ในถ้อยแถลงดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการฯ ได้ย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการส่งเสริมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน โดยเห็นได้จากการเปลี่ยนผ่านอย่างราบรื่นของกระบวนการประชาธิปไตยของไทยตามที่ปรากฏในการเลือกตั้งเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
เพื่อตอบสนองต่อเสียงสนับสนุนที่รัฐบาลได้รับจากประชาชน ตลอดระยะเวลา ๗ เดือนที่รัฐบาลเข้าบริหารประเทศ รัฐบาลได้แปรนโยบายด้านสังคมและสิทธิมนุษยชนให้เป็นรูปธรรมในหลายด้าน ที่สำคัญได้แก่ การตั้งกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี เพื่อช่วยผู้หญิงพัฒนาศักยภาพในการประกอบอาชีพและการเป็นผู้นำในชุมชน การส่งเสริมนโยบายประกันสุขภาพถ้วนหน้า การใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการศึกษา การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและคนพิการ และการสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)
ประเทศไทยยังมีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการตามคำมั่นที่ไทยเคยประกาศไว้กับประชาคมระหว่างประเทศ โดยในด้านการปฏิบัติตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชน ประเทศไทยได้ดำเนินการถอนข้อสงวนต่าง ๆ และได้ลงนามอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยการถูกบังคับ ในเรื่องการส่งเสริมความร่วมมือกับกลไกพิเศษของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนฯ ประเทศไทยได้รับการเยือนของผู้เสนอรายงานพิเศษด้านการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะสตรีและเด็ก รวมทั้งอยู่ระหว่างการเตรียมการเพื่อรับการเยือนไทยของผู้ถืออาณัติรายอื่นๆ ในอีก ๒ – ๓ ปีข้างหน้าต่อจากนี้ ในประเด็นเรื่องการสนับสนุนกลไก Universal Periodic Review (UPR) ประเทศไทยได้เข้าสู่กระบวนการทบทวนด้วยความเชื่อว่า กลไก UPR จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในประเทศได้อย่างแท้จริง ซึ่งผลจากการทบทวน ประเทศไทยได้ยอมรับข้อเสนอแนะส่วนใหญ่และนำบางส่วนกลับมาพิจารณาอย่างจริงจัง
รัฐมนตรีว่าการฯ ได้แสดงท่าทีของประเทศไทยต่อการทำงานของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนฯ ซึ่งควรส่งเสริมแนวทางความร่วมมือผ่านการหารือและการมีส่วนร่วมของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างสร้างสรรค์ แนวทางดังกล่าวสามารถนำมาใช้กับกรณีของศรีลังกา ซึ่งมีความก้าวหน้าที่สำคัญทั้งในเรื่องกระบวนการสร้างความปรองดองและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ภายหลังสภาพความขัดแย้งที่มีมาอย่างยาวนาน
นอกจากนี้ ประเทศไทยยินดีที่เมียนมาร์มีพัฒนาการทางบวกในกระบวนการประชาธิปไตยและกระบวนการปรองดองแห่งชาติ ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนฯ ควรหันมาใช้แนวทางใหม่ในการดำเนินการเรื่องเมียนมาร์ โดยข้อมติในปีนี้ควรมีความสมดุลและยอมรับในความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในเมียนมาร์
ในขณะที่คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนฯ มีหน้าที่ต้องส่งเสริมแนวการหารือและการมีส่วนร่วมของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่ในกรณีที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์กดดันและเร่งด่วน คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนฯ ก็ต้องมีความเด็ดขาดในการจัดการกับสถานการณ์ดังกล่าว ดังเห็นได้อย่างชัดเจนจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดในซีเรีย ซึ่งประเทศไทยได้ร่วมกับประชาคมระหว่างประเทศเรียกร้องให้ทุกฝ่ายในซีเรียยุติความรุนแรงและสนับสนุนบทบาทของกลุ่มสันนิบาตอาหรับและสหประชาชาติในการแก้ไขปัญหาโดยเร็ว ขณะเดียวกันคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนฯ ก็จำเป็นต้องดำเนินนโยบายที่มีเอกภาพในการแก้ไขวิฤกตมนุษยธรรมในซีเรียไม่ให้เลวร้ายลงกว่าเดิม.
ท้ายสุด รัฐมนตรีว่าการฯ กล่าวย้ำว่า ประเทศไทยจะดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และการพัฒนามนุษย์ในประเทศ พร้อมกับการมีบทบาทอย่างแข็งขันและให้ประโยชน์ในเวทีโลก และด้วยความมุ่งมั่นในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ประเทศไทยจะลงสมัครเลือกตั้งในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเป็นสมัยที่ ๒ ในวาระปี ๒๕๕๘-๒๕๖๐
