May 16, 2012
ระหว่างวันที่ ๑๓ - ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๕ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนราชอาณาจักรบาห์เรนอย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของ His Royal Highness Prince Khalifa Bin Salman Al-Khalifa นายกรัฐมนตรีบาห์เรน ซึ่งในปีนี้เป็นปีครบรอบ ๓๕ ปีของการสถานปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - บาห์เรนอีกด้วย
ในการเข้าเฝ้าฯ นายกรัฐมนตรีได้กราบทูลฯ ถึงความซาบซึ้งที่ทางราชวงศ์และรัฐบาลบาห์เรนให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างไทยและบาห์เรน และยืนยันว่า รัฐบาลไทยเชื่อมั่นในการหารือระดับชาติและกระบวนการการสร้างความปรองดองของบาห์เรน นอกจากนี้ การเยือนประเทศบาห์เรนถือเป็นการเยือนภูมิภาคตะวันออกกลางครั้งแรกในฐานะนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสอันดีในการขยายความร่วมมือระหว่างสองประเทศในทุกด้าน
ในการหารือเต็มคณะระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนายกรัฐมนตรีบาห์เรน ทั้งสองฝ่ายได้มีการหารือและแลกเปลี่ยนมุมมอง ทั้งในประเด็นทวิภาคี ภูมิภาค และระดับโลก ซึ่งทั้งสองฝ่ายแสดงความพึงพอใจต่อผลการหารือเป็นอย่างมาก พร้อมย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมความร่วมมือในพื้นที่ที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ
สาระสำคัญของแถลงการณ์ร่วมไทย - บาห์เรน มีดังนี้
(คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ)
คำแถลงข่าวร่วม
ในโอกาสเดินทางเยือนราชอาณาจักรบาห์เรนอย่างเป็นทางการ
ของ ฯพณฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย
ระหว่างวันที่ ๑๓-๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๕
ฯพณฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ข้าราชการระดับสูง และคณะผู้แทนทางธุรกิจระดับสูงได้เดินทางเยือนราชอาณาจักรบาห์เรนระหว่างวันที่ ๑๓-๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ตามคำเชิญของเจ้าชายคอลิฟะห์ บิน ซัลมาน อัล คอลิฟะห์ นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรบาห์เรน การเยือนดังกล่าวมีขึ้นในช่วงวาระครบรอบ ๓๕ ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรบาห์เรนและราชอาณาจักรไทย
ฯพณฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระราชาธิบดีฮามัด บิน อิซา อัล คอลิฟะห์ และเจ้าชายคอลิฟะห์ บิน ซัลมาน อัล คอลิฟะห์ นายกรัฐมนตรีบาห์เรน ระหว่างการเข้าเฝ้าฯ นายกรัฐมนตรีชื่นชมบทบาทสำคัญของทั้งสองพระองค์ในการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีและใกล้ชิดระหว่างราชอาณาจักรทั้งสอง นายกรัฐมนตรีไทยยังได้ย้ำถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างทั้งสองราชอาณาจักรและแสดงความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลและประชาชนบาห์เรนในความพยายามที่จะบรรลุกระบวนการเจรจาและการปรองดองแห่งชาติ
ทั้งสองฝ่ายได้ให้ความสำคัญต่อการเยือนบาห์เรนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทย ในฐานะที่เป็นการเยือนภูมิภาคนี้อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก การเยือนดังกล่าวได้สร้างโอกาสที่ดีต่อทั้งสองฝ่ายในการขยายความร่วมมือทวิภาคีในทุกๆ ด้าน
การประชุมเต็มคณะซึ่งมีนายกรัฐมนตรีบาห์เรนและนายกรัฐมนตรีไทยเป็นประธานการประชุมมีขึ้น ณ พระราชวังอัล กูไดบิยา ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความเห็นในประเด็นทวิภาคี ภูมิภาคและประเด็นระหว่างประเทศ ทั้งสองฝ่ายแสดงความพอใจที่มีพัฒนาการในความร่วมมือและย้ำถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองฝ่ายที่จะเพิ่มพูนความร่วมมือในด้านที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน โดยเน้นการพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจให้มากขึ้น
ทั้งสองฝ่ายเห็นว่าควรมีการเพิ่มพูนการค้าการลงทุนระหว่างกัน การที่มีคณะผู้แทนภาคเอกชนติดตามนายกรัฐมนตรีในการเยือนครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ภาคเอกชนไทยมีต่อบาห์เรน สาขาความร่วมมือที่ทั้งสองประเทศสามารถร่วมมือกันได้แก่ การค้า พลังงาน ก่อสร้าง ความมั่นคงด้านอาหาร อุตสาหกรรมการเกษตร การเงินและการธนาคารอิสลาม สาธารณสุข วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นว่าจำเป็นต้องพัฒนาและส่งเสริมให้มีการลงทุนร่วมระหว่างกันเพื่อทำให้เกิดการขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ
ในด้านการก่อสร้าง ฝ่ายไทยได้แสดงความสนใจเข้าร่วมในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของบาห์เรนเนื่องจากอุตสาหกรรมการก่อสร้าง รวมทั้งการบริการด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบตกแต่งภายในของไทยเป็นที่ยอมรับในความเป็นมืออาชีพ
ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนทัศนะเกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหารและเชื่อว่าควรจะมีความร่วมมือระหว่างบาห์เรนและไทยซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารให้มากขึ้น มีสาขาความร่วมมืที่มีศักยภาพหลายด้านระหว่างสองประเทศโดยเฉพาะในด้านการค้าและการลงทุน การวิจัยและพัฒนาสินค้าเกษตรและโภคภัณฑ์รวมถึงอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล เกี่ยวกับเรื่องนี้ บาห์เรนได้แสดงความสนใจที่จะขยายความร่วมมือด้านการเกษตรกับไทยโดยเฉพาะในด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และการพัฒนาการเพาะปลูกพืชไร้ดิน ฝ่ายไทยได้แสดงความพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือทางวิชาการในด้านนี้แก่บาห์เรน
ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนทัศนะในประเด็นภูมิภาคและระหว่างประเทศ และพอใจที่มีท่าทีร่วมกัน
เมื่อพิจารณาว่าประชาคมอาเซียนจะเกิดขึ้นในปี ค.ศ. ๒๐๑๕ ทั้งสองฝ่ายได้ย้ำถึงความสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์ ASEAN – GCC ประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่ใจกลางภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แจ้งให้ฝ่ายบาห์เรนทราบถึงสาขาความร่วมมือที่มีศักยภาพได้แก่ การลงทุน การพัฒนาทางเศรษฐกิจ การศึกษา ด้านสารสนเทศและความเชื่อมโยงต่างๆ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นว่าการประชุมความร่วมมือเอเชีย (ACD) เป็นเวทีสำหรับการหารือและความร่วมมือของเอเชีย โดยไทยได้แสดงความเชื่อมั่นในการเป็นประธาน ACD ในปี ๒๕๕๖ และต่อความสำเร็จในการเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรี ACD ครั้งที่ ๑๒ ของบาห์เรน
ทั้งสองฝ่ายได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ในซีเรียและเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี
ในประเด็นที่เกี่ยวกับปาเลสไตน์และกระบวนการสันติภาพในตะวันออกกลาง ทั้งสองฝ่ายเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกลับเข้าสู่การเจรจาโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักการ two-State solution และข้อมติสหประชาชาติที่เกี่ยวข้อง
ในการหารือเกี่ยวกับประเด็นระหว่างประเทศนั้น บาห์เรนและไทยได้แลกเปลี่ยนทัศนะเกี่ยวกับสถานการณ์โลกปัจจุบันและแนวทางในการกระชับความร่วมมือกันระหว่างสองประเทศในองค์การสหประชาชาติและองค์การระหว่างประเทศอื่นๆ
โดยที่บาห์เรนได้ยอมรับบทบาทของไทยที่เพิ่มมากขึ้นในประเด็นระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการเข้าร่วมในปฏิบัติการสันติภาพของสหประชาชาติอย่างแข็งขัน รวมทั้งการปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายและการกระทำอันเป็นโจรสลัด บาห์เรนจึงให้การสนับสนุนไทยอย่างเป็นทางการในการสมัครเป็นสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ วาระปี ๒๕๖๐- ๒๕๖๑ นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังได้แลกเปลี่ยนการสนับสนุนซึ่งกันและกันในการสมัครสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน วาระปี พ.ศ. ๒๕๕๘-๒๕๖๐
ในระหว่างการเยือนครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีไทยได้เยี่ยมชมศูนย์บัญชาการกองกำลังผสมทางทะเล (Combined Maritime Force :CMF) บาห์เรนและไทยได้มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการปฏิบัติการระหว่างประเทศในการปราบปรามโจรสลัดและการก่อการร้ายในอ่าวเอเดนและนอกชายฝั่งประเทศโซมาเลียในการสนับสนุนมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบัน นายทหารของกองทัพเรือไทยเป็นผู้บัญชาการกองกำลังผสมเฉพาะกิจ๑๕๑ ของกองกำลังผสมทางทะเล บาห์เรนยินดีที่ไทยมีส่วนร่วมในการปฏิบัติการที่สำคัญนี้ และไทยได้ชื่นชมบทบาทของบาห์เรนในกองกำลังผสมทางทะเลและในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค
ทั้งสองประเทศแสดงความพอใจในมิตรภาพและความร่วมมือที่สร้างสรรค์ที่มีระหว่างการหารือ ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดของทั้งสองประเทศอันส่งผลให้เกิดความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างสองประเทศมากขึ้น
นายกรัฐมนตรีไทยได้ขอบคุณบาห์เรนสำหรับการต้อนรับที่อบอุ่นและความเอื้อเฟื้อด้วยไมตรีอย่างยิ่งต่อนายกรัฐมนตรีและคณะ
หลังจากการประชุมเต็มคณะเสร็จสิ้น นายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศได้เป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการท่องเที่ยว บันทึกความเข้าใจว่าด้วยวัฒนธรรม บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความมั่นคงทางอาหาร การค้าและการลงทุนในด้านสินค้าเกษตรและสินค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหาร ฮาลาล
นายกรัฐมนตรีไทยได้กราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระราชาธิบดีฮามัด บิน อิซา อัล คอลิฟะห์ สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งราชอาณาจักรบาห์เรน และทูลเชิญเจ้าชายคอลิฟะห์ บิน ซัลมาน อัล คอลิฟะห์ นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรบาห์เรน และเจ้าชายซัลมาน บิน ฮามัด บิน อิซา อัล คอลิฟะห์ มกุฎราชกุมารแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนเสด็จเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ
* * * * * * * * * * * * * * *


