โดยมีแนวโน้มของเครดิตในระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) ซึ่งมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
1. สถานะการเป็นเจ้าหนี้ต่างประเทศสุทธิ การจัดการทางด้านการคลังอย่างระมัดระวัง และภาระหนี้สุทธิของรัฐบาลที่ลดลงทำให้ S&P’s ยังคงยืนยันระดับเครดิตของประเทศที่ระดับ BBB+/Stable/A-2 ซึ่งถือเป็นระดับเครดิตที่มีความเชื่อมั่นสูงและยังอยู่ในระดับที่น่าลงทุน (Investment Grade) แม้ว่าจะมีปัจจัยด้านความไม่แน่นอนทางด้านนโยบายการเมืองค่อนข้างมากนับตั้งแต่ปี 2549 รวมทั้งความเสี่ยงเกี่ยวกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะปานกลาง อย่างไรก็ตาม ปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งของประเทศไทยจะทำให้ประเทศไทยยังคงสามารถรักษาระดับเครดิตดังกล่าวไว้ได้ แต่หากความไม่แน่นอนทางการเมืองยังคงยืดเยื้อและไม่สามารถกลับเข้าสู่ระบอบการเมืองตามปกติได้ อาจจะส่งผลกระทบต่อสถานะทางเครดิตของประเทศไทยได้ในระยะต่อไป
2. สถานะด้านต่างประเทศที่ยังคงมีความแข็งแกร่งซึ่งส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล โดยภายในสิ้นปี 2550 คาดว่าประเทศไทยจะมีสินทรัพย์ต่างประเทศสุทธิมากกว่าหนี้ต่างประเทศสุทธิประมาณร้อยละ 30 การเจริญเติบโตที่แข็งแกร่งสะท้อนถึงการเพิ่มขึ้นของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยเป็นผลมาจากภาคการส่งออกที่เข้มแข็งและเงินลงทุนจากต่างประเทศที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ นอกจากนี้ดุลบัญชีเดินสะพัดที่คาดว่าจะเกินดุลถึงร้อยละ 4.4 ของรายรับตั้งแต่ปี 2550-2552 จะทำให้สินทรัพย์ต่างประเทศของไทยแข็งแกร่งขึ้นในอนาคต
3. รัฐบาลไทยสามารถดำเนินนโยบายทางการคลังอย่างรอบคอบและต่อเนื่อง โดยดุลการคลังของรัฐบาลยังคงเกินดุลมาตลอด ยกเว้นในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ การดำเนินนโยบายทางการคลังที่มีความระมัดระวังดังกล่าวส่งผลให้หนี้โดยตรงของรัฐบาล ซึ่งคาดว่าจะลดลงเหลือร้อยละ 17 ของ GDP ณ สิ้นปี 2550 ต่ำกว่าค่ามัธยฐานของกลุ่มประเทศที่มีระดับเครดิต BBB (ร้อยละ 26) โดยหนี้ส่วนใหญ่ของรัฐบาลเป็นผลมาจากการแก้ไขปัญหาในภาคการเงินหลังจากวิกฤติเศรษฐกิจ
4. อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2549 ส่งผลในทางลบต่อระดับเครดิตของประเทศไทยและทำให้การฟื้นตัวของภาคธนาคารของไทยหยุดชะงัก การเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างฉับพลันของรัฐบาลชั่วคราวภายหลังการเกิดรัฐประหารทำให้นักลงทุนมีมุมมองต่อระดับความเสี่ยงของประเทศไทยเพิ่มขึ้น และมีความเชื่อมั่นที่ลดลง ซึ่งจะส่งผลให้การลงทุนมีแนวโน้มชะลอตัวจนถึงปี 2551 และจะทำให้มีผลกระทบต่อแนวโน้มการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะปานกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อสถานะทางการคลังของรัฐบาล รวมทั้งความเข้มแข็งของภาคธนาคาร
5. แนวโน้มของระดับเครดิตของไทยยังอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) เป็นผลมาจากความคาดหวังว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติในระยะเวลาอันใกล้ แต่หากความไม่แน่นอนทางการเมืองยังคงยืดเยื้อและไม่สามารถกลับเข้าสู่ระบอบการเมืองตามปกติได้อาจส่งผลต่อความไม่สงบในสังคมและทำให้นักลงทุน
ขาดความเชื่อมั่นต่อประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในทางลบต่อแนวโน้มระดับเครดิต ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ทางการเมืองกลับเข้าสู่ระบบอย่างมีเสถียรภาพ รวมทั้งมาตรการในการเพิ่มขีดความสามารถในด้านเศรษฐกิจของประเทศของรัฐบาลชุดใหม่ ก็จะส่งผลในทางบวกต่อแนวโน้มระดับเครดิตของประเทศในอนาคต
ผู้นำเสนอ : กลุ่มการประชาสัมพันธ์ สป.กค.
