สถานการณ์ในปากีสถาน
วันศุกร์ที่ 28 ธันวาคม 2007
อธิบดีกรมสารนิเทศ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวต่อกรณีการเสียชีวิตของนางเบนาซีร์ บุตโต ว่า ประเทศไทยรู้สึกตกใจและสลดใจต่อการกระทำอันนำไปสู่การเสียชีวิตของนางเบนาซีร์ บุตโต และผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์จำนวนหนึ่ง ประเทศไทยประณามการก่อการร้ายและการกระทำการรุนแรงสุดโต่งทุกรูปแบบ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องตอบสนองต่อเหตุการณ์อย่างยับยั้งชั่งใจ และร่วมกันนำเสถียรภาพมาสู่ปากีสถาน
การแถลงข่าวการแสดงบัลเลต์เฉลิมพระเกียรติฯ คณะ Mariinsky สหพันธรัฐรัสเซีย
วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน 2007
เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2550 กระทรวงการต่างประเทศจัดการแถลงข่าวการแสดงบัลเลต์เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 โดยคณะ Mariinsky สหพันธรัฐรัสเซีย ณ ห้องนราธิป โดยมีผู้เข้าร่วมการแถลงข่าวประกอบด้วย นายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ดร. จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา รองเลขาธิการพระราชวัง นาย Yevgeny Vladimirovich Afanasiev เอกอัครราชทูตสหพันธรัฐรัสเซีย ประจำประเทศไทย ท่านผู้หญิงวราพร ปราโมช ณ อยุธยา คุณหญิงเจเนเวียฟ เดมอน และนาย Jaspal Singh Uberoi ประธานบริษัท International Cultural Promotions สรุปสาระสำคัญของการแถลงข่าว ได้ดังนี้
ตามที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงมีพระราชดำรัสแก่คณะบุคคลที่เข้าเฝ้าทูลละออง ธุลีพระบาทในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 12 สิงหาคม 2550 และทรงเล่าพระราชทาน ถึงความประทับใจการแสดงบัลเลต์แห่งโรงละคร Mariinsky ที่ได้ทอดพระเนตรในระหว่างการเสด็จฯ เยือนสหพันธรัฐรัสเซีย เพื่อร่วมเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศครบรอบ 110 ปี เมื่อเดือนกรกฎาคม 2550 โดยมีพระราชปรารภว่า อยากให้นำคณะบัลเลต์ชุดดังกล่าวมาแสดงที่ประเทศไทย
รัฐบาลไทยได้สนองพระราชประสงค์ โดยได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดการแสดงดังกล่าวในประเทศไทย และต่อมารัฐบาลสหพันธรัฐรัสเซียได้เสนอที่จะมอบการแสดงชุดที่ได้ทอดพระเนตรมาจัดแสดงที่ประเทศไทย โดยเป็นของขวัญจาก ฯพณฯ นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีสหพันธรัฐรัสเซีย ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลังจากนั้น รัฐบาลจึงได้จัดตั้งคณะกรรมการดำเนินงานจัดการแสดงบัลเลต์เฉลิมพระเกียรติ โดยมี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นรองประธาน เพื่อดำเนินการในเรื่องนี้ให้เป็นไปอย่างสมพระเกียรติ ในการนี้ รัฐบาลไทยเห็นสมควรให้นำชุดการแสดงเต็มรูปแบบ ประกอบด้วยนักบัลเลต์จำนวน 70 คน วงออเครสตร้าจำนวน 66 คน และช่างเทคนิคจำนวน 20 คน รวมทั้งสิ้น 156 คน มาเปิดการแสดงในประเทศไทยครั้งนี้ ถือเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลสหพันธรัฐรัสเซีย เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550
การแสดงจะจัดขึ้น 3 รอบ ในวันที่ 6 – 7 – 8 ธันวาคม 2550 ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยในวันที่ 7 ธันวาคม เป็นรอบเสด็จพระราชดำเนิน ส่วนในวันที่ 6 และ 8 ธันวาคม เป็นรอบเพิ่มเติมที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ประชาชนที่สนใจได้มีโอกาสรับชมการแสดงบัลเลต์คณะที่มีชื่อเสียงระดับโลกด้วย
คณะบัลเลต์แห่งโรงละคร Mariinsky เป็นคณะบัลเลต์ที่มีประวัติศาสตร์กว่า 220 ปี ย้อนไปตั้งแต่ปี 2326 (ค.ศ.1783) เมื่อจักรพรรดินีแคทเธอรีนที่ 2 แห่งรัสเซีย ได้มีพระประสงค์ให้ตั้งคณะบัลเลต์ขึ้นที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก คณะบัลเลต์ Mariinsky มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกอย่างต่อเนื่องจากอดีตถึงปัจจุบัน ทั้งยังได้สร้างนักแสดงบัลเลต์ที่ถือเป็นตำนานของนักบัลเลต์ที่ดีที่สุดในโลกของศตวรรษที่ 20 และ 21 จำนวนมากมาย อาทิ Anna Pavlova, Irina Kopakova, Natalia Makarova, Alla Osipenko, Irina Gensler, Alla Sizova และ Uliana Lopatkina เป็นต้น โดยในการแสดงในประเทศไทยครั้งนี้ Ms. Uliana Lopatkina ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าสามารถแสดงบัลเลต์ในฉาก the Dying Swan ได้งดงามอ่อนช้อยที่สุดในโลกจะเดินทางมาร่วมแสดงด้วย
ผู้ที่สนใจการแสดงบัลเลต์เฉลิมพระเกียรติครั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดและสำรองบัตรได้ที่ www.thaiticketmajor.com โทร.02 262 3456 โดยรายได้จากการจำหน่ายบัตรจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อ สมทบทุนมูลนิธิอานันทมหิดล
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ตอบคำถามสื่อมวลชน กรณีพนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทยหยุดงานประท้วงการแปรรูปการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยอ้างถึงข้อตกลงตามกรอบ JTEPA
วันพุธที่ 31 ตุลาคม 2007
ประธานกรรมการการรถไฟแจ้งว่า การนัดหยุดงานของพนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นเรื่องความเข้าใจที่ไม่ตรงกันของพนักงานกับฝ่ายบริหารการรถไฟแห่งประเทศไทย ในเรื่องการแก้ไขกฎหมาย เพื่อทำให้การรถไฟแห่งประเทศไทยสามารถปรับปรุงการให้บริการในระบบรางรองรับการขนส่งสินค้าทั่วประเทศได้ และยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับความตกลง JTEPA
ขอยืนยันว่า ในชั้นนี้ ความตกลง JTEPA ไม่มีการเปิดเสรีด้านการขนส่งแต่อย่างใด อีกนัยหนึ่ง ฝ่ายญี่ปุ่นไม่ได้อะไรพิเศษจากฝ่ายไทยในเรื่องนี้ แต่ถ้าฝ่ายใดจะขอหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นในอนาคต ทั้งสองฝ่ายจะต้องมาเริ่มต้นหารือกัน โดย JTEPA มีข้อบทเรื่องการทบทวนเรื่องการเปิดเสรีการค้าบริการในอีก 5 ปีข้างหน้า
ขอยืนยันด้วยว่า JTEPA ไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจแต่ประการใด
ประเทศไทยให้ความช่วยเหลือแก่สาธารณรัฐเปรูจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว
วันพฤหัสบดีที่ 04 ตุลาคม 2007
ตามที่ได้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวทางตอนใต้ของสาธารณรัฐเปรูเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2550 ซึ่ง พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี และนายนิตย์ พิบูลสงคราม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ส่งสารแสดงความเสียใจถึงรัฐบาลเปรู และต่อมากระทรวงสาธารณสุขของไทยได้โอนเงินจำนวน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ ไปยังบัญชีของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลิมา เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2550 เพื่อให้ดำเนินการจัดซื้อเวชภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และสิ่งของที่จำเป็นอื่นๆ ตามที่ฝ่ายเปรูประสงค์ เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวนั้น ล่าสุด กระทรวงการต่างประเทศได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลิมาว่า เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2550 สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้จัดพิธีมอบสิ่งของบริจาคต่าง ๆ ซึ่งทางสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้จัดซื้อไว้ตามจำนวนเงินที่ได้รับโอนจากกระทรวงสาธารณสุข โดยนายอภิชาติ วรรณายน อุปทูตฯ เป็นผู้มอบสิ่งของบริจาคแก่นาย Carlos Santiago Vallejos Sologuren รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเปรูในฐานะผู้แทนรัฐบาลเปรู โดยมีข้าราชการระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงการต่างประเทศเปรู ตลอดจนสื่อมวลชนท้องถิ่นเข้าร่วมพิธีดังกล่าวด้วย ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเปรูได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลไทยว่าสิ่งของบริจาคเหล่านี้จะมีส่วนช่วยในการบรรเทาทุกข์แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเป็นอย่างมาก และการบริจาคเหล่านี้ยังเป็นการแสดงถึงมิตรภาพที่ดีระหว่างไทยกับเปรู ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นต่อไป
**************************************
3 ตุลาคม 2550
บทบาทกระทรวงการต่างประเทศและท่าทีของไทยต่อสถานการณ์ในพม่า
วันพุธที่ 03 ตุลาคม 2007
เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2550 นายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีมีการวิพากษ์วิจารณ์ท่าทีของรัฐบาลไทยต่อเหตุการณ์ในพม่า สรุปได้ดังนี้
1. กระทรวงการต่างประเทศได้แสดงท่าทีต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นลำดับตามพัฒนาการของเหตุการณ์ กล่าวคือตั้งแต่ 25 กันยายน 2550 ในช่วงที่ยังไม่มีการใช้กำลัง ก็ได้ออกแถลงการณ์ว่า รัฐบาลไทยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและหวังที่จะเห็นสันติภาพและความปรองดองในพม่า
2. ต่อมาในวันที่ 26 กันยายน 2550 หลังจากมีรายงานข่าวว่า ทางการพม่าได้ประกาศเตือนผู้เดินขบวนในการตอบคำถามของพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีที่ Asia Society นครนิวยอร์ก นายกรัฐมนตรีได้ส่งสัญญาณเรียกร้องให้รัฐบาลพม่าละเว้นการใช้กำลังและปฏิบัติต่อพระสงฆ์ด้วยความเคารพ เพราะมิฉะนั้น จะเป็นการสร้างความสะเทือนใจให้แก่ชาวพุทธทั้งปวง นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวด้วยว่า ได้พยายามชักจูงพม่ากลับสู่ความเป็นประชาธิปไตยและเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนางออง ซาน ซูจี ท่าทีดังกล่าวได้เผยแพร่ต่อสื่อต่างประเทศอย่างกว้างขวาง
3. เมื่อเหตุการณ์มีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้น ไทยได้เตรียมที่จะออกแถลงท่าที 3 ข้อ ซึ่งได้แจ้งให้แก่รัฐบาลสหรัฐฯ และประชาคมยุโรปทางการทูต ได้แก่ 1) ไทยไม่ต้องการเห็นเหตุการณ์นี้เลวร้ายไปกว่าเดิม 2) ไทยขอให้พม่าสนับสนุน good office (การช่วยเป็นสื่อกลางให้มีการเจรจากัน) ของนาย Gambari และ 3) ในฐานะที่เป็นประเทศพุทธเช่นเดียวกับพม่า ไทยขอให้รัฐบาลพม่าใช้ความอดกลั้นในการแก้ไขปัญหาโดยสันติ แต่ต่อมาทราบว่าในวันที่ 27 กันยายน 2550 ในช่วงเช้า จะมีการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่นครนิวยอร์กและจะมีท่าทีในเรื่องนี้เป็นท่าทีร่วมอยู่แล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยจึงได้หารือในที่ประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนดังกล่าว จนมีท่าทีของประเทศอาเซียนจากการประชุมครั้งนั้น แนวทางนี้เป็นประเพณีปฏิบัติของอาเซียนเมื่อมีปัญหาสำคัญ ๆ มาโดยตลอดเพื่อให้ท่าทีมีน้ำหนักยิ่งขึ้น
4. ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ก็ได้หารือทางโทรศัพท์กับนายกรัฐมนตรีของไทย ตกลงกันว่า อาเซียนจะออกแถลงการณ์โดยถือเป็นท่าทีร่วม และโดยที่นายกรัฐมนตรีของไทยเป็นสมาชิกอาเซียนเดียวที่จะกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติในเย็นวันเดียวกัน นายกรัฐมนตรีไทยจึงได้เป็นผู้ประกาศท่าทีของอาเซียนร่วมกับท่าทีของรัฐบาลไทยในที่ประชุมสหประชาชาติ ซึ่งถือเป็นการแถลงท่าทีในเวทีทางการทูตที่มีความสำคัญที่สุดของโลกโดยนายกรัฐมนตรีอ่านถ้อยแถลงเอง
5. ตลอดมา กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการตามบัญชาของท่านนายกรัฐมนตรีที่มีมายังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศทุกประการ รัฐบาลไทยเป็นผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศเป็นเครื่องมือทางการทูตในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลไทย และได้ยึดถือผลประโยชน์ของชาติเป็นหลักในการดำเนินวิเทโศบายตลอดมา สำหรับประเทศพม่าขอยืนยันว่า นโยบายต่างประเทศของไทยมีความชัดเจนที่จะเห็นสันติภาพและความปรองดองเกิดขึ้นในพม่า ให้รัฐบาลพม่าละเว้นจากการใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาและยึดแนวทางร่วมกันของอาเซียนและของสหประชาชาติในการแก้ไขปัญหาในระยะยาว ซึ่งเป็นท่าทีที่สอดคล้องกับประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน
6. ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณาจักรก็ได้กล่าวสนับสนุนท่าทีดังกล่าว และเอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยก็ได้แสดงความชื่นชมคำแถลงของท่านนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับพม่าต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ
**************
ความคืบหน้าการดำเนินงานของกระทรวงการต่างประเทศกรณีเหตุการณ์เครื่องบินสายการบินวัน-ทู-โก ประสบอุบัติเหตุที่จังหวัดภูเก็ต
วันศุกร์ที่ 21 กันยายน 2007
ตามที่ได้เกิดเหตุการณ์เครื่องบินสายการบินวัน-ทู-โก เที่ยวบินที่ OG 269 กรุงเทพฯ-ภูเก็ต ประสบอุบัติเหตุไถลออกนอกทางวิ่งที่ท่าอากาศยานนานาชาติจังหวัดภูเก็ตเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2550 ซึ่งส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ นั้น กระทรวงการต่างประเทศขอแจ้งความคืบหน้าในการดำเนินงาน ณ วันที่ 20 กันยายน 2550 ดังนี้
1. ศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจได้แต่งตั้งผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศอยู่ในองค์ประกอบของคณะกรรมการพิจารณาส่งมอบศพผู้เสียชีวิตและทรัพย์สินจากเหตุการณ์นี้ และร่วมเป็นผู้แถลงข่าวกับหัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและประชาสัมพันธ์จังหวัดภูเก็ต ซึ่งจัดขึ้นเวลาประมาณ 12.00 น. ภายหลังการประชุมของคณะกรรมการมอบคืนศพซึ่งเริ่มขึ้นเวลา 10.00 น. ในแต่ละวัน
2. ข้อมูลผู้เสียชีวิต ณ วันที่ 19 กันยายน 2550 มีทั้งสิ้น 89 คน ประกอบด้วยชาวต่างชาติ 53 คน กระทรวงการต่างประเทศได้แปลและรับรองการออกใบมรณบัตรให้แก่ผู้เสียชาวต่างชาติแล้ว 9 ราย (อินโดนีเซีย อิสราเอล ออสเตรเลีย ไอร์แลนด์ และสหรัฐฯ)
3. เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2550 มอบคืนศพชาวต่างชาติ เพิ่มเติมอีก 5 ศพ ได้แก่ศพผู้เสียชีวิตชาวอิสราเอลและฝรั่งเศส
4. ผู้บริหารสายการบินวัน-ทู-โกแจ้งให้ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศทราบว่าสายการบินฯ จะรับผิดชอบค่าบัตรโดยสารเครื่องบินสำหรับญาติใกล้ชิดของผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บประกอบด้วย บิดา มารดา คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ จำนวน 4 ใบ ค่าขนส่งศพกลับประเทศ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย
5. กระทรวงการต่างประเทศได้รับรายงานว่าผู้นำประเทศต่าง ๆ ได้มีสารแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพิ่มเติม ดังนี้
5.1 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัฐวาติกันส่งพระราชสาส์นแสดงความเสียพระทัยของสมเด็จพระสันตปาปา Benedict XVI ถึงกระทรวงการต่างประเทศ
5.2 มกุฎราชกุมารแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนทรงมีพระราชสาส์นแสดงความเสียพระทัยถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
5.3 ประธานาธิบดีสาธารณรัฐตุรกีมีสาส์นแสดงความเสียใจถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
5.4 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเม็กซิโกมีสารแสดงความเสียใจต่อรัฐบาลไทยและครอบครัวผู้เสียชีวิต
5.5 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐบัลแกเรียมีสารแสดงความเสียใจถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
**************
สารแสดงความเสียใจจาก พล อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ถึงผู้นำรัฐบาลประเทศต่าง ๆ และพระราชสาส์นและสารแสดงความเสียใจจากผู้นำประเทศต่าง ๆ ที่มีถึงประเทศไทยกรณีเหตุการณ์เครื่องบินสายการบินวันทูโกประสบอุบัติเหตุที่จังหวัดภูเก็ต
วันพุธที่ 19 กันยายน 2007
ตามที่ได้เกิดเหตุการณ์เครื่องบินสายการบินวันทูโก เที่ยวบินที่ OG 269 กรุงเทพฯ – ภูเก็ต ประสบอุบัติเหตุไถลออกนอกรันเวย์ที่จังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2550 ซึ่งส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเป็นจำนวนมาก นั้น ในการนี้ พล อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ได้มีสารแสดงความเสียใจไปยังผู้นำรัฐบาลของประเทศต่างๆ ที่มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว แล้ว จำนวน 12 ประเทศ ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ ไอร์แลนด์ ผรั่งเศส สวีเดน เยอรมนี ออสเตรีย อิหร่าน และอิสราเอล (สำหรับในส่วนของอิตาลีซึ่งมีผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว จำนวน 1 คน อยู่ระหว่างรอการยืนยันเรื่องสัญชาติของบุคคลดังกล่าวจากสถานเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย) โดยในสารดังกล่าว นายกรัฐมนตรีได้กล่าวแสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว และรัฐบาลไทยจะดำเนินการอย่างดีที่สุดในการชันสูตรศพผู้เสียชีวิตและการนำส่งศพกลับไปสู่ครอบครัวผู้เสียชีวิต รวมทั้งอำนวยความสะดวกแก่ญาติผู้เสียชีวิตในการเดินทางมาประเทศไทย สำหรับในส่วนของบริษัทสายการบินที่ประสบอุบัติเหตุก็ยินดีที่จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในการจัดส่งศพและค่าใช้จ่ายในการเดินทางของญาติผู้เสียชีวิตมายังประเทศไทย
พร้อมกันนี้ ผู้นำประเทศต่าง ๆ ได้มีสาส์นแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายประเทศ จนถึงขณะนี้ มีดังนี้ ประธานาธิบดีฝรั่งเศสมีสาส์นถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นายกรัฐมนตรีบาร์เรนได้มีพระราชสาส์นถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีจีน สหราชอาณาจักร สิงคโปร์ ได้มีสารถึงนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์และลัตเวีย ได้มีสารถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (นอกจากนี้ ประธานาธิบดีออสเตรียได้กล่าวแสดงความเสียใจกรณีเหตุการณ์ดังกล่าวต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระหว่างพบปะในงานเลี้ยงรับรองเนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี แห่งการก่อตั้งทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ที่กรุงเวียนนา เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2550)
ความคืบหน้าการดำเนินงานของกระทรวงการต่างประเทศ กรณีเครื่องบินสายการบินวัน-ทู-โก ประสบอุบัติเหตุที่จังหวัดภูเก็ต
วันพุธที่ 19 กันยายน 2007
1. คณะทำงานฯ ได้ติดต่อประสานกับผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติและสายการบินวัน-ทู-โก จัดการบรรยายสรุปต่อผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตอิหร่าน อิสราเอล ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร สหรัฐฯ และฝรั่งเศส (จำนวนประมาณ 20 คน)
2. กระบวนการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล ประกอบด้วย
2.1 ตำรวจนิติเวช ตรวจเลือดเพื่อเก็บหลักฐาน DNA ถ่ายรูป ตรวจฟัน พิมพ์ลายนิ้วมือรูปพรรณ ทรัพย์สิน หรือเอกสารจากศพ
2.2 ญาติหรือสถานเอกอัครราชทูตฯ มากรอกข้อมูลก่อนการเสียชีวิต (Ante Mortem) และตกลงกันระหว่างทีมพิสูจน์เอกลักษณ์กับญาติ เพื่อพิจารณาความถูกต้องของศพที่จะส่งคืนญาติ
2.3 ญาติหรือสถานเอกอัครราชทูตฯ มาให้ปากคำกับตำรวจท้องถิ่นตามกฎหมายไทย
2.4 อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ออกใบมรณบัตร
2.5 แปลใบมรณบัตรเป็นภาษาอังกฤษ และดำเนินการรับรองเอกสารโดยกระทรวงการต่างประเทศ
2.6 มอบศพให้ญาติหรือสถานเอกอัครราชทูตฯ
ในการนี้ ทางการไทยได้ใช้มาตรฐานเดียวกันในการพิสูจน์เอกลักษณ์ทั้งสำหรับชาวไทยและชาวต่างประเทศซึ่งเป็นมาตรฐานสากล และขอให้สถานเอกอัครราชทูตช่วยประสานติดต่อไปยังครอบครัว ขอข้อมูลก่อนการเสียชีวิต (Ante Mortem) อาทิ ภาพถ่าย การทำฟัน และลายนิ้วมือ ให้ได้มากที่สุด เพื่อนำมาตรวจสอบคู่กับหลักฐานจากศพที่ตำรวจเก็บข้อมูลไว้ แม้ว่าครอบครัวจะให้การว่าสามารถจำรูปพรรณและระบุศพได้ แต่ก็เกิดข้อผิดพลาดบ่อยครั้ง ทางการไทยจึงต้องทำให้มั่นใจเต็มที่ เพื่อไม่ให้เกิดการผิดพลาดในการส่งมอบศพ ทั้งนี้ ทางการไทยได้ประสานงานกับตำรวจสากลขอข้อมูลแล้วอีกทางหนึ่ง
3. เจ้าหน้าที่ประสานงานของศูนย์ปฏิบัติการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (Division of Victim Identification: DVI) จะมาประจำอยู่ที่ศูนย์ปฏิบัติการการให้ความช่วยเหลือ ณ อาคารอเนกประสงค์ ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต ทั้งนี้ ญาติและเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตฯ ขอดูศพได้ระหว่าง เวลา 10.00-16.30 น. เนื่องจากการนำศพเข้า-ออกตู้คอนเทนเนอร์บ่อยครั้ง จะทำให้ศพเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
4. ผู้บริหารสายการบินวัน-ทู-โก ได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทุกประการ ซึ่งรวมถึง การส่งศพกลับประเทศของผู้เสียชีวิต ค่าใช้จ่ายสำหรับญาติที่จะเดินทางมารับศพ (จะแจ้งจำนวนญาติที่จะรับผิดชอบให้ทราบต่อไป) และค่ารักษา พยาบาลผู้บาดเจ็บ
5. ผู้บรรยายสรุปได้ตอบคำถามของผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตที่เข้าร่วมฟัง ดังนี้
5.1 กรณีการขอภาพถ่ายของผู้เสียชีวิตทางตำรวจจะอนุญาตให้เฉพาะสถานเอกอัครราชทูตและญาติของผู้เสียชีวิตเท่านั้น
5.2 กรณีญาติหรือสถานเอกอัครราชทูตมั่นใจว่าสามารถระบุผู้เสียชีวิตได้จากเอกสาร อาทิ ใบขับขี่ หรือหนังสือเดินทางที่ติดตัวอยู่ ทางตำรวจยังจำเป็นต้องปฏิบัติตามขั้นตอนการชันสูตรดังกล่าว เว้นแต่ว่ามีหลักฐานที่พิสูจน์ได้ อาทิ ลายนิ้วมือ DNA ข้อมูลตรวจฟันหรืออย่างใดอย่างหนึ่ง
6. ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลแจ้งว่าได้ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลที่ผ่านงานสึนามิมาแล้ว เพื่อให้ความร่วมมือกับทางการไทยในการช่วยตรวจสอบพิสูจน์เอกลักษณ์ของชาติอื่นๆ ที่เสียชีวิตครั้งนี้ด้วย ทั้งนี้ ทางการไทยได้อนุญาตให้ทีมงานดังกล่าวนำข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เสียชีวิตชาวอิสราเอลร่วมตรวจสอบกับทางการไทย
7. กระทรวงการต่างประเทศได้รับการร้องขอจากสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศกรณีที่มีสื่อมวลชนได้นำภาพถ่ายของผู้เสียชีวิตออกเผยแพร่ จึงขอความร่วมมือสื่อมวลชนมิให้ถ่ายภาพลักษณะดังกล่าว ซึ่งจะสร้างความสลดใจให้แก่ญาติผู้เสียชีวิต
8. สถานะล่าสุดเกี่ยวกับจำนวนผู้เสียชีวิตที่ได้รับรายงานจากศูนย์ปฏิบัติการฯ จังหวัดภูเก็ต มีผู้เสียชีวิตจำนวน 89 ราย โดยเป็นชาวต่างประเทศ 57 ราย ในจำนวนผู้เสียชีวิตชาวต่าง ประเทศดังกล่าว มีการตรวจสอบพิสูจน์เอกลักษณ์เรียบร้อยแล้ว 21 ราย
9. กระทรวงการต่างประเทศขอขอบคุณกองทัพบกที่ได้ให้ความอนุเคราะห์จัดเครื่องบินพิเศษนำคณะเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูต 5 ประเทศและเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศเดินทางไปจังหวัดภูเก็ตเมื่อเวลา 04.00 น. ของวันที่ 17 กันยายน 2550 ซึ่งทำให้ภารกิจต่างๆ ของกระทรวงฯ และสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว
************************
