www.thaigov.go.th

  • ขนาดตัวอักษร 
  •   
ปพม. แถลงผลประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์(ปคม.) ครั้งที่ ๒/๒๕๕๕

เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๕ เวลา ๑๐.๓๐ น. ที่ห้องประชุม ๓๐๑ ตึกบัญชาการ ๑ ชั้น ๓ ทำเนียบรัฐบาล ร้อยตำรวจเอกเฉลิม  อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน การประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.) ครั้งที่ ๒/๒๕๕๕

พร้อมด้วย นายวิเชียร ชวลิต ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เข้าร่วมประชุมและแถลงข่าวผลการประชุมเรื่อง ข้อเสนอ แนวทาง มาตรการการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์  ในรูปแบบแรงงานประมง นายวิเชียร ชวลิต ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กล่าวว่า ที่ประชุมได้ร่วมพิจารณาแนวทางและมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ในรูปแบบแรงงานประมง ซึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการค้ามนุษย์ในรูปแบบแรงงานประมง คือ การขาดแคลนแรงงานเพื่อทำงานในเรือประมง เนื่องจากสภาพการทำงานที่มีความเสี่ยงอันตราย เป็นงานหนัก  และต้องทำงานในทะเลเป็นเวลานาน ผู้ประกอบการประมงจึงไม่สามารถนำแรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมายมาทำงานได้  อีกทั้ง ระยะเวลาที่ให้แรงงานต่างด้าวจดทะเบียนและพิสูจน์สัญชาตินั้นเป็นช่วงเวลาที่สั้น ทำให้เกิดขบวนการนายหน้าหลอกลวงแรงงาน ทั้งคนไทยและคนต่างชาติ โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบเข้าเมืองด้วยวิธีการต่างๆ เช่น โปะยาสลบ , หลอกลวงเรื่องรายได้ , บังคับใช้แรงงาน , กักขังหน่วงเหนี่ยว จนถึงขั้นทำร้ายร่างกาย เป็นต้น ปัญหาแรงงานจึงส่งผลให้เกิดปัญหาการค้ามนุษย์และการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบตามมา ทั้งยังเกี่ยวพันกับการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว และการคุ้มครองแรงงานด้วย

 

นายวิเชียร กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์การค้ามนุษย์ในรูปแบบแรงงานประมง ถูกจับตามองจากนานาประเทศและในเวทีระหว่างประเทศ โดยอาจส่งผลกระทบต่อการกีดกันสินค้าทางทะเลในที่สุด คิดเป็นมูลค่าการส่งออกต่อปีหลายแสนล้านบาท ดังนั้น การป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ในรูปแบบแรงงานประมง จึงจำเป็นต้องอาศัยกฎหมายและกลไกการทำงานของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงแรงงาน ที่ประชุมจึงมีแนวคิดจัดตั้ง“ศูนย์ประสานแรงงานประมง” เป็นโครงการนำร่อง ๗ ศูนย์ ในพื้นที่ ๗ จังหวัด ได้แก่ สมุทรสาคร , ระยอง , ตราด , ชุมพร , สงขลา , ระนอง และสตูล ซึ่งจะนำแรงงานที่อยู่ใต้ดินให้ขึ้นมาอยู่ บนดินแบบถูกต้องตามกฎหมาย โดยได้รับการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว และได้รับอนุญาตให้ทำงานเฉพาะกิจการบนเรือประมงเท่านั้น ในช่วงระหว่างที่รอการพิสูจน์สัญชาติ โดยมีระบบการควบคุม ตรวจสอบ และคุ้มครองแรงงาน ซึ่งจะเปิดให้ลงทะเบียนและจัดทำประวัติ   ของนายจ้างและลูกจ้าง ให้ความรู้เรื่องสิทธิที่พึงจะได้รับแก่นายจ้างและลูกจ้าง จัดทำข้อตกลงการจ้างที่ชัดเจน เป็นต้น

 

ทั้งนี้ “ที่ประชุมจึงเห็นควรมอบหมายให้กระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทย และกรมประมง ใช้แนวคิด“การจัดตั้งศูนย์ประสานแรงงานประมง” เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานบนเรือประมงเป็นการเฉพาะ หรืออาจพิจารณาแนวทางอื่นที่เห็นว่าเหมาะสม เพื่อสกัดกั้นและขจัดขบวนการการค้ามนุษย์โดยเร็ว และขอทราบผลการดำเนินงานภายใน ๖ เดือน และจะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณามอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ทั้งระบบด้วย” นายวิเชียร กล่าว.