สารของนายเตช บุนนาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในโอกาสวันสถาปนาอาเซียน 8 สิงหาคม 2551
วันศุกร์ที่ 22 มกราคม 2010
คำปราศรัยของนายกรัฐมนตรีและสารของรัฐมนตรีต่างประเทศในโอกาสวันครบรอบสถาปนาอาเซียน
วันศุกร์ที่ 22 มกราคม 2010
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วมการประชุมนานาชาติว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือพม่า ซึ่งจัดโดยอาเซียน-องค์การสหประชาชาติ
วันอังคารที่ 27 พฤษภาคม 2008
เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2551 นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วมการประชุมนานาชาติว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือพม่า ซึ่งจัดโดยอาเซียนและองค์การสหประชาชาติ (ASEAN-UN International Pledging Conference) ณ กรุงย่างกุ้ง
การประชุมครั้งนี้มีขึ้นตามที่ได้มีการตกลงกันระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือพม่า เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2551 ที่สิงคโปร์
การประชุมครั้งนี้มีทั้งหมด 52 ประเทศ และอีก 25 องค์กรเข้าร่วมการประชุม ซึ่งนายกรัฐมนตรีของพม่าได้กล่าวรายงานสถานการณ์ล่าสุดว่าจนถึงขณะนี้มีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 77,738 คน สูญหาย 55,917 คน และอีก 19,359 ได้รับบาดเจ็บ และทางการพม่าได้ประมาณความเสียหายไว้ประมาณ 10,740 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีพม่าได้กล่าวขอบคุณนานาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งรวมถึงไทย ที่ให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่
รัฐมนตรีว่าการฯ ได้ย้ำให้ที่ประชุมเห็นถึงความตั้งใจจริงและการมีบทบาทนำของไทยในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่พม่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ไทยเป็นประเทศแรกที่ส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ คณะแพทย์ และบริจาคเงินช่วยเหลือให้แก่พม่า รวมทั้งเป็นประเทศแรกที่หัวหน้ารัฐบาลได้ไปเยือนพม่าเพื่อประเมินสถานการณ์ความเสียหายอีกด้วย
รัฐมนตรีนพดลฯ เน้นย้ำว่าประเทศไทยยังสามารถช่วยเหลือพม่าได้อีก ดังนั้น ในที่ประชุม ประเทศไทยประกาศให้ความช่วยเหลือ ดังนี้
1. ประกาศเป็นศูนย์รวบรวมและลำเลียงความช่วยเหลือ (staging area) จากประเทศสมาชิกและประชาคมระหว่างประเทศ ที่สนามบินดอนเมือง ซึ่งได้มีพิธีเปิดเที่ยวบินปฐมฤกษ์ไปในวันที่ 24 พฤษภาคม 2551 ที่คลังสินค้าหมายเลข 3 สนามบินดอนเมือง โดยมีนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช นายบัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ และ ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียนเป็นประธานในพิธี
2. แถลงรายการความช่วยเหลือที่ฝ่ายไทยได้มอบให้พม่าแล้ว ซึ่งในขณะนี้มีมูลค่ากว่า 12.09 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 375 ล้านบาท) และยังคงจะมอบให้ต่อไป โดยเฉพาะรายการที่นายกรัฐมนตรีพม่าเคยร้องขอโดยตรงกับนายกรัฐมนตรีในระหว่างการเยือนพม่า เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2551 ได้แก่ เครื่องสูบน้ำ รถไถ เรือไฟเบอร์กลาส และหลังคาสังกะสี โดยในชั้นนี้ ฝ่ายไทยพร้อมจะมอบรถไถจำนวน 200 คัน
3. ประกาศให้ความช่วยเหลือในลักษณะ Reconstruction Fund เพื่อใช้ฟื้นฟูพม่าในระยะยาว เช่น เพื่อใช้สำหรับการก่อสร้างซ่อมแซมถนน สะพาน โรงเรียน โรงพยาบาล วัดวาอาราม สาธารณูปโภค และการฟื้นฟูพื้นที่เพาะปลูก โดยบริจาคเงินเข้าสบทบกองทุนอาเซียนที่จะจัดตั้งขึ้น
4. นอกจากนี้ ในฐานะประเทศผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลก ประเทศไทยพร้อมที่จะเสนอความช่วยเหลือด้านการปลูกข้าวให้แก่พม่าอีกด้วย ตามที่ทั้งนายกรัฐมนตรีของพม่าและเลขาธิการสหประชาชาติเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการฟื้นฟูการปลูกข้าวในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
5. และในโอกาสที่ประเทศไทยกำลังจะเป็นประธานอาเซียน ประเทศไทยจึงให้คำมั่นที่จะเดินหน้าภารกิจภายใต้กรอบ ASEAN Task Force ที่มีเลขาธิการอาเซียนเป็นประธาน และคณะทำงานหลักสามฝ่าย (Tripartite Core Group) เพื่อช่วยเหลือ ฟื้นฟู และเยียวยาผู้ประสบภัยต่อไป
นอกจากนี้ ในระหว่างการประชุม รัฐมนตรีว่าการฯ ยังได้มีโอกาสเจรจาทวิภาคีกับนาย Gernot Erler รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี นาง Gunilla Carlsson รัฐมนตรีความร่วมมือด้านการพัฒนา ราชอาณาจักรเดนมาร์ก และนาย Douglas L. Alexander รัฐมนตรีด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ สหราชอาณาจักร
การหารือระหว่างไทยกับกัมพูชาเรื่องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกที่สำนักงานใหญ่ยูเนสโก ณ กรุงปารีส
วันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม 2008
เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2551 ที่สำนักงานใหญ่ยูเนสโก ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นำคณะผู้แทนฝ่ายไทยประกอบด้วยนายเพ็ญศักดิ์ ชลารักษ์ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ผู้แทนจากส่วนราชการภายในกระทรวงการต่างประเทศ รวมทั้งนายธนะ ดวงรัตน์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส และผู้แทนจากสำนักงานคณะผู้แทนถาวรไทยประจำยูเนสโก พบปะกับนายสก อาน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกัมพูชา พร้อมบุคคลระดับสูงจากรัฐบาลกัมพูชา เพื่อหารือเรื่องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยมีนาง Francoise Riviere ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวัฒนธรรมของยูเนสโก และคณะเข้าร่วมด้วย
การประชุมดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องจากการหารืออย่างไม่เป็นทางการระหว่างรัฐมนตรีว่าการฯ กับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกัมพูชา เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2551 ที่ จังหวัดเกาะกง กัมพูชา ที่เห็นชอบร่วมกันให้มีการประชุมหารือระหว่างคณะผู้แทนของทั้งสองประเทศ และมีฝ่ายยูเนสโกเข้าร่วมด้วย
ในการนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงข่าวเกี่ยวกับการประชุมดังกล่าว เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2551 ณ กระทรวงการต่างประเทศ ดังนี้
1. การหารือเป็นไปด้วยบรรยากาศที่ดี ฉันมิตร และสร้างสรรค์ โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี จากผู้แทนจากยูเนสโกในการจัดการประชุม และทุกฝ่ายต่างพยายามแสดงความเข้าใจในท่าทีของแต่ละฝ่าย ซึ่งยืนยันถึงความสัมพันธ์ฉันเพื่อนบ้านที่ดีและแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งยังเป็นประเทศสมาชิกอาเซียนด้วยกันอีกด้วย
2. ผลการประชุมในครั้งนี้ถือว่าเป็นความสำเร็จและความคืบหน้าครั้งสำคัญ กล่าวคือ กัมพูชายอมรับเปลี่ยนแปลงการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร โดยจะขอขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทเป็นมรดกโลก และได้ให้คำมั่นว่าจะส่งแผนที่ใหม่แสดงขอบเขตขอบตัวปราสาทพระวิหารที่จะขึ้นทะเบียนมาให้ฝ่ายไทยและฝ่ายยูเนสโกพิจารณาภายในวันที่ 6 มิถุนายน 2551
3. การขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทจะช่วยให้ไม่มีปัญหาเรื่องการขอขึ้นทะเบียนพื้นที่ที่เป็นพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนเป็นมรดกโลก ทำให้ไม่มีการเสียผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย และไทยสามารถรักษาสิทธิทางเขตแดนไว้ได้อย่างสมบูรณ์
4. ฝ่ายไทยได้ยืนยันในการสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ทั้งนี้ โดยจะต้องพิจารณาจากแผนที่ที่ฝ่ายกัมพูชาจะผลิตขึ้นใหม่ด้วยเพื่อใช้แทนแผนที่เดิมที่เคยใช้ประกอบในคำขอขึ้นทะเบียนเมื่อปี พ.ศ. 2551 ด้วย
5. ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่าการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกในครั้งนี้ จะไม่มีผลกระทบต่อสิทธิของแต่ละฝ่ายในการจัดทำหลักเขตแดนร่วมกันในบริเวณดังกล่าวในอนาคต
6. การเห็นพ้องกันดังกล่าวได้รับการบันทึกไว้เป็นร่างคำแถลงการณ์ร่วม หรือ Joint Communique ซึ่งได้ตกลงกันอย่างชัดเจนว่าแต่ละฝ่ายจะต้องนำกลับไปเพื่อขอความเห็นชอบจากรัฐบาลของตนก่อน และจะต้องพิจารณาดูว่าแผนที่ที่ได้รับการแก้ไขนั้นมีความเหมาะสมแล้วหรือไม่เพียงใด
7. ผู้แทนจากยูเนสโกได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการอำนวยความสะดวกในการจัดการประชุมในครั้งนี้ และได้แสดงความเข้าใจเป็นอย่างดีในท่าทีของไทย
คนไทยในกรุงย่างกุ้งปลอดภัยจากพายุไซโคลน Nargis
วันอาทิตย์ที่ 04 พฤษภาคม 2008
ตามที่พายุโซโคลน Nargis ได้พัดเข้ากรุงย่างกุ้ง สหภาพพม่า ตั้งแต่เช้าวันที่ 3 พฤษภาคม 2551 กระทรวงการต่างประเทศได้สั่งการให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และวันนี้ (4 พฤษภาคม 2551)ได้รับรายงานจาก นายบรรสาน บุนนาค เอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง ว่า พายุลูกดังกล่าวได้สร้างความเสียหายให้กับกรุงย่างกุ้งอย่างรุนแรง โดยระบบไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ ในพื้นที่ส่วนใหญ่ถูกตัดขาด ระบบสื่อสารได้รับความเสียหายเกือบทั้งหมด ต้นไม้ที่มีอายุกว่าร้อยปีในกรุงย่างกุ้ง ทานแรงพายุไม่ได้และโค่นลงเป็นจำนวนมาก ทำให้ถนนถูกปิดกั้น และสนามบินต้องปิดทำการ เนื่องจากไม่มีไฟฟ้า และเนื่องจากสภาพอากาศ และการบินไทยยังคงไม่สามารถทำการบินได้ในวันนี้
สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ตั้งศูนย์ประสานงานการให้ความช่วยเหลือ และส่งเจ้าหน้าที่เดินทางโดยรถยนต์ และเดินเท้า ไปเยี่ยมคนไทยที่เดินทางไปท่องเที่ยวอยู่ตามโรงแรมต่าง ๆ เช่น ที่โรงแรม Park Royal โรงแรม Chatruim และโรงแรม Kandagyi ซึ่งพบว่ามีนักท่องเที่ยวชาวไทยรวมกันกว่าร้อยคน และทุกคนปลอดภัย ไม่มีรายงานว่ามีผู้ได้รับอันตรายหรือความเสียหายใด ๆ และขณะนี้โรงแรมส่วนใหญ่ยังคงมีไฟฟ้าและน้ำประปาใช้
อนึ่ง นอกจากคนไทยที่เดินทางไปท่องเที่ยวแล้ว ยังมีคนไทยที่พำนักอาศัยในกรุงย่างกุ้งระยะยาวอีกประมาณ 400 คน ซึ่งขณะนี้ไม่พบว่ามีผู้ได้รับอันตรายจากพายุดังกล่าว
โดยที่การสื่อสารโทรคมนาคมในกรุงย่างกุ้งถูกตัดขาดเกือบทั้งหมด ผู้ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนต้องติดต่อกับญาติ สามารถติดต่อไปยัง สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 354-6200 ต่อ 105 หรือ 116 หรือ 119 หรือ 120
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง ตั้งอยู่ใกล้ใจกลางเมือง ที่ ถนน Pyay (พีย์) Road, อำเภอ Dagon Township อยู่ติดกับอาคารรัฐสภา (Parliament House)
กระทรวงการต่างประเทศจะรายงานความคืบหน้าให้ทราบต่อไปเป็นระยะ
***********************
เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยเยี่ยมคารวะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ 2008
เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551 นายจาง จิ่วหวน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในโอกาสที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเข้ารับตำแหน่งใหม่
เอกอัครราชทูตจีนแสดงความยินดีต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและได้มอบสารแสดงความยินดีจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศจีน ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศขอบคุณเอกอัครราชทูตจีน และกล่าวว่าจีนเป็นมหามิตรของไทย และการที่ตนเข้ารับตำแหน่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งตรงกับวันตรุษจีนถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดี โดยทั้งสองฝ่ายยังได้ยืนยันเจตนารมย์ร่วมที่จะสานสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศที่มีมายาวนานและดำเนินมาด้วยดีในทุกๆ ด้านให้แนบแน่นขึ้นไป
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยังได้กล่าวแสดงความห่วงใยประชาชนจีนที่ได้รับผลจากภัยพิบัติพายุหิมะที่ตกรุนแรงเป็นประวัติการณ์ในประเทศจีนตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเอกอัครราชทูตจีนได้กล่าวแสดงความขอบคุณและรู้สึกซาบซึ้งใจต่อความห่วงใยของรัฐบาลไทย
นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตจีนยังได้ขอบคุณรัฐบาลไทยที่ให้ความสนับสนุนจีนตลอดมา โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหาช่องแคบไต้หวัน ซึ่งฝ่ายไทยได้ยืนยันว่าได้ยึดมั่นกับนโยบายจีนเดียว โดยกระทรวงการต่างประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์ในเรื่องนี้เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2550 และ 3 มกราคม 2551 ซึ่งสอดคล้องกับข้อมติสมัชชาสหประชาชาติที่ 2758
เอกอัครราชทูตจีนยังได้แจ้งคำเชิญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีนให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเดินทางไปเยือนจีน ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ขอให้เอกอัครราชทูตฯ เชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีนเยือนไทยในโอกาสที่เหมาะสมเช่นกัน
