เมื่อบ่ายวันที่ 6 สิงหาคม ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา เฮลิคอปเตอร์แบบที่ ๖ (UH-1 H) ของกองทัพอากาศ สังกัด กองกำลังทางอากาศเฉพาะกิจที่ ๙ จังหวัดปัตตานี ประสบอุบัติเหตุในพื้นที่ บ้านสุตันตานนท์ หมู่ที่ ๗ ตำบลตาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๕๑ ขณะปฏิบัติภารกิจการบินนำคณะนายทหารเดินทางไปร่วมการประชุมแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด รวม ๑๐ คน เป็นข้าราชการกองทัพอากาศ ๙ คน และกองทัพบก ๑ คน
เมื่อเช้าวันที่ ๗ สิงหาคม เวลา ๐๙.๔๐ นาฬิกา กองทัพอากาศ ได้จัดเครื่องบินลำเลียงแบบที่ ๘ (C-130) นำร่างของผู้เสียชีวิตที่เป็นข้าราชการกองทัพอากาศจาก กองบิน ๕๖ ฯ จังหวัดสงขลา มายังท่าอากาศยานทหาร กองบิน ๖ ฯ ดอนเมือง เวลดา ๑๑.๓๐ นาฬิกา เพื่อประกอบพิธีทางศาสนา โดยกองทัพอากาศได้กำหนดประกอบพิธีบำเพ็ญกุศล ณ ศาลาทักษิณาประดิษฐ์ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร บางเขน ซึ่งจะมีพิธีรดน้ำศพในเวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา และประกอบพิธีพระราชทานน้ำอาบศพ ในเวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา จากนั้นกองทัพอากาศ จะเป็นเจ้าภาพจัดพิธีบำเพ็ญกุศล ร่วมกับทายาท ต่อไป
ในส่วนของข้าราชการกองทัพบกนั้น กองทัพอากาศได้จัดเครื่องบินลำเลียงแบบที่ ๑๔ (G-222) ไปรับศพที่ กองบิน ๕๖ ฯ จังหวัดสงขลา นำไปส่งยังท่าอากาศยานหัวหิน เพื่อบำเพ็ญกุศลตามที่ได้รับการติดต่อประสาน
จากการเกิดอุบัติเหตุจนเกิดความสูญเสียครั้งนี้ พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้เป็นประธานในพิธีรับร่างของผู้เสียชีวิต ณ ท่าอากาศยานทหาร กองบิน ๖ ฯ ดอนเมือง และได้แสดงความเสียใจกับญาติ และครอบครัว ของผู้เสียชีวิต และได้เร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดการในเรื่อง สิทธิกำลังพล ในการสงเคราะห์ให้กับญาติ และครอบครัว อย่างเร่งด่วนต่อไป
ในการสูญเสียข้าราชการผู้กล้าหาญครั้งนี้ แม้ว่าจะได้มีการปูนบำเหน็จความชอบตลอดจนสิทธิกำลังพลอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม แต่การสูญเสียครั้งนี้ก็คงไม่คุ้มกับการสูญเสียบุคลากรที่มีคุณค่าของกองทัพอากาศไปในครั้งนี้
พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวถึงกรณีเฮลิคอปเตอร์ฮิวอี้ของกองทัพอากาศประสบอุบัติเหตุตกที่ อ.เบตง จ.ยะลา ทำให้มีนายทหาร 10 นาย เสียชีวิต ว่าจากการได้รับทราบรายงานในวันที่เครื่องเฮลิคอปเตอร์ประสบอุบัติเหตุนั้น มีทัศนวสัยที่ไม่ดี ประกอบกับเครื่องเฮลิคอปเตอร์ฮิวอี้ มีสภาพที่เก่า เนื่องจากได้รับมาประจำการในปี 2512 ซึ่งได้รับการอนุเคราะห์จากประเทศสหรัฐอเมริกา และประจำการมากว่า 39 ปี แต่อย่างไรก็ตาม ทางกองทัพอากาศได้มีการบำรุงซ่อมแซมอย่างต่อเนื่อง ส่วนในเรื่องของการจัดหาซื้อเฮลิคอปเตอร์ใหม่เข้าประจำการแทนนั้น ขณะนี้ยังไม่มีงบประมาณเพียงพอจึงทำให้ต้องใช้เฮลิคอปเตอร์รุ่นนี้ประจำการต่อไป
พล.อ.อ.ชลิต ให้สัมภาษณ์ภายหลังพิธี ว่า กองทัพอากาศพิจารณาปูนบำเหน็จความดีความชอบอย่างเต็มที่ ทั้งตามระเบียบราชการและที่กองทัพอากาศเพิ่มเติม รวมทั้งการดูแลด้านการศึกษาของบุตร โดยจะทำหนังสือไว้ เมื่อบุตรโตแล้วสามารถนำมายื่นขอความช่วยเหลือ ยืนยันว่าการให้ความช่วยเหลือจะไม่ขาดตอน แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงผู้บังคับบัญชา
“อุบัติเหตุครั้งนี้ถือเป็นความสูญเสียมาก ทั้งของกองทัพอากาศและกองทัพบก และเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งในรอบ 20 ปีของกองทัพอากาศ อย่างไรก็ตาม จะไม่ส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของกำลังพลที่ยังต้องปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับเหล่าทัพอื่น ๆ ในพื้นที่ ทุกคนมีขวัญกำลังใจเต็มที่อยู่แล้ว และพร้อมจะปฏิบัติหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด โดยผมและผู้บังคับบัญชาทุกระดับจะลงไปเยี่ยม” ผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าว
พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า สำหรับสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้ อยู่ระหว่างการตรวจสอบ โดยเจ้าหน้าที่จากกองนิรภัยการบินและคณะกรรมการสอบสวนอากาศยานอุบัติเหตุ คาดว่าคงใช้เวลาไม่นาน อย่างไรก็ตาม ต้องขอความร่วมมือจากในพื้นที่หากมีผู้พบเห็นชิ้นส่วนอะไหล่ของเฮลิคอปเตอร์ ขอให้ช่วยส่งคืนทางราชการด้วย เพราะหากสูญหายไป อาจทำให้ไม่สามารถหาสาเหตุได้ ทั้งนี้ เฮลิคอปเตอร์รุ่นดังกล่าวเข้าประจำการ ตั้งแต่ปี 2512 ซึ่งเป็นการให้ความช่วยเหลือทางทหารจากประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ได้รับการปฏิบัติบำรุงอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ทั้งฝูงเมื่อปี 2548 และกองทัพอากาศได้จัดส่งเฮลิคอปเตอร์ไปปฏิบัติงานในพื้นที่ทดแทนเครื่องที่ประสบเหตุแล้ว
ในโอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้กล่าวขอบคุณทุกส่วนราชการและภาคเอกชนที่ช่วยเหลือในเรื่องการค้นหาและการจัดส่งร่างนายทหารทุกนายเดินทางมายังกรุงเทพมหานครด้วย
สำหรับการพิจารณาปูนบำเหน็จแก่ผู้เสียชีวิต นาวาอากาศเอก ธีรพงษ์ ศิกษมัต รองผู้บังคับการ กองกำลังทางอากาศเฉพาะกิจที่ 9 ได้รับการปูนบำเหน็จ 8 ขั้น ได้รับพระราชทานยศ พลอากาศโท เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประถมาภรณ์มงกุฎไทย (ป.ม.) และเงินสงเคราะห์ รวม 2,707,895 บาท นาวาอากาศเอก กมล จัลวรรณา รองผู้บังคับการกองบิน 56 เสนาธิการกองกำลังทางอากาศเฉพาะกิจที่ 9 ได้รับปูนบำเหน็จ 8 ขั้น ได้รับพระราชทานยศ พลอากาศโท เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประถมาภรณ์มงกุฎไทย (ป.ม.) และเงินสงเคราะห์ 2,832,832 บาท นาวาอากาศโท ชัยวัฒน์ บุญฤทธิ์ รองเสนาธิการกองกำลังทางอากาศเฉพาะกิจที่ 9 ได้รับปูนบำเหน็จ 8 ขั้น ได้รับพระราชทานยศ พลอากาศตรี เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก (ท.ช.) และเงินสงเคราะห์ 1,557,537 บาท เรืออากาศเอกนพพร นิ่มศิริ นักบินที่ 1 ได้รับการปูนบำเหน็จ 8 ขั้น ได้รับพระราชทานยศ นาวาอากาศเอก เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตริตาภรณ์ช้างเผือก (ต.ช.) และเงินสงเคราะห์ 1,812,223 บาท
เรืออากาศเอกฉัตรชัย ชูใจ นักบินที่ 2 ได้รับการปูนบำเหน็จ 8 ขั้น ได้รับพระราชทานยศ นาวาอากาศโท เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตริตาภรณ์ช้างเผือก (ต.ช.) และเงินสงเคราะห์ 1,516,303 บาท พันจ่าอากาศเอกนิคม อำผ่อง ช่างเครื่อง ได้รับการปูนบำเหน็จ 8 ขั้น ได้รับพระราชทานยศ นาวาอากาศเอก เครื่องราชอิสริยาภรณ์ เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย (บ.ม.) และเงินสงเคราะห์ 1,341,684 บาท พันจ่าอากาศเอกสงกรานต์ อินทโชติ เจ้าหน้าที่ค้นหาและช่วยชีวิต ได้รับการปูนบำเหน็จ 8 ขั้น ได้รับพระราชทานยศ นาวาอากาศเอก เครื่องราชอิสริยาภรณ์ เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย (บ.ม.) และเงินสงเคราะห์ 1,449,002 บาท และจ่าอากาศเอกศิริโชค สุขกุล เจ้าหน้าที่ค้นหาและช่วยชีวิต ได้รับการปูนบำเหน็จ 8 ขั้น ได้รับพระราชทานยศ เรืออากาศเอก เครื่องราชอิสริยาภรณ์ เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย (บ.ม.) และเงินสงเคราะห์ 872,665 บาท
สำหรับในส่วนของ พ.อ.วันชัย กองทัพบกได้พิจารณาขอปูนบำเหน็จพิเศษ 8 ขั้น เสนอขอพระราชทานยศพลเอก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประถมาภรณ์ช้างเผือก (ป.ช.) และเงินช่วยเหลือ 2,900,000 บาท ทั้งนี้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ได้กำชับหน่วยต้นสังกัดและกรมกำลังพลทหารบกดูแลด้านสิทธิกำลังพลและการช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตในทุกด้านอย่างเต็มที่และต่อเนื่อง.
เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพอากาศขตกที่เบตง จังหวัดยะลา ทหารเสียชีวิต 10 นาย เหตุสภาพอากาศแปรปรวน
เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพอากาศขประสบอุบัติเหตุตกที่เบตง จังหวัดยะลา ทหารเสียชีวิต 10 นาย เหตุสภาพอากาศแปรปรวน ศพทหารที่เสียชีวิตถูกลำเลียงส่งมาประกอบพิธีทางศาสนายังกรุงเทพมหานคร และประจวบคีรีขันธ์แล้ว
