ในการนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธานฯ โดยมีแขกผู้มีเกียรติ จำนวน 200 คน ประกอบไปด้วยคณะรัฐมนตรี ผู้แทนองค์กรอิสระ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะทูตานุทูต ข้าราชการ คณาจารย์มหาวิทยาลัย นักเรียน นิสิต นักศึกษา และสื่อมวลชน ร่วมรับฟังปาฐกถาครั้งนี้ด้วย
การแสดงปาฐกถาครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ Jacques Forster รองประธานคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) และศาสตราจารย์ ณ Graduate Institute of Development Studies นครเจนีวา มาแสดงปาฐกถาในหัวข้อเรื่อง “กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ พัฒนาการล่าสุด แนวโน้มในภูมิภาคและโอกาสของประเทศไทย” (International Humanitarian Law: recent international developments, regional momentum and opportunities for the Kingdom of Thailand) ซึ่งจะเป็นการสอดคล้องกับการที่ประเทศไทยจะเข้าเป็นภาคีพิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ 1 ค.ศ. 1977 ของอนุสัญญากรุงเจนีวา
ค.ศ. 1949
การแสดงปาฐกถา “สมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร” เป็นกิจกรรมหนึ่งของโครงการส่งเสริมและเผยแพร่การศึกษาและวิจัยกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศที่จัดขึ้นทุก ๆ 2 ปี โดยเป็นเวทีแสดงทัศนะ ข้อคิดเห็น ตลอดจนข้อพิจารณาของผู้ทรงคุณวุฒิระดับนานาชาติที่มีความรู้ความชำนาญ และประสบการณ์เกี่ยวกับกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและสิทธิมนุษยชน เพื่อเผยแพร่ความรู้และความเข้าใจในเรื่องกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างถูกต้องและให้แพร่หลายไปในวงกว้าง
คณะกรรมการบริหารโครงการว่าด้วยการศึกษากฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศร่วมกับสภากาชาดไทยและกระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดการแสดงปาฐกถา “สมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร” มาแล้วสองครั้ง โดยครั้งแรก จัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2546 ณ วิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ โดยมีศาสตราจารย์ Daniel Thurer ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ณ มหาวิทยาลัยซูริค และสมาชิกคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) แสดงปาฐกถาในหัวข้อเรื่อง “Contemporary Challenges in International Humanitarian Law” และครั้งที่ 2 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2548 ณ วิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ โดยมี ดร. ซาดาโกะ โอกาตะ อดีตข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ และประธานองค์การ Japan International Cooperation Agency (JICA) เป็นผู้แสดงปาฐกถาในหัวข้อเรื่อง “Human Security in Asia” ซึ่งเนื้อหาสาระจากการแสดงปาฐกถาทั้ง 2 ครั้ง ได้รับการเผยแพร่และอ้างถึงอย่างกว้างขวาง ทั้งภาครัฐและเอกชน
