิลปินดารา นักร้อง และภาคีเครือข่ายภาคประชาชน โดยสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจำนวน ๘๐ คน เข้าร่วมร้องเพลงในครั้งนี้ด้วย ทั้งนี้ ผู้ร้องเพลงหลักคือ นายอิสรกุล ถมังรักษ์สัตว์ (เด็ดดวง) เจ้าของสถิติโลกร้องเพลงเดี่ยวมาราธอน ๒๔ ชั่วโมง เมื่อปี ๒๕๔๗ สำหรับสถิติการร้องเพลง เริ่มตั้งแต่วันศุกร์ที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ เวลา ๑๐.๐๐ น. ซึ่งจะครบ ๘๐ ชั่วโมงในวันจันทร์ที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ เวลา ๑๘.๐๐ น. รวมเป็นเวลา ๓ วัน ๓ คืน ๘ ชั่วโมง ซึ่งในพิธีเปิดมีการถ่ายทอดสดเป็นเวลา ๑ ชั่วโมง ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง ๑๑ และถ่ายทอดตลอด ๘๐ ชั่วโมง (เรียลลิตี้โชว์) ทาง UBC
รัฐบาลประชุมแก้ไขปัญหากลุ่มสมัชชาคนจน
วันพฤหัสบดีที่ 01 พฤศจิกายน 2007
พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาของกลุ่มสมัชชาคนจน (สคจ.) จัดโดยศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๐ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยการประชุมครั้งนี้ที่ประชุมได้พิจารณาแก้ไขปัญหาต่างๆ ดังนี้กรณีปัญหาที่ดินป่าไม้ในเขตอนุรักษ์ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการปฏิบัติงานของทางราชการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ โดยกลุ่มสมัชชาคนจนเสนอข้อเรียกร้องขอผ่อนผันให้ราษฎรสามารถตัดโค่นต้นยางพาราที่หมดสภาพการให้ผลผลิตน้ำยางและให้สามารถปลูกยางใหม่ทดแทนได้ ทั้งนี้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พิจารณาแล้วเห็นว่า ถ้าเป็นการกระทำในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครองครองตามกฎหมายที่ดิน (ที่ดินที่มิใช่ป่า) ราษฎรสามารถดำเนินการได้ แต่ถ้าที่ดินดังกล่าวอยู่ในพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติฯ หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหรือเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหรือเขตป่าสงวนแห่งชาติ จะกระทำการดังกล่าวได้ต้องได้รับอนุญาตตามกฎหมายนั้นๆ ดังนั้นจึงไม่อาจทำได้ แต่ทางด้านสมัชชาคนจนขอให้ผ่อนผันให้ราษฎรสามารถอยู่อาศัยและทำกินตามวิถีชีวิตปกติ สามารถตัดโค่นต้นยางพาราที่หมดสภาพให้ผลผลิตน้ำยางและสามารถปลูกยางใหม่ทดแทนได้ กรณีนี้จึงยังมีข้อคิดเห็นขัดแย้งกันอยู่ ที่ประชุมจึงเห็นควรให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชรับไปพิจารณาส่วนกรณีปัญหาเขื่อนปากมูล ซึ่งสมัชชาคนจนขอให้พิจารณาทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๐ และมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๐ เกี่ยวกับการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูล เนื่องจากไม่สอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาของราษฎรที่ได้รับผลกระทบจาการก่อสร้างเขื่อนปากมูล (เช่น ราษฎรเสียพื้นที่ในการเลี้ยงสัตว์ ไม่สามารถประกอบอาชีพหาปลาได้ เป็นต้น) กรณีนี้ ที่ประชุมมีมติให้หารือกันในระดับจังหวัดให้ชัดเจนก่อน โดยเป็นการหารือระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัด ตัวแทนชาวบ้าน ผู้แทนสมัชชาคนจน ทั้งนี้ ให้ผู้แทนส่วนกลางร่วมเป็นที่ปรึกษา เพื่อจะได้เป็นข้อสรุปในการนำเสนอไปสู่การปรับเปลี่ยนวิธีการบริหารในระดับนโยบายได้ ทั้งนี้ เน้นให้ราษฎรในพื้นที่มีส่วนร่วมให้มากที่สุด เพื่อให้สามารถนำไปสู่ข้อยุติที่สอดคล้องกับวิถีทำกินของราษฎรอย่างแท้จริง
อนุกรรมการกำกับ ติดตามและประเมินผล การพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา เห็นชอบแนวทางบูรณาการป้องกันและแก้ไขปัญหาพื้นที่บริเวณทะเลสาบสงขลา
วันพุธที่ 17 ตุลาคม 2007
นายจาดุร อภิชาตบุตร รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานอนุกรรมการกำกับติดตามและประเมินผล การพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการกำกับติดตามประเมินผล ภายใต้คณะกรรมการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ครั้งที่ ๒/๒๕๕๐ ณ ห้องประชุม ๑๐๑ อาคารสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ เพื่อพิจารณาผลการดำเนินการโครงการถนนสาย พท ๓๐๗๗ (บ้านใสกลิ้ง-บ้านหัวป่า) ซึ่งเป็นโครงการก่อสร้างถนนรวมระยะทาง ๑๗.๔๕ กิโลเมตร ดำเนินการโดยกรมทางหลวงชนบท โดยการก่อสร้างดังกล่าวได้ตัดผ่านพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย อันเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ อีกทั้งเป็นพื้นที่ที่เปราะบางมีความอ่อนไหวต่อระบบนิเวศ ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ เห็นชอบแนวทางการดำเนินการดังนี้ (๑)ให้กรมทางหลวงชนบท ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลที่เกี่ยวข้องจัดกิจกรรมสร้างจิตสำนักให้กับชุมชน เช่นทำป้ายรณรงค์การรักษาความสะอาด และจัดกิจกรรมการเก็บขยะบริเวณพื้นที่โครงการ (๒) ให้มีการควบคุมจำนวนร้านค้าไม่ให้สร้างเพิ่มเติม และร้านค้าที่ยกเลิกไปแล้วให้ทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไป (๓) เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่อ่อนไหวเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ จึงไม่ให้มีการก่อสร้างจุดผ่อนปรนในการค้าขาย (๔) ให้กรมทางหลวงชนบท ก่อสร้างคันคอนกรีต ๒ ข้างทาง หรือราวสะพานป้องกันการต่อเชื่อมแนวเส้นทาง พร้อมทั้งจัดตั้งคณะกรรมการควบคุม และ (๕) ขอให้กรมทางหลวงชนบท เร่งจัดส่งรายงานผลการปฏิบัติตามมาตรการในรอบปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ให้สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทราบด้วยสำหรับแนวทางในการบูรณาการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นยาวนาน คณะอนุกรรมการฯ เห็นชอบให้ใช้วิธีเติมทรายเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในฤดูมรสุม (เดือนพฤศจิกายน) ทั้งนี้ ผลการพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯ ในครั้งนี้ จะได้นำเสนอให้คณะกรรมการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลารับทราบต่อไป
