นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๕ ว่า ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยี ช่วยการเจริญพันธุ์ พ.ศ. ... เป็นร่างกฎหมายใหม่ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดย สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ (สท.) ได้ยกร่างขึ้นเพื่อคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ โดยกำหนดให้เด็กที่เกิดจากการรับตั้งครรภ์แทน (อุ้มบุญ) เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของพ่อแม่แท้จริงที่ขอให้มีการตั้งครรภ์แทน แทนการมาขอรับเด็กนั้นเป็นบุตรบุญธรรมในภายหลัง ตามที่เป็นอยู่ในกฎหมายเพ่งปัจจุบัน พ่อแม่ที่ขอให้มีการตั้งครรภ์แทนจะต้องรับผิดชอบต่อหญิงที่รับตั้งครรภ์แทนและเด็กที่จะเกิดมาจากการอุ้มบุญ เช่น การเสียชีวิต พิการ หรือทุพพลภาพ รวมถึงห้ามทำการรับจ้างตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้า และเพื่อควบคุมมิให้ดำเนินการโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ในทางที่ไม่ถูกไม่ต้อง เช่น ห้ามทำการซื้อ ขาย นำเข้า หรือส่งออกซึ่งอสุจิ ไข่ หรือตัวอ่อน ห้ามหญิงซึ่งไม่มีสามีทำการผสมเทียมโดยใช้อสุจิบริจาคเพื่อให้ตนมีลูก ห้ามการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ในการเลือกเพศเด็ก ห้ามทำการโคลนนิ่งมนุษย์ เนื่องจากหากไม่มีการควบคุมขอบเขตการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวให้ถูกต้องและเหมาะสมแล้วอาจเกิดการทดลองที่ส่งผลกระทบต่อมวลมนุษยชาติได้ ทั้งนี้ เจตนารมณ์ของร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก ขณะนี้อยู่ระหว่างการเสนอเข้าเป็นวาระเพื่อพิจารณาของคณะรัฐมนตรี
นายสันติ พร้อมพัฒน์ กล่าวต่อว่า แม้ว่ากฎหมายฉบับนี้ จะผ่านการประชาพิจารณ์จากองค์กรภาครัฐและเอกชนถึง ๒ ครั้ง จำนวน ๑๖๓ องค์กร แล้วก็ตาม แต่ยังมีบางประเด็นที่ควรเพิ่มเติม คือ การเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนควรครอบคลุมทั่วประเทศ ขณะนี้ สท. ได้จัดทำแบบสอบถามเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนในส่วนภูมิภาคและรวบรวมข้อมูลและประมวลผลเพิ่มเติมเพื่อใช้ประกอบการเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ ด้านการประกันภัยคุ้มครองหญิงที่รับตั้งครรภ์แทน และเด็กที่เกิดจากการอุ้มบุญ อยู่ระหว่างการหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และ สำนักงานประกันภัย (เอกชน) ถึงความเป็นไปได้ที่จะกำหนดให้มีกรมธรรม์คุ้มครองหญิงที่รับตั้งครรภ์แทน กรณีที่อาจทุพพลภาพหรือเสียชีวิตเนื่องจากการตั้งครรภ์ รวมถึงการคุ้มครองเด็ก หากเกิดกรณีเสียชีวิต พิการ หรือทุพพลภาพ หรือเป็นโรคที่รักษายาก เช่น โรคหัวใจโต เป็นต้น ด้านการพิจารณาอนุญาตให้อุ้มบุญ ควรมีแพทย์พิจารณาตัดสินใจมากกว่าหนึ่งคน ในรูปของคณะกรรมการ โดยอย่างน้อยจะต้องเป็นแพทย์ระดับอาวุโส ๑ คน และผู้มีความเชี่ยวชาญทางด้านสูตินรีแพทย์ อีก ๑ คน ด้วย