นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เปิดเผยว่า รัฐบาลไทยได้ดำเนินการปรับปรุงพัฒนาการศึกษา วิจัย เพื่อให้ทราบถึง ข้อดี ข้อด้อย ในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ในปี ๒๕๕๘ ซึ่งแบ่งเป็น ๓ เสาหลัก ได้แก่ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และประชาคมสังคม-วัฒนธรรมอาเซียน ซึ่งจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพิ่มศักยภาพในทุกมิติ และมีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นการเชื่อมโยงตลาดและฐานการผลิตร่วมกัน มีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน แรงงานฝีมือ และเงินลงทุนอย่างเสรีมากขึ้น ทำให้อาเซียนมีความสามารถในการแข่งขันกับภูมิภาคอื่นเพิ่มขึ้น การเข้าสู่ประชาคมอาเซียน จึงเป็นความท้าทายและโอกาสใหม่ของประเทศไทย ที่จะส่งผลให้เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การเพิ่มอำนาจในการต่อรอง และการเพิ่มความมั่นคงทางสังคมของประเทศไทย อีกด้วย
นายสันติ กล่าวต่อว่า เพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน กระทรวงฯ จึงร่วมกับเครือข่ายสถาบันการศึกษาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม สถาบันการศึกษา ที่เปิดการเรียนการสอนสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม เปิดเวทีทางวิชาการเพื่อให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องนำเสนอข้อมูลเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน รวมทั้งนักสังคมสงเคราะห์ นักวิชาการ และนักศึกษา นำเสนอประสบการณ์ และองค์ความรู้ของตนในการดำเนินงาน การศึกษาวิจัย ที่เกี่ยวข้องกับงานสังคมสงเคราะห์ และสวัสดิการสังคมประเทศไทยในอาเซียน อีกทั้งยังส่งเสริมความเข้มแข็งทางวิชาการให้กับเครือข่ายสถาบันการศึกษาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม ให้มีการพัฒนาองค์ความรู้ที่สอดคล้องกับบริบทใหม่ในการเป็นชุมชนอาเซียนอย่างต่อเนื่อง โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจเช่น การปาฐกถาพิเศษ จาก Dr. Tiong Tan นักวิชาการด้านสังคมสงเคราะห์ที่มีชื่อเสียงจากประเทศสิงคโปร์ การเสวนาเรื่อง พ.ร.บ.วิชาชีพสังคมสงเคราะห์กับการเชื่อมโยงสู่ประชาคมอาเซียน การนำเสนอบทความทางวิชาการเกี่ยวกับ แรงงานอพยพและการค้ามนุษย์ การจัดการภัยพิบัติ สุขภาวะในอาเซียน ความร่วมมือของนักสังคมสงเคราะห์ในประชาคมอาเซียน การศึกษาสังคมสงเคราะห์และการปฏิบัติงานของนักสังคมสงเคราะห์ในอาเซียน โดยนักวิชาการจาก อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ลาว และกัมพูชา