จากกรณีเมื่อ ๑๖ ม.ค.๕๒ เว็บไซต์บีบีซีรายงานว่า ทหารไทยได้ควบคุมตัวผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมายจากบังกลาเทศและพม่า แล้วบังคับให้ขึ้นเรือกลับประเทศของตนทั้งที่เรือที่ไม่มีเครื่องยนต์ ปล่อยให้ลอยอยู่กลางทะเลด้วยอาหารและน้ำประทังชีวิตเพียงน้อยนิด เชื่อต้องการปล่อยให้ตายกลางทะเล บีบีซีอ้างการเปิดเผยของผู้รอดชีวิตระบุว่ากลุ่มผู้อพยพได้จ่ายเงินให้กับนายหน้าเพื่อให้พาขึ้นเรือมาที่ประเทศไทย เพราะต้องการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่กลับมาถูกทหารไทยควบคุมตัวไว้ที่เกาะทรายแดง แล้วจับมัดมือพาขึ้นเรือออกทะเลไปโดยมีอาหารและน้ำเพียงน้อยนิดเท่านั้น ผู้รอดชีวิตที่ได้รับการช่วยเหลือจากยามชายฝั่งอินเดีย ที่เกาะอันดามันเปิดเผยว่ายังมีผู้ที่ต้องการขอลี้ภัยอีกหลายร้อยคนหายสาบสูญหลังจากออกจากบังกลาเทศและพม่าตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา นายซอว์ วิน หนึ่งในผู้รอดชีวิตที่ได้รับการช่วยเหลือจากยามชายฝั่งอินเดีย เปิดเผยหลังจากถูกปล่อยให้ลอยอยู่ทะเลนานถึง ๑๒ วัน ว่า ทหารไทยได้มัดมือของทุกคนเอาไว้แล้วนำตัวขึ้นเรือที่ไม่มีเครื่องยนต์ ก่อนจะใช้เรือยนต์ลากเรือผู้อพยพลงทะเลไปแล้วปล่อยให้ลอยอยู่กลางทะเล ทั้งๆ ที่ไม่มีอาหารและน้ำ โดยนายวินเชื่อว่าทหารไทยต้องการให้พวกผู้อพยพเหล่านี้ตายบนเรือ ส่วนผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ เปิดเผยว่า มีผู้อพยพราว ๔๐๐ คน ถูกทหารนำตัวขึ้นเรือลำใหญ่ ที่มีเพียงข้าว ๒ ถุง และน้ำดื่ม ๒ ถัง หลังจากผ่านไป ๒ วัน อาหารและน้ำก็หมดลง ผู้อพยพบนเรือต้องอยู่โดยไม่มีอาหารและน้ำนานเกือบ ๑๕ วัน ก่อนจะเห็นประภาคารจึงได้พากันกระโดดลงทะเลแล้วว่ายน้ำขึ้นฝั่ง และได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ชายฝั่งของอินเดียพาไปพักยังที่พักชั่วคราว นายออน โรฮิงยา หนึ่งในชาวพม่าที่อพยพครั้งนี้ เปิดเผยว่า ตนและลูกชายพร้อมเพื่อนๆ อีก ๗ คน ได้ถูกทหารไทยจับตัวและบังคับให้ขึ้นเรือลำใหญ่ที่ไม่มีเครื่องยนต์ แต่ปรากฏว่า ลูกชายและเพื่อนของตนอีก ๓ คน รอดชีวิตมาได้ ส่วนอีก ๔ คน เสียชีวิต เนื่องจากขาดน้ำและอาหาร หลายคนได้กระโดดลงทะเลเพื่อไปตายเอาดาบหน้า เมื่อเรือลอยไปใกล้กับเกาะอันดามันแล้ว เหลือคนอยู่บนเรือเพียงกว่าร้อยคนเท่านั้น
การชี้แจงของผู้เกี่ยวข้อง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สำนักข่าวบีบีซีของอังกฤษเผยแพร่ ข่าวระบุว่า ทหารเรือผลักดันชาวโรฮิงญา ชนกลุ่มน้อยที่หลบหนีเข้าเมืองจากฝั่งพม่าอย่างไร้มนุษยธรรม โดยนำไปปล่อยกลางทะเลว่า เรื่องนี้ทางกระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์ไปแล้ว และจะพยามดูว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ยินดีร่วมมือกับต่างประเทศในการแก้ปัญหาคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย เพราะกระทบความมั่นคงของเรา แต่เรายึดหลักสิทธิมนุษยชนเป็นนโยบายในการดำเนินการอยู่แล้ว โดยตนจะนัดกลุ่มสิทธิมนุษยชนมาหารือให้ เร็วที่สุด เพื่อจะได้ทราบว่ามีข้อเท็จจริงที่ลักลั่นกันอย่างไร และจะได้เคลียร์ข้อสงสัยของเขาให้ได้
พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ให้สัมภาษณ์ว่ากองทัพไทยดำเนินตามนโยบายของรัฐบาล ส่วนการปฏิบัติก็มีขั้นตอนการดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่พยายามหลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายและ ด้านอื่นๆ เช่น อาชญากรข้ามชาติ ในกรณีผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย เรามีมาตรการแนวทางในการปฏิบัติ บนพื้นฐานของมนุษยธรรม
“ เมื่อวาน (๑๗ ม.ค.๕๒) ผมไปเปิดดูข่าวใน ซีเอ็นเอ็น เขาตั้งข้อสังเกตผู้ที่พยามยามหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายมีแต่คนหนุ่มๆ ไม่มีผู้หญิง เด็ก คนแก่ คือไม่มีคนที่อายุสูงกว่าผม ทุกอย่างมีเหตุผลกลไกการไปการมา อยากให้สื่อมวลชนลองวิเคราะห์ ดูภาพว่า คนพวกนี้เข้ามาทำอะไร อยู่ในวัยไหน จำนวนเท่าไร และไม่ใช่ภาพของคนที่อพยพเข้าเมืองมาอย่างผิดกฎหมาย เขามาเพื่อความมุ่งหมายใด ประเทศที่เขารับ คนพวกนี้ก็ไม่ไป ทำไมเขาพยายามเข้ามาประเทศไทย เรือที่สามารถวิ่งได้ 700 กิโลเมตร เรือเล็กทำได้หรือไม่ มีขบวนนำพาหรือเปล่า ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกส่วนกำลังดำเนินการ" พล.อ.ทรงกิตติ กล่าว
ประเทศไทยยอมรับให้เขาเข้ามาไม่ได้ ไม่มีประเทศใดที่จะยอมรับคนเหล่านี้เข้ามา เขาพยายามไปแล้วไม่ว่าจะเป็นประเทศเพื่อนบ้านรอบๆประเทศไทย ส่วนขั้นตอนการปฏิบัติตามกฎหมาย คือการส่งกลับออกไป มีกฎกติกาอยู่แล้ว ขอยืนยันว่ากองทัพไทยไม่เคยปฏิบัติการอันไร้มนุษยธรรม เป็นที่ยอมรับในเวทีนานาประชาติ ว่ากองทัพไทยปฏิบัติการเพื่อรักษาสันติภาพได้อย่างดีเยี่ยม จึงถูกเชิญไปปฎิบัติการทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นที่ แอฟริกา เอเชีย เป็นพื้นฐานการทำงานของกองทัพ จึงยืนยันได้ว่าไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นแน่นอน
เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะเป็นการโจมตีประเทศไทยในเรื่องสิทธิมนุษยชน เพื่อต้องการให้ต่างชาติเข้ามาดูแล พล.อ. ทรงกิตติ กล่าวว่า คนไทยทราบอยู่แล้ว่าอะไรเป็นอะไรตั้งแต่ตอนใต้จนถึงตอนเหนือของประเทศ อยากให้ทุกคนช่วยกันและสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นพลังที่จะช่วยกันรักษาพื้นที่ประเทศไทย วัฒนธรรม อารยธรรม ประเพณีให้ลูกหลาน
พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ กล่าวถึงข่าวดังกล่าวว่า เป็นข่าวที่ไม่เป็นความจริง และเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ เพราะมีหลักฐานว่าทหารเรือได้ดำเนินการอย่างมีมนุษยธรรม และเราไม่ใช่ทหารที่ป่าเถื่อน ส่วนภาพถ่ายที่สื่อมวลชนต่างประเทศนำมาแสดง อาจเป็นภาพจากนักท่องเที่ยวที่ไม่รู้ขั้นตอนการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่
“ภาพตอนที่เราจับกุม คงนึกภาพออกว่าคน ๒๐๐ คน หลบหนีเข้าเมืองมาผิดกฎหมาย กำลังทหารเรามีเพียง ๑๘ คน เราจำเป็นจะต้องให้เขาถอดเสื้อออก เพื่อดูว่ามีอาวุธหรือไม่ จำเป็นต้องให้เขานอนคว่ำแล้วเอามือไว้บนศีรษะ มิเช่นนั้น คน ๑๘ คนจะคุมคน ๒๐๐ คนได้อย่างไร อันนี้เป็นวิธีปฏิบัติของเราเป็นการป้องกันตัวไม่ให้คน ๒๐๐ คน มาทำร้ายคนของเรา ๑๘ คน” พล.ร.อ.กำธรกล่าว
ผบ.ทร.กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันผู้หลบหนีเข้าเมืองถือเป็นปัญหาความมั่นคงของประเทศ เพราะเข้ามาครั้งละ ๑๐๐ -๒๐๐ คน ทำให้เกิดปัญหาด้านสังคมและสาธารณสุขตามมา ดังนั้นเชื่อว่าคงไม่มีคนไทยคนไหน ต้องการให้ ผู้หลบหนีเข้าเมือง ๒๐๐ คนบุกเข้ามาในประเทศไทยอย่างเสรีทุกวัน
ผบ.ทร. ได้นำภาพถ่ายการจับกุมผู้หลบหนีเข้าเมือง มาแสดงให้ สื่อมวลชนดูด้วยว่า ทหารเรือได้มีการดูแลผู้ลักลอบหลบหนีเข้าเมืองตามหลักมนุษยธรรม มีการเลี้ยงข้าวและจัดให้อยู่ในที่ร่มไม้ ก่อนที่จะส่งตัวให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องผลักดันออกนอกประเทศ เพราะทหารเรือถือเป็นเจ้าหน้าที่ รักษากฎหมาย ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองด้วย
รัฐมนตรีต่างประเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ
เมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๒๒ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ตอบคำถามของผู้สื่อข่าวระหว่างเดินทางไปเยือนจังหวัดปัตตานี ว่า ในหลักการ รัฐบาลไทยเคารพและยึดมั่นต่อหลักมนุษยธรรมและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และให้ความสำคัญต่อกรณีที่เกิดขึ้นดังกล่าว ดังที่นายกรัฐมนตรีก็ได้พบกับองค์กรสิทธิมนุษยชนและองค์กรภาคประชาสังคมต่างๆ เมื่อวันที่ ๑๙ มกราคมแล้ว และกำลังมีการประชุมหารือระหว่างหน่วยงานไทยต่างๆ ในเรื่องนี้ ทั้งนี้ การมองภาพปัญหาดังกล่าวจะต้องพิจารณาถึงความเกี่ยวข้องกับปัญหาการลักลอบขนคนข้ามชาติและการค้ามนุษย์ระหว่างประเทศด้วย ซึ่งในการแก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อนเช่นนี้จำเป็นต้องมีการพูดคุยหารือกันระหว่างประเทศต้นทาง ประเทศทางผ่านและประเทศปลายทาง เข้ามาร่วมมือประสานงานกัน ตนจึงจะมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศเชิญเอกอัครราชทูตประจำกรุงเทพฯ ของประเทศที่เกี่ยวข้องหรือได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ คือ เอกอัครราชทูตบังกลาเทศ พม่า อินโดนีเซีย มาเลเซีย และอินเดีย มาหารือกับฝ่ายไทยต่อไป รวมทั้งจะได้พิจารณาหยิบยกเรื่องขึ้นหารือในกรอบเวทีระดับภูมิภาคและระดับระหว่างประเทศที่เหมาะสมด้วย
ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๒๒ นายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้ตอบคำถามของผู้สื่อข่าวในเรื่องเดียวกันนี้ว่า ฝ่ายไทยมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนในเรื่องสิทธิมนุษยชน และเมื่อมีการตรวจสอบข้อมูลแล้ว ประเทศไทยก็จะได้เชิญประเทศที่มีความเกี่ยวข้องที่มีการพาดพิงถึง มาพูดจากันให้มีความกระจ่าง ตามที่รัฐมนตรีต่างประเทศได้สั่งการไว้ และคงจะร่วมกันมองไปข้างหน้าด้วย ปัญหาในลักษณะเช่นนี้มีมาระยะหนึ่งแล้ว ก็เป็นโอกาสดีที่เราจะได้หารือกันเพื่อแก้ปัญหาระยะยาว เพราะประเทศไทยไม่ใช่ประเทศต้นเหตุและปลายเหตุ แต่ที่ผ่านมา ประเทศไทยก็ต้องมารับภาระ จึงต้องมาหารือกันเพื่อหาทางออกที่ดีในระยะยาวต่อไป
อนึ่ง การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายในทุกกรณี และต่อทุกประเทศ มีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศที่เกี่ยวข้องทั้งสิ้น ดังนั้นทุกประเทศก็มีกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องในการดูแลเรื่องการลักลอบเข้าเมือง เรื่องนี้เป็นหลักปฏิบัติสากลที่ทุกประเทศมีอยู่ เพราะปัญหาการลักลอบเข้าเมือง ไม่เป็นผลประโยชน์ต่อทั้งผู้ที่จะลักลอบเข้าเมืองเอง และต่อประเทศที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกปัจจุบันมีปัญหาขบวนการค้ามนุษย์อยู่อย่างหนักหน่วง ทุกฝ่ายจึงควรช่วยกันทำงาน โดยไม่ถือว่าเป็นหน้าที่รับผิดชอบเฉพาะของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ต้องช่วยกันร่วมมือขจัดปัญหาดังกล่าวตั้งแต่ต้นทาง ทางผ่าน และปลายทาง เหตุผลสำคัญก็เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน โดยเฉพาะเพื่อช่วยตัวผู้ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์นั่นเอง ประเทศไทยและรัฐบาลไทยยึดมั่นในการปราบปรามป้องกันการค้ามนุษย์ในทุกรูปแบบ
นายกรัฐมนตรีระบุจะนำปัญหาผู้ลี้ภัยเข้าสู่ที่ประชุม สมช.
เมื่อ ๒๑ ม.ค.๕๒ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. ใน ๒๒ ม.ค.๕๒ จะนำปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมือง โดยเฉพาะกลุ่มโรฮิงยาเข้าหารือ โดยที่ผ่านมาปัญหาเกี่ยวกับผู้หลบหนีเข้าเมืองด้านนโยบายในเชิงปฏิบัติ ก็มีหลักการระบุชัดเจนไว้แล้ว คือ ปัญหาต้องไม่กระทบต่อความมั่นคง และต้องไม่ละเมิดหลักสิทธิมนุษยชน ส่วนนโยบายจะมีการปรับปรุงหรือไม่ ในที่ประชุม สมช. จะมีการหารืออีกครั้ง สำหรับกรณีที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ จะเข้ามาติดตามตรวจสอบปัญหาที่เกิดขึ้นกับกลุ่มโรฮิงยานั้น ก็ยินที่จะทำงานร่วมกับหน่วยงานระหว่างประเทศ แต่ต้องมาคุยกับรัฐบาลก่อน และต้องเข้าใจว่าปัญหาเรื่องนี้ไม่ได้เริ่มมาจากประเทศไทย จะดูเพียงปลายเหตุอย่างเดียวไม่ได้
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับนโยบายเปิดเสรีให้คนต่างด้าว มาขึ้นทะเบียนทำงานอย่างเสรี โดยไม่มีการจำกัดจำนวน จำกัดพื้นที่ และประเภทอุตสาหกรรม ซึ่งจะหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อแรงงานที่ว่างงานของไทยด้วย
คำชี้แจงของกระทรวงการต่างประเทศ
เมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๕๒ เชิญผู้แทนทางการทูตของประเทศที่เกี่ยวข้องมาหารือ
เมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๒๒ ชี้แจงความเป็นมาของผู้หลบหนีเข้าเมืองในทะเลอันดามัน
เมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๕๒ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศหารือกับผู้แทน UNHCR
เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ กรณีพบพบเรือชาวโรฮิงยานอกชายฝั่งอินโดนีเซีย
เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ความเห็นปลัดกระทรวง ฯ กรณีการเยือนไทยของนางสาวแอนเจลีน่า โจลี
**************************************************
