กราบนมัสการพระคุณเจ้า
ท่านประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านสมาชิกสภาที่ปรึกษา ฯ
และท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน
ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาร่วมในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาวิชาการประจำปี 2550 ในครั้งนี้ของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เรื่อง ยุทธศาสตร์ใหม่ของประเทศไทยซึ่งเป็นหัวข้อที่สำคัญต่อการทำงานเพื่อพัฒนาประเทศชาติให้ก้าวหน้าต่อไปในอนาคต
ผมยังจำได้เมื่อปีที่แล้ว ผมได้เคยไปบรรยายพิเศษ เรื่อง “นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม” ให้กับสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เมื่อช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา รัฐบาลแม้ยังไม่มีโอกาสได้ขอรับฟังความคิดเห็นของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติโดยตรง แต่ทางสภาที่ปรึกษา ฯ ก็ได้เสนอความคิดเห็นไปยังรัฐบาลหลายเรื่องในช่วงเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมา ซึ่งแต่ละเรื่องก็ล้วนแต่เป็นประโยชน์ในการดำเนินงาน การแก้ไขปัญหาและการพัฒนาประเทศของเราปัจจุบัน
รัฐบาลนี้ แม้ว่าจะมีเวลาที่เหลืออยู่ในทำงานไม่นานนัก แต่ก็พยายามที่จะวางรากฐานการพัฒนาประเทศให้รัฐบาลชุดต่อไปสามารถดำเนินงานได้อย่างราบรื่นและต่อเนื่อง โดยเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนของเรา และแม้ว่ารัฐบาลนี้จะหมดภาระหน้าที่ไปแล้ว แต่สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจะยังอยู่ จึงสามารถทำหน้าที่ให้คำปรึกษาที่ดีต่อได้
ปัญหาของประเทศเราที่กำลังประสบอยู่ และเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันฝ่าฟันผ่านไปให้ได้ มีอยู่หลายเรื่อง เรื่องที่สำคัญที่คิดตรงกันก็คือเรื่องของความยากจน เรื่องของการกระจายรายได้ การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่จะให้มีการแข่งขันกับสังคมโลกของเขาได้ และส่วนสุดท้ายก็คือ ในเรื่องพัฒนาที่ยั่งยืน ส่วนที่สำคัญผมเคยพูดเล่น ๆ ว่า สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินี้ น่าจะได้เปลี่ยนชื่อโดยปรับเป็น “สภาพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติ” เพราะว่าในปัจจุบันถ้าเรามองถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว เราจะเห็นว่า ปัญหาที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของทรัพยากรมนุษย์ หรือปัญหาของคนซึ่งถือเป็นส่วนที่สำคัญ หลาย ๆ ประเทศที่เขามีความเจริญก้าวหน้าก็อยู่ที่สังคม อยู่ที่คนของเขา ซึ่งเป็นคนที่มีคุณภาพ ผมไม่ได้หมายความว่า คนของเราไม่ได้เป็นคนที่ไม่มีคุณภาพ เราก็มีคุณภาพอยู่ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าพูดถึงการที่จะต้องปรับให้ทันต่อสภาวะของโลกาภิวัตน์แล้ว เราก็จำเป็นที่จะต้องปรับคุณภาพของคนของเราต่อไป ก็คงจะเรียนกันง่าย ๆ ว่า ในด้านของโลกาภิวัตน์ต่อไป โอกาสที่จะมีการแข่งขันในด้านต่าง ๆ นั้น ก็ดีขึ้น
ผมได้ไปประชุมเอเปค ที่ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ส่วนสำคัญที่สุดที่อยากจะเรียนให้กับทางสภาที่ปรึกษาฯ ได้รับทราบคือ ในเรื่องที่เราได้มีขอยุติเห็นพ้องต้องกัน ประเทศไทยคงไม่ได้เป็นตัวจักรที่สำคัญอะไรนัก แต่ว่าประเทศใหญ่ ๆ ที่เป็นตัวจักรที่สำคัญทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นจีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ ต่างเห็นพ้องกันว่า ควรจะได้มีการลดการกีดกันทางการค้าลง การประชุมครั้งนี้ได้เน้นกันถึงเรื่องนี้ และน่าจะมีผลบังคับใช้ได้ภายในช่วงต้นปีหน้า นั่นคือประเทศใหญ่ ๆ ได้เห็นชอบ โอกาสของเราที่จะมีคือในเรื่องของทางด้านเกษตร พืชผลการเกษตร ที่จะมีกำแพงภาษี มีการกีดกันการนำเข้าต่าง ๆ ก็จะลดลง นั่นจะเป็นส่วนหนึ่ง เมื่อมองถึงเรื่องนี้แล้ว เราก็จำเป็นที่จะต้องมีคนที่มีศักยภาพ มีความรู้ มีการขยายตลาดที่จะเข้าไปในพื้นที่ต่าง ๆ อีกมากมาย ซึ่งโอกาสก็จะเปิดขึ้น แต่เดิมตลาดของเราแคบ เหมือนอย่างที่หลาย ๆ ท่านคงทราบดีอยู่แล้วว่า เราขายข้าวของเราทั้งปีก็คงนำมาซื้อน้ำมันได้ประมาณ 2 เดือนที่ใช้อยู่ นั่นก็เป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจ ที่เราน่าจะได้มีการนำมาพิจารณาในส่วนเหล่านี้
ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นั่น ก็คงจะต้องประกอบกัน คือหมายถึงว่าคุณภาพของคนที่ดีจะต้องมีทั้งความรู้คู่กับคุณธรรม ถ้ามีเพียงด้านหนึ่งด้านใด เราก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ นั่นเป็นส่วนที่อยากจะเรียนฝากต่อทางสภาที่ปรึกษาฯ ไว้ด้วย
คำที่ผมพูดก็คือ “สภาพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติ” เราควรที่จะพิจารณาที่จะปรับลำดับความสำคัญในด้านของการพัฒนากันใหม่ เพื่อที่เราจะได้มีคนที่มีคุณภาพต่อไปในอนาคต และหวังว่าคนไทยจะมีชีวิตที่มีความมั่นคงรุ่งเรือง และมีความสงบสุขได้ ซึ่งในส่วนนี้เองก็จะต้องประกอบทั้ง 2 ส่วนอย่างที่ผมได้เรียนไปแล้ว ก็คือจะต้องมีคุณภาพ มีความรู้คู่กับคุณธรรม
ผู้บริหารองค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลจะต้องได้บุคคลที่มีคุณภาพ มีจริยธรรม และมีความสามารถในการบริหาร เพื่อนำพาชาติบ้านเมืองของเรา และพี่น้องประชาชนที่จะฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ ที่กำลังเผชิญอยู่ให้ได้ เพื่อให้ประชาชนสามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่อย่างมีความสงบสุข ประเทศชาติมีศักดิ์ศรี มีความสง่าอยู่ในสังคมโลก นั่นก็เป็นส่วนที่ถือว่าเป็นความภาคภูมิใจของ พวกเราทุกคน
นโยบายการพัฒนาต่าง ๆ ของรัฐบาลชุดต่อไป ผมก็ยังหวังว่าจะยังคงยืนอยู่บนผลประโยชน์ของประชาชนกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ การที่จะร่วมมือกันที่จะแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว และเป็นไปตามแนวทางของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เช่นเดียวกับที่รัฐบาลในปัจจุบันนี้ที่ได้น้อมนำหลักปรัชญาดังกล่าวมาเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายทั้งในการพัฒนาคน และการพัฒนาประเทศ การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมลงไป และการสร้างรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืน เพื่อให้สามารถรับมือกับความผันผวนซึ่งก็คงจะเกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจของโลก อย่างที่เราได้เผชิญอยู่ในปัจจุบันในเรื่องของความผันผวนทางด้านการลงทุน ทั้งเรื่องของตลาดเงิน นั่นเป็นส่วนหนึ่ง แต่เราไม่ได้ถึงกับไม่มีภูมิคุ้มกัน เรามีภูมิคุ้มกันที่ดีพอที่จะเผชิญกับสิ่งเหล่านี้ได้ แต่ความเปลี่ยนแปลงของความผันผวนทางเศรษฐกิจนี้ก็ยังคงมีอยู่ต่อไป
เพราะฉะนั้น ถ้าเราไม่ได้ปรับตัว ไม่ได้ปรับภูมิคุ้มกันของเรา เราก็จะมีปัญหาต่อไปในอนาคต เราจำเป็นที่จะต้องติดตาม เราจำเป็นที่จะต้องปรับตัวของเราให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลกอยู่ได้ตลอดเวลา
บัดนี้ ได้เวลาอันสมควรแล้ว ผมขอเปิดการประชุมสัมมนาวิชาการประจำปี 2550 ของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ณ บัดนี้ ขออำนวยพรให้การประชุมสัมมนาประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ทุกประการ และขอให้ทุกท่านจงประสบแต่ความสุข ความเจริญในทุก ๆ ด้านยิ่งขึ้นต่อไป เพื่อเป็นพลังในการขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่สังคมที่รุ่งเรือง สงบสุขร่มเย็นร่วมกันต่อไป ขอบคุณครับ
-------------------------
กลุ่มยุทธศาสตร์และการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษกลัดดา/ถอดเทป/เรียบเรียง จินตนา/ตรวจทาน

