ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน
ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาร่วมในพิธีเปิดการประชุมทางวิชาการระดับชาติว่าด้วยงานยุติธรรมครั้งที่ 5 เรื่องของการพัฒนากระบวนการยุติธรรมในสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ซึ่งจริง ๆ แล้ววันนี้น่าจะเป็นพิธีปิด เพราะว่าได้เริ่มมีการหารือถึงการสัมมนากันมาพอสมควรแล้ว แต่เนื่องจากว่าผมติดงานก็เลยสามารถที่จะมาร่วมงานกับท่านทั้งหลายได้ในวันนี้ เรื่องที่เป็นหัวข้อสำคัญ และที่ท่านรัฐมนตรีฯ ได้พูดถึงเมื่อสักครู่นี้ ผมก็อยากจะขยายความนิดหนึ่งว่า ในส่วนของความเปลี่ยนแปลงนั้นมันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่ว่าเราจะยอมรับ เราจะปรับตัวของเราได้หรือไม่ นั่นจะเป็นส่วนหนึ่งที่ถือได้ว่าไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของบุคคล ไม่ว่าในเรื่องของชุมชน ไม่ว่าจะในเรื่องของสังคม สังคมในที่นี้หมายถึงว่าสังคมในประเทศของเราเอง หรือว่าสังคมโลกก็มีส่วนที่จะเปลี่ยนแปลงไปด้วย
2,500 กว่าปีมาแล้วที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ประกาศว่าไม่มีอะไรที่จะไม่มีการเปลี่ยน แปลง ทุกสิ่งจะมีการเปลี่ยนแปลง นั่นคือสัจธรรม และศาสนาพุทธได้แนะนำไว้ว่า เราต้องนำอดีตข้อบกพร่องสิ่งต่าง ๆ ที่ควรจะแก้ไขในอดีตนั้นมาปรับปรุง และทำปัจจุบันให้ดีที่สุด เพื่อที่จะมีอนาคตที่ดีกว่า นั่นก็เป็นสิ่งที่ง่าย ๆ แต่ว่าถ้าหากเราได้นำไปปฏิบัติแล้ว ก็จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มตั้งแต่ตัวของเราเอง ผมได้นำสิ่งเหล่านี้ไปใช้ในการปฏิบัติธรรม แล้วก็พบว่ายังมีอีกมากมายที่ตัวผมเองต้องมีการเปลี่ยนแปลง จะต้องมีการปรับปรุง นั่นเป็นส่วนที่เป็นความคิดในส่วนของผม ก็อยากจะฝากท่านทั้งหลายไว้ด้วยว่า เมื่อเราพูดถึงกระบวนการยุติธรรมและการเปลี่ยนแปลงของชาติ บ้านเมือง การเปลี่ยนแปลงของสังคม ไม่ว่าจะเป็นสังคมภายในหรือสังคมภายนอกก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะต้องระวัง ก็มีข้อคิดอีกเช่นเดียวกันนะครับ จากความเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ เราพูดถึงเรื่องของการปรับปรุงที่เราได้ดำเนินการกันต่อไป ก็ไม่คิดว่าการปรับปรุงนั้นจะต้องมีประโยชน์ที่สมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่การปรับปรุงนั้นก็ต้องทำไปเรื่อย ๆ ทำไปทุก ๆ ขั้น ทุก ๆ ตอนที่เราดำเนินการที่จะปรับปรุง เราเห็นข้อบกพร่อง เราเห็นว่าควรจะแก้ไขอะไร เราก็มีการปรับปรุง นั่นก็เป็นเรื่องที่คงจะพูดกันได้ ในบางครั้งเราก็มีความคิดว่าสิ่งที่เราได้ดำเนินไปแล้วนั้นสมบูรณ์แล้ว แต่ก็มีช่องอยู่เสมอ สำหรับคนที่คิดไม่ดี คิดไม่ชอบ ที่คิดจะหลีกเลี่ยงและใช้ช่องว่างเหล่านั้นในการที่จะทำในสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม
ผมอยากจะเรียนให้ท่านทั้งหลายได้รับทราบก็คือ ในเดือนพฤศจิกายนนี้ จะมีการประชุมที่เราเรียกว่าการประชุมระดับผู้นำกลุ่มประเทศอาเซียน ในเรื่องของความร่วมมือไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการคมนาคมขนส่ง ในเรื่องของการท่องเที่ยว สิ่งเหล่านี้พูดกันมา 40 ปี ปีนี้ก็จะเป็นปีที่มีการลงนามในกฎบัตรของอาเซียน เพื่อที่จะให้มีข้อผูกมัดที่ชัดเจนและแน่นอน ว่าพวกเราอยู่ร่วมกันแล้ว เรามีข้อผูกมัด เรามีการสัญญาที่จะต้องทำงานร่วมกันอย่างไรบ้าง จากสิ่งนี้เอง จะเป็นความเปลี่ยนแปลงต่อไปในวันข้างหน้า ผมจึงเรียนคร่าว ๆ ว่า ในเรื่องการคมนาคมการไปมาหาสู่จะมีความเปลี่ยนแปลงมากยิ่งขึ้น มองในด้านที่ดีก็จะเป็นโอกาสที่จะมีการไปมาหาสู่ โอกาสที่จะรู้จักมักคุ้นกันมากยิ่งขึ้น แต่ในส่วนของผู้ที่ต้องการจะใช้โอกาสนั้นไปในทางที่มิชอบก็มีเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะในเรื่องของการค้ามนุษย์ การค้ายาเสพติด การลักลอบข้ามแดน สิ่งเหล่านี้ก็น่าจะทำได้ง่ายขึ้นถ้าเราไม่เตรียมการ เราไม่ดูแลสิ่งเหล่านี้ นั่นก็เป็นเรื่องที่เราจำเป็นจะต้องคำนึงถึงและช่วยกันดูแล ผมได้ทราบจากท่านรัฐมนตรีฯ ว่าเราได้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายบางฉบับในเรื่องของการปลอมพาสปอร์ต ในเรื่องของการค้ามนุษย์ ผมเคยทำงานในเรื่องของการปราบปรามยาเสพติดที่บริเวณชายแดน ผมเคยทำงานในเรื่องของการติดตามผู้ก่อการร้าย ที่ลักลอบเข้ามาในบ้านเมืองของเรา ก็เห็นว่ายังมีช่องว่างมีโอกาสอีกมากมายที่บุคคลที่คิดไม่ดี สามารถที่จะเข้ามาใช้ช่องว่างเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์ต่อตัวของเขาได้
นั่นเป็นเรื่องที่อยากจะฝากท่านทั้งหลายไว้ด้วยว่าเมื่อเรามีโอกาสที่จะทำให้มีความเจริญก้าวหน้าของสังคม มันก็จะเป็นโอกาสอีกส่วนหนึ่งของผู้ที่มองในแง่ที่ไม่ดีเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นทำอย่างไรที่จะทำให้เรามีการปรับปรุงทั้งในแง่ของกระบวนการ กระบวนการนี้ก็หมายถึงว่าในแง่กฎหมาย ในแง่ขององค์กร ในแง่ของหน่วยงาน ในแง่ของเทคโนโลยีที่จะมีความพร้อมในการที่จะเข้ามาหาทางที่จะป้องกัน หาทางที่จะปราบปรามขบวนการต่าง ๆ เหล่านี้ นั่นก็เป็นเรื่องที่อยากจะฝากท่านทั้งหลายไว้ด้วยนะครับว่า มันเป็นเรื่องที่จะต้องเจอ เป็นเรื่องที่เราจะต้องเผชิญในระยะเวลาใกล้ ๆ นี้
ผมต้องขอชื่นชมกระทรวงยุติธรรมที่ได้แสดงความมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะพัฒนากระบวนการยุติธรรมของไทย โดยที่จัดให้มีการศึกษาวิจัย มีเวที เพื่อพูดคุยแสดงความคิดเห็นกัน อยู่ในระหว่างผู้ที่สนใจตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา หลังจากการปฏิรูประบบราชการ และถือว่านับเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมายืนยันถึงนโยบายของรัฐบาล เกี่ยวกับการที่จะมีการปรับปรุงพัฒนากระบวนการยุติธรรม และการส่งเสริมหลักนิติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมของเรา ในประเด็นของหลักนิติธรรมและความเป็นธรรมนี้ ผมถือว่าเป็นส่วนที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่ง ก็อยากที่จะเห็นการใช้หลักนิติธรรมในเชิงอุดมการณ์อย่างจริงจัง คงเป็นงานที่ท้าทาย งานที่จะต้องการความร่วมมือร่วมใจจากทุก ๆ ภาคส่วน เราคงจะต้องค่อย ๆ ปรับปรุง ต้องค่อย ๆ พัฒนาไปเรื่อย ๆ โอกาสที่เราจะไปถึงจุดนั้นก็คงจะมีต่อไปในอนาคต สิ่งที่ผมอยากจะเห็นคือการที่จะดูแลพี่น้องประชาชนในทุก ๆ ภาคส่วนให้ได้รับความเป็นธรรม ไม่ว่าจะในเรื่องใด ๆ ก็ตามที่จะมีโอกาสเข้ามาเกี่ยวข้อง ความเป็นธรรมที่ว่านี้จะมองในหลาย ๆ ด้าน มองในเรื่องของโอกาสอย่างที่ผมได้กล่าวไว้แล้วว่า เขามีโอกาสที่จะได้รับการดูแลจากข้าราชการของเราอย่างเป็นธรรมจริงหรือไม่ นั่นก็เป็นประเด็นเรื่องแรกนะครับที่ส่วนมากแล้วจะมีปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกล มีความรู้น้อย ด้อยโอกาสทางการศึกษา ก็จะเป็นประชาชนที่จะถูกฉวยโอกาสในการที่ดำเนินการต่าง ๆ ได้ง่าย เราก็พยายามที่จะปรับปรุงในส่วนเหล่านี้ ด้านหนึ่งคือในด้านของการให้การศึกษา ที่จะต้องให้ผู้ที่ด้อยโอกาสได้มีโอกาสที่จะศึกษามากขึ้น ได้เข้าใจในวิธีการต่าง ๆ เข้าใจในระเบียบและมีโอกาสที่จะได้พูดคุยทำความเข้าใจกับข้าราชการต่าง ๆ มากขึ้น มีมุมมองหรือว่ามีทัศนคติที่กว้างขึ้น ไม่ถูกชักจูงได้โดยง่าย นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งที่เราจำเป็นจะต้องดำเนินการ ก็พูดได้ว่าความไม่เป็นธรรมในสังคมทำให้เกิดปัญหาในบ้านเมืองของเรามานานพอสมควร ก็ได้ค่อย ๆ แก้มาเป็นลำดับ
ส่วนหนึ่งที่ผมได้รับคำบอกเล่าจากผู้บังเกิดเกล้าของผมเอง ก็คือการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 ในสมัยนั้นก็ไม่มีความเท่าเทียมกัน การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นก็ต้องการที่จะเห็นความเท่าเทียมกัน ความเป็นธรรมอย่างที่ผมพูดถึงนี้ เมื่อเปลี่ยนแปลงมาแล้วความเป็นธรรมก็ยังไม่บังเกิด คุณพ่อผมก็ต้องไปต่อสู้อีกแนวทางหนึ่ง เจอกันท่านก็ถามผมอีกว่ามองบ้านเมืองเป็นอย่างไร นั่นคือคำถามสุดท้ายที่ท่านถามผมก่อนที่เราจะไม่เจอกันอีก ผมก็บอกว่าผมมองว่าถ้าเผื่อผมมีหน้าที่ทำงานสิ่งหนึ่งสิ่งใด ผมจะดูแลบ้านเมือง ปัดกวาดบ้านเมืองของผมให้สะอาด ด้วยกำลัง ด้วยความสามารถ ไม่ว่าผมจะอยู่ในหน้าที่อันไหนก็ตาม นั่นคือสิ่งที่ผมได้ตอบคุณพ่อผมไป เราก็เข้าใจกันดี ต่างคนต่างก็มีแนวคิด ต่างคนต่างก็มีแนวทางในการแก้ไขปัญหาของตัวเอง แต่เมื่อมาถึงตรงจุดนี้ผมก็ต้องพูดถึงในเรื่องของความเป็นธรรม พูดถึงกระบวนการยุติธรรมที่เราทุกคนจำเป็นจะต้องช่วยกัน ไม่เช่นนั้นสังคมเราไปไม่ได้จริง ๆ ถ้าหากว่าเรายังมองในระบบอุปถัมภ์ มองในระบบที่จะต้องมีการเกื้อหนุน ตรงนี้เป็นเรื่องที่ผมอยากจะฝากท่านทั้งหลายไว้ด้วยว่า การปรับปรุงนั้นคงไม่สามารถปรับปรุงเฉพาะในเรื่องของตัวบทกฎหมายได้เป็นอย่างเดียว จำเป็นจะต้องดูในเรื่องขององค์กร จำเป็นจะต้องดูในเรื่องของบุคลากร ในมุมมองที่ค่อนข้างที่จะกว้าง เราจึงจะสามารถฝ่าฟันอุปสรรคที่สำคัญตรงนี้ไปได้
ในส่วนของนโยบายของรัฐบาล ได้แถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2549 นี่ก็เกือบจะครบปีอยู่แล้ว ว่าจะมีการปฏิรูประบบกระบวนการยุติธรรม โดยที่จะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมปรับปรุงกระบวนการสืบสวนสอบสวนการกลั่นกรองคดี และการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดคดี การควบคุมและฟื้นฟูผู้กระทำผิด คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม และให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ มีการสร้างทางเลือกในกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ รวมทั้งให้ชุมชนมีบทบาทในการประนีประนอมข้อพิพาท และป้องกันเฝ้าระวังอาชญากรรม เพื่อลดปริมาณคดี ความสูญเสียจากอาชญากรรม และความขัดแย้งของสังคม ซึ่งความมุ่งหวังของนโยบายที่กล่าวมานั้นก็คือความสงบสุข ความเป็นธรรมของสังคม โดยมีขบวนการยุติธรรม และมีกฎหมาย องค์กร บุคลากร ที่จะนำไปสู่เป้าหมายนั้น นั่นเป็นสิ่งที่รัฐบาลได้กล่าวไว้แล้ว
ผมได้ให้ความสำคัญในเรื่องของความเป็นธรรมเป็นอย่างมาก ในเรื่องของความเป็นธรรมนั้น สิ่งที่เราจำเป็นจะต้องกระทำก็เป็นส่วนหนึ่ง หมายถึงว่าเป็นเรื่องที่เราสามารถอธิบายได้ มีเหตุมีผล มีความโปร่งใส นั่นเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นธรรม ที่ผมคิดว่าถ้าเรายืนอยู่ตรงจุดนี้ เราก็สามารถที่จะพูดคุยกับใครก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องประชาชนที่ด้อยโอกาส ถ้าเราได้มีโอกาสทำความเข้าใจ แล้วก็ใช้เหตุผลให้เขาได้รับทราบ เขาก็จะมีความเข้าใจ นั่นเป็นเรื่องที่ถือได้ว่าเราได้มีการปรับปรุง เราได้มีการพัฒนากันมาพอสมควร ทางกระทรวงยุติธรรมได้มีคณะกรรมการพัฒนาระบบงานตำรวจ และได้เสนอการปรับปรุงระบบงานตำรวจมา 10 ประการ พร้อมทั้งกฎหมายอีก 2 ฉบับ ซึ่งทางคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการ และอยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งรัฐบาลมีความตั้งใจที่จะได้มีกฎหมายในการปรับปรุงสำนักงานตำรวจแห่งชาติภายในอายุของรัฐบาลนี้ ซึ่งก็เห็นว่าเราได้รับการตอบรับที่ดีจากพี่น้องประชาชน จากหลาย ๆ ส่วนที่ให้ข้อคิดเห็น ให้คำแนะนำ ซึ่งก็ได้มีการนำไปปรับปรุงและปฏิรูปองค์กรตำรวจกันต่อไป การปรับปรุงในครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าจะสมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์อย่างที่ผมได้กล่าวในเบื้องต้น คงจะต้องค่อย ๆ ดำเนินการต่อไป ค่อย ๆ ทำให้องค์กรที่จะให้ความเป็นธรรมมีโอกาสที่จะปรับปรุงและก้าวหน้าไปในทางที่ดีที่สุด เท่าที่เราเห็นว่าเหมาะสมกับสภาพของบ้านเมืองเรา เหมาะสมกับสภาพของสังคมเรา
ในเรื่องของกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ได้มีการรับรองไปเมื่อไม่นานมานี้ ถือว่าเราจำเป็นจะต้องมีองค์กรที่พัฒนาในเรื่องของหลักนิติธรรมขึ้นมา โดยมีการจัดตั้งองค์กรในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ที่จะดำเนินการอย่างเป็นอิสระ และนั่นจะเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้ใช้กฎหมายสูงสุด ที่ได้มอบอำนาจในส่วนนี้ผ่านทางองค์กรของกระบวนการยุติธรรม มาเป็นแนวที่จะวางรากฐานของหลักนิติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมของเราต่อไป
จากทั้งหมดที่ผมได้กล่าวมานี้ ก็ด้วยเจตนาที่หวังจะเห็นการพัฒนากระบวนการยุติธรรมของไทยที่ดีขึ้น ที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน และตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของสภาวการณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะจากภายในหรือว่าจากภายนอกก็ตาม เพื่อที่จะสร้างความเป็นธรรมและสร้างความสงบสุขให้กับสังคมของเรา และผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การประชุมที่ผ่านมาและสรุปผลภายในวันนี้นั้น จะเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญที่จะนำพากระบวนการยุติธรรมของไทยไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดียิ่งขึ้นในโอกาสข้างหน้าต่อไป บัดนี้ได้เวลาอันสมควรแล้ว ผมขอเปิดการประชุมทางวิชาการระดับชาติว่าด้วยงานยุติธรรมครั้งที่ 5 เรื่องการพัฒนากระบวนการยุติธรรมในสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ณ บัดนี้ และขออวยพรให้การประชุมประสบผลสำเร็จตามเจตจำนงทุกประการ และขอให้ทุกท่านประสบแต่ความสุขความเจริญ มีกำลังกาย กำลังใจ กำลังปัญญา ได้ร่วมกันสร้างสรรค์พัฒนาประเทศชาติของเราให้ก้าวหน้า รุ่งเรือง ตลอดไป
-----------------------------------------
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
วิมลมาส รัตนมณี / ถอดเทป / เรียบเรียง
จินตนา จ้อยจุมพจน์ / ตรวจ

