นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีวาการกระทรวงการคลัง นายชัชชาติ สุทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง นางสาวจุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ นายเอกนิติ นิติทัณฑประภาศ รองผูอํานวยการสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง พรอมดวยนายไพบูลยนลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทยรวมจัดงานพบปะนักลงทุน (Roadshow) ในหัวข้อ “Building a Strong Foundation for Thailand and ASEAN” เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2556 ณ โรงแรมเพนนินซูล่า กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจดานเศรษฐกิจแกนักลงทุนตางชาติกวา 300 ราย โดยมีสาระสําคัญของงานพบปะนักลงทุน ดังนี้
นางสาวยิ่งลักษณ์ฯ ได้กล่าวเปิดงานว่า ไทยและญี่ปุ่นมีความร่วมมือโดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจมาอย่างยาวนาน โดยญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีการลงทุนในไทยเป็นอันดับหนึ่งกว่า 1.3 ล้านล้านเยน และการค้าระหว่างไทยและญี่ปุนมีมูลค่ากว่า 7.5 ล้านล้านเยนในปีที่แล้ว ทั้งนี้ ที่ผ่านมาญี่ปุ่นยังได้มีบทบาทสำคัญในพัฒนาการด้านเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานของไทย โดยเฉพาะในการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกของไทย (Eastern Seaboard) ให้เป็นชุมชนที่มีนิคมอุตสาหกรรม โรงงาน ท่าเรือน้ำลึก และโครงข่ายพื้นฐานที่พรั่งพร้อม ด้วยเหตุนี้ นางสาวยิ่งลักษณ์ฯ จึงได้เชิญชวนภาคเอกชนญี่ปุ่นให้เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการสำคัญในอนาคต ได้แก่ โครงการลงทุนด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในวงเงิน 350,000 ล้านบาท แผนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท และโครงการนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือน้ำลึกทวาย
นายกิตติรัตน์ฯ กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “The Roadmap to Real Opportunities for Thailand and ASEAN” โดยชี้ให้เห็นถึงเศรษฐกิจไทยที่ยังคงขยายตัวต่อเนื่องในไตรมาสแรกของปี 2556 อยู่ที่ร้อยละ 5.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน อันเป็นผลจากการบริโภคและการลงทุนที่ขยายตัวได้ดี ทั้งนี้ นโยบายภาครัฐ เช่น การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ นโยบายรถคันแรก นโยบายจำนำข้าว ได้มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ นายกิตติรัตน์ฯ ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศและโครงการทวาย โดยจากภูมิศาสตร์ของไทยที่อยู่บริเวณศูนย์กลางของอาเซียน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านการคมนาคมและการเชื่อมโยงกับเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายจะทำให้ไทยได้ประโยชน์อย่างเต็มที่เมื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558
นายชัชชาติฯ ได้บรรยายในหัวข้อ “Thailand’s Infrastructure Investment” โดยกลาวว่า การเชื่อมโยงระบบโลจิสติกสจะช่วยให้ไทยและอาเซียนไดรับประโยชนจากการรวมกลุมทางเศรษฐกิจอยางแทจริง ในปจจุบัน ประเทศไทยยังพึ่งพาการขนสงทางถนนที่สูงกวารอยละ 86 ของการขนสงทั้งหมด ซึ่งทําใหต้นทุนทางโลจิสติกสของประเทศอยูในระดับที่สูงถึงรอยละ 15.2 ของจีดีพี การลงทุนในโครงสรางพื้นฐานดานคมนาคมขนสงของประเทศ 2 ลานลานบาท ทั้งรถไฟรางคู (Double Track) รถไฟความเร็วสูง (High Speed Train) และการขนสงมวลชน (Mass Transit) จะชวยลดตนทุนดานโลจิสติกสและลดการนําเขาพลังงานเพื่อการขนสงอันจะเพิ่มขีดความสามารถในการแขงขันของประเทศไดอยางยั่งยืน โดยคาดวาการดําเนินการตามยุทธศาสตรการพัฒนาโครงสรางพื้นฐานดานคมนาคมขนสงของประเทศ จะสงผลใหตนทุนโลจิสติกสตอจีดีพีของประเทศลดลงจากปจจุบันไมนอยกวารอยละ 2.0 ทั้งนี้ นายชัชชาติฯ ได้กล่าวเชิญชวนภาคเอกชนญี่ปุ่นให้เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ของไทยผ่านการเข้าร่วมประมูลสัมปทานโครงการต่างๆ
นายนิวัฒน์ธำรงฯ ได้บรรยายในหัวข้อ “Dawei Project, the New Asian Gateway” โดยกล่าวถึงความสำคัญของเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายในฐานะจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนาความเชื่อมโยงฐานการผลิตภายในภูมิภาคอาเซียนและการเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ในการขนส่งสินค้า รวมทั้งหยิบยกกรณีศึกษาการพัฒนาเขตพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างไทย-ญี่ปุ่นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของไทย และเชิญชวนให้ภาคเอกชนญี่ปุ่นเข้าร่วมการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายร่วมกับไทยผ่านโครงการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (Public Private Partnership)
การพบปะนักลงทุนในครั้งนี้ถือวาประสบผลสําเร็จอยางมาก สะทอนจากความสนใจจํานวนมากของภาคเอกชนญี่ปุ่นจํานวนมากที่เข้ารวมงานและจากคําถามตางๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำถามเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนญี่ปุ่นในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท และโครงการทวายซึ่งฝ่ายไทยไดชี้แจงใหขอมูลอยางครบถวนและชัดเจน
สำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
โทร. 02 273 9020 ต่อ 3254
ที่มา : กระทรวงการคลัง
ผู้นำเสนอ : กลุ่มสารนิเทศการคลัง สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง
