ท่านเลขาธิการ ก.พ.
ท่านผู้บริหารระดับสูง ทุกท่านคะ
ภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจ
ก่อนอื่นดิฉันต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ได้กรุณาให้ความสนใจเข้ามาเรียนและฝึกอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงอาเซียนของทาง ก.พ. ในครั้งนี้
ขออนุญาตเรียนว่ารุ่นนี้ นอกจากที่ท่านจะมารับการฝึกอบรมแล้ว แต่จริง ๆ แล้วเราต้องขอความรู้จากทุกท่านมากกว่า ซึ่งจากที่มองไปหลาย ๆ ท่านไม่ใช่จะเพียงแค่ว่าจะมารับความรู้ แต่จริง ๆ แล้วเราอยากให้เรียนรู้ร่วมกัน เพราะว่าหลายท่านเคยมีประสบการณ์กับทางด้านของประเทศในกลุ่มอาเซียน สุดท้ายก็จะเป็นตัวแทนเรียกว่า Change Agent ที่จะลงไปทำงานกับรัฐและภาคเอกชน รวมถึงการที่เราจะต้องปรับกฎระเบียบและวิธีการการทำงานอีกมากมาย
เรียนว่าวันนี้ก็เป็นนโยบายของรัฐบาลที่เราอยากร่วมกันในการสร้างความเข้าใจและโตไปพร้อม ๆ กันในการพัฒนาขีดความสามารถในโอกาสที่เราจะเปิดประชาคมอาเซียนในปี 2558 นี้ ดังนั้นพรุ่งนี้ ขออนุญาตเรียนอย่างนี้ว่า ถ้าเป็นไปได้อยากจะขอความร่วมมือท่านในการที่จะร่วมกันทำ workshop และร่วมกันคิดพัฒนาหลักสูตรในการเรียนรู้เรื่องของอาเซียนว่าเราจะนำประโยชน์ของอาเซียนมาใช้เพื่อประโยชน์แก่องค์กร หรือเพื่อประโยชน์กับการทำธุรกิจของเรา รวมเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างไร อันนี้คือหัวใจสำคัญของหลักสูตรนี้ ดังนั้นทุกท่านที่เรียนครั้งนี้ครั้งแรก ถือว่าต้องขอขอบคุณทางสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์ ที่ได้ร่วมกันพัฒนากับทางสำนักงาน ก.พ. ที่จะเริ่มหลักสูตรนี้ให้กับรัฐบาล
ต้องเรียนว่า อย่างแรกเรามาพูดถึงว่า ก่อนที่เราจะมาเป็นประชาคมอาเซียน เราจะพบว่าเศรษฐกิจต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงมาก แต่สิ่งที่เราเห็น ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สิ่งที่เราพบก็คือว่า ความผันผวนต่าง ๆ เหล่านี้เปลี่ยนแปลงได้เร็วมาก ปีนี้เราเจอกับ change ที่เกิดขึ้นหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็น change เรื่องแรกตั้งแต่รัฐบาลนี้เข้ามาก็คือ เรื่องของสภาวะภูมิอากาศ วันนี้ก็ยังค่อนข้างที่จะยาก ซึ่งปีที่ผ่านมาน้ำท่วม และปีนี้รุนแรงก็คือปัญหาภัยแล้ง แล้วในปี 2558 จะเป็นอย่างไร นี่คือสิ่งที่เราต้องปรับตัวแล้วตั้งแต่เริ่มแรกว่าเราไม่สามารถใช้วิธีการเดิมในการบริหารอีกต่อไป สำหรับเรื่องแรกสภาวะภูมิอากาศ แน่นอนก็ต้องกลับมาดูภาวะเศรษฐกิจบ้าง
เศรษฐกิจวันนี้ อาจจะกล่าวได้ว่าด้วยความผันผวนวันนี้มีการเปลี่ยนมากและมีความท้าท้าย แต่ก็เป็นโอกาสที่ดีที่การเคลื่อนตัวทางเศรษฐกิจมาอยู่ภูมิภาคเอเซียน เราจึงสามารถที่จะกล้าพูดว่าในอนาคตทศวรรษนี้ อาจจะเป็นทศวรรษของเอเซียนด้วยซ้ำไป นี่คือสิ่งที่เราเห็นทั้งโอกาสและความท้าทายอยู่ข้างหน้า
จึงเป็นที่มาของการเป็นประชาคมอาเซียน ที่เราจะไม่ได้พูดแค่ว่าเราจะมีความร่วมมือแค่ในประเทศไทยกว่า 60 ล้านคน แต่จะเปลี่ยนไปเป็น 600 ล้านคน ในส่วนของอาเซียนทั้งหมด 10 ประเทศ รวมประเทศไทย นี่ยังไม่ได้พูดถึงอาเซียนบวกกับประเทศอื่น ไม่ว่าจะเป็นจีน เกาหลี หรือญี่ปุ่น และความร่วมมือในระดับภูมิภาค
สิ่งที่เรียนว่าเราได้มีการรวมตัวประชาคมอาเซียนในปี 2558 ก็พูดกันถึงว่าการรวมตัวนี้ ต้องเรียนว่า คำว่าอาเซียนนี้หมายถึง 3 เสาหลักด้วยกัน เพราะมีหลายมิติ มิติแรกต้องเรียนว่าโอกาสที่เห็นแน่นอน ฐานประชากรที่เราพูดถึงอาเซียนเราจะเปลี่ยนจาก 60 ล้านคน ไปเป็น 600 ล้านคน ฐานที่ท่านเคยขายในประเทศไทยก็อาจจะเป็นฐานที่ขยายขึ้นอีก ฐานหน่วยราชการก็ต้องมีการประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น ดังนั้น มิตินี้เปลี่ยนแปลงแน่นอน เศรษฐกิจเคลื่อนตัวมา ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไป และการลงทุนเปลี่ยนแปลง การทำงานของท่านเปลี่ยนแปลงแน่นอน โดยเฉพาะบริษัท ภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชนที่เกี่ยวข้องกับอาเซียน อันนี้ก็เห็นเป็นอย่างแรก ดังนั้นจึงเป็นที่มาของเสาหลักแรก ที่พูดกันและคุ้นเคยก็คือเสาหลัก AEC ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ซึ่งตัว AEC ที่พูดถึงอย่างแรกก็คือ กฎระเบียบต่าง ๆ วันนี้ หลายท่านจะเห็นว่ากระทรวงพาณิชย์จะมีบทบาทหลักร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศในเรื่องการเจรจา เรื่อง FTA ซึ่งเราจะบอกว่าเมื่อภาษีศุลกากรในอาเซียนลดลงเป็น 0% เราจะใช้ประโยชน์อย่างไร
ดังนั้น เสาแรกเราต้องมาศึกษากันว่าในแต่ละประเทศมีจุดใดบ้าง เขาเติบโต และเขาวางรากฐานอย่างไร อย่างเช่น ประเทศไทย ซึ่งเราจะพูดถึงในลำดับถัดไปก็คือยุทธศาสตร์ประเทศ ดังนั้นเราต้องเข้าใจยุทธศาสตร์ประเทศว่า รัฐและประเทศส่งเสริมอะไร และขณะเดียวกันอยากให้หลักสูตรนี้ ทำความเข้าใจยุทธศาสตร์ประเทศในกลุ่มอาเซียน เช่น สปป.ลาว บอกว่าจะเป็นแบตเตอรี่แห่งเอเชีย ถ้าเป็นแบตเตอรี่เอเชีย อะไรบ้าง ธุรกิจอะไรบ้างที่จะส่งเสริมเรื่องนี้ คือ รัฐบาลมีเรื่องอะไรบ้างที่จะส่งเสริม มีภาษีอะไรที่ได้เปรียบ หลาย ๆ ประเทศในอาเซียนมีโครงสร้างภาษีอะไรที่ได้เปรียบ อย่างเช่นวันนี้ประเทศไทยเรา เมื่อก่อนเราเคยได้สิทธิภาษีพิเศษอยู่ใน GSP ซึ่งวันนี้อีกหน่อยเราจะขยับไปเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ซึ่งสิทธิภาษีพิเศษนี้ไทยจะไม่ได้รับแล้ว แน่นอนเราจึงต้องใช้เวทีของ FTA ในการต่อรองรายสินค้า
แต่อย่างไรก็ตามโอกาสที่ดิฉันจะเรียน คือ ประเทศในกลุ่มอาเซียนก็มีอีกหลาย ๆ ประเทศที่มี GSP ที่ได้เปรียบ เราจะมองตรงนี้ไหม เพื่อดึงจุดได้เปรียบจุดดีของประเทศเพื่อนบ้านมาเป็นจุดได้เปรียบของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคเอกชนที่ไปมองถึงเรื่องต้นทุนการผลิต แล้วเราใช้ตรงนี้บูรณาการให้เป็นเนื้อเดียวกันเพื่อให้เราสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ เช่น วัตถุดิบ ถ้าสามารถที่จะไปนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศหรือไปลงทุนบางส่วนแล้วเอามาผลิตในไทย อันนี้จะสอดคล้องกับสิ่งที่ดิฉันจะพูดต่อว่า เรื่องของเสาหลักอาเซียนนี้ เรื่องแรกคือ เรื่องภาษี เรื่องที่สองคือ เรื่องแรงาน หลายท่านจะบอกว่าประเทศไทยวันนี้ มีการดำเนินการในเรื่องของแรงาน 300 บาท แต่สิ่งที่รัฐบาล และนโยบายรัฐบาลต้องการเห็นก็คือ การที่เราจะต้องยกระดับคุณภาพฝีมือแรงงานขึ้น เรามี workshop ของกระทรวงแรงงาน ซึ่งได้มอบหมายไปแล้ว บอกว่าเราจะเริ่มตั้งแต่แรงงานที่ไร้ฝีมือให้ยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ จากแรงงานกึ่งฝีมือต้องเป็นแรงงานมีฝีมือ นี่คือโจทย์ของประเทศไทย
ถามว่าวันนี้ หลาย ๆ อุตสาหกรรม ถ้าเราสามารถที่จะใช้จุดในเรื่องของแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ทำไมเราไม่ใช้โอกาสนั้น เพื่อเป็นตัวเสริม แล้วเอาแรงงานของคนไทยไปพัฒนายกระดับให้เป็นแรงงาน กึ่งฝีมือและแรงงานฝีมือ นี่คือเรื่องที่สอง ที่จะเกิดขึ้นของเสาหลัก AEC
เรื่องที่สาม ที่ดิฉันมองเห็นคือเรื่องของโลจิสติกส์ คือ เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งรัฐบาลได้มีการนำเสนอพระราชบัญญัติการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปวาระแรกแล้ว ก็คือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ถามว่าทำไม เพราะว่าเสาหลัก AEC นี้ ก็จะกลับมาเชื่อมโยงประชาคมอาเซียน ดังนั้นเราไม่สามารถเชื่อมได้เฉยๆ เชื่อมเรื่องแรกคือพื้นฐานภาษีที่ค้าขายกันให้ใกล้เคียงกัน เพื่อแรงงานจะได้เคลื่อนย้ายสู่กันได้ แต่การเคลื่อนย้ายภายใต้กายภาพก็ต้องมี ก็คือด่านชายแดนทั้งหมด ด่านจะให้ถูกพัฒนาเพื่อเปิด ถ้าเราคิดว่า เราอยู่ประเทศไทย 60 กว่าล้านคน ถ้าเราจะขยายไป 600 ล้านกว่าคน ด่านทั้งหมดจะต้องถูกเชื่อมกัน การเก็บภาษี การตรวจคนเข้าเมือง ความมั่นคง เราจะทำอย่างไร
ดูยุโรป ยุโรปมีประเทศเพื่อนบ้านมากแล้วทำไมชายแดนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุขและเป็นเขตเศรษฐกิจได้ อันนี้ จึงเป็นจุดที่มาว่า เราต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ถ้าหากไม่มีการเชื่อมโยง เราก็ไม่สามารถที่จะติดต่อหากันได้ แต่เมื่อเชื่อมแล้ว ท่านเอาตลาดของเพื่อนบ้านกว่า 600 ล้านคน แต่ประเทศไทยไม่ได้เชื่อม แน่นอนโอกาสนี้เราสูญเสียไป จึงต้องมีการเชื่อม Connectivity ภายในประเทศและระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียนให้ได้ นี่คือที่มาและเจตนารมณ์ของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ซึ่งดิฉันคงจะขออนุญาตขยายไปในรายละเอียด เพราะอันนี้คือเรื่องแรกที่เรียนว่า เสาหลักแรกจะเป็นเสาหลักที่พูดมากที่สุดก็คือเรื่องของเศรษฐกิจ เพราะมีความสำคัญ
เสาหลักที่สอง คือเสาหลักเรื่องของประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community: ASCC) แน่นอนถ้าเราค้าขายแต่คนของเราไม่มีโอกาสได้พบปะหารือกัน ไม่มีการชอบพอกันเหมือนพี่เหมือนน้องกันแล้ว การค้าขายต่าง ๆ ความสัมพันธ์จะเกิดขึ้นได้อย่างไร ก็มีเสาหลักนี้ที่เรามองว่า ในวัฒนธรรมของอาเซียนเรามีความเหมือนและความต่าง แต่มีความคล้ายกันที่มีเอกลักษณ์ ดังนั้นก็เป็นงานของกระทรวงวัฒนธรรม แต่ความจริงแล้วเราสามารถที่จะต่อยอดได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสังคมก็คือประชาชนสู่ประชาชน การไปมาหาสู่กันที่บอกถึงการเชื่อมโยงวัฒนธรรมที่ดีงามก็ส่งผลไปถึงการเจริญเติบโตเรื่องของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม นี่ก็คืออีกจุดหนึ่งที่เราจะได้พูดคุยกัน
ดิฉันเองได้มีโอกาสได้ประชุมผู้นำอาเซียนยังพูดแม้กระทั่งว่า ทำไมไม่เอาหลวงพระบางเชื่อมกับหลายๆ จุดของประเทศไทย เราทำไมถึงไม่มองถึงจุดท่องเที่ยวของแต่ละประเทศเพื่อนบ้านเป็นจุดท่องเที่ยวหลัก แทนที่จะให้ต่างชาติมาเที่ยวประเทศไทยที่เดียวก็ต่อไปประเทศเพื่อนบ้าน นั่นก็คือรายได้ที่โตขึ้นอีกเช่นกัน นั่นคือสิ่งที่เรามองประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน และที่สำคัญความรักความสามัคคีร่วมกันในอาเซียนด้วย อันนี้ก็เป็นอีกเสาหลักหนึ่งที่เราก็ต้องเร่งทำงานควบคู่กันไปในอีก 2 ปี ที่จะถึงนี้
เสาหลักที่สาม เป็นเสาหลักที่บอกว่าประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political-Security Community : APSC) ดิฉันเรียนว่าเสาหลักนี้มองเป็นเสาหลักที่สาม แต่ความจริงแล้วเป็นปัจจัยพื้นฐาน ถ้าทางด้านของการเมือง หรือความมั่นคงมีความสงบประชาชนสบายใจ การค้าขายต่าง ๆ ดี ก็เป็นพื้นฐานของเศรษฐกิจ ในส่วนเสาหลักนี้ก็จะเชื่อมโยงไปต่อถึงเรื่องของระเบียบ ข้อกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งวันนี้ต่างคนต่างที่จะมองเรื่องในประเทศตนเอง ถ้าวันนี้เรามีอีกแกนหนึ่งก็คือแกนนอนในการเชื่อมต่อ 10 ประเทศด้วยกัน เราจะมีกติการ่วมกันอย่างไร ที่สามารถจะทำให้กติกานั้น ทุกประเทศอยู่ได้ ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือต่าง ๆ รวมถึงการเดินทางผ่านด่านศุลกากร เราจะทำอย่างไร ในการที่เราจะใช้ด่านเดียวไม่ได้ต้องมาประทับตราผ่านแดนหลายครั้ง หรือการใช้จุดตรวจผ่านแดนร่วมต่างๆ นี่คือในส่วนที่ภาครัฐได้ลงทุนในส่วนของด่านศุลกากรทั้งหมดที่เราเรียกว่า National Single Window คือเราจะใช้จุด ๆ เดียวในการที่จะดำเนินการ ซึ่งองค์ประกอบต่าง ๆ เหล่านี้ ก็คือความร่วมมือที่เราจะต้องติดต่อประเทศในกลุ่มอาเซียนขอความร่วมมือ ซึ่งเราก็ได้หารือที่ละประเทศ ๆ เพื่อที่จะได้มีการพัฒนาการ ซึ่งจุดนี้เป็นจุดพื้นฐาน เพราะถ้าเขามีความร่วมมือ การเมืองมีความมั่นคงดี ด่านที่หลาย ๆ ท่าน ที่ภาคเอกชนขอให้มีการยกระดับจากด่านกึ่งถาวรให้เป็นด่านถาวร ยกระดับด่านตัวนี้คือพื้นฐาน ถ้าความสงบดี ประชาชนไปมาหาสู่ได้เราขอยกระดับด่านได้ พอยกระดับด่านถนนก็ต้องมี เพราะถ้าถนนไม่มี คนก็ไม่ไป ค้าขายก็ไม่ได้ ภาษีก็ต้องมี นี่คือสิ่งที่ดิฉันเรียนว่าทุกอย่างถูกร้อยเป็นเนื้อเดียวกัน
งานนี้เป็นงานที่ต้องเรียนว่าทุกกระทรวงต้องทำงานร่วมกัน แต่สิ่งที่เราต้องการเห็นเป้าหมายในการอบรมครั้งนี้ก็คือ ถ้าเราเห็นภาพรวมเหมือนกันแล้ว เราจะดึงศักยภาพที่มีอยู่ เราจะทำลงไปทำรายละเอียดในพื้นที่ได้อย่างไร โดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัด จังหวัดที่อยู่ติดด่านชายแดนทั้งหมด จำนวน 10 กว่าจังหวัด นั้น ท่านต้องรู้ว่าเมื่อเปิดประชาคมอาเซียนแล้ว การค้าขายจะเป็นอย่างไร ท่านต้องเข้าใจด้วยซ้ำไปว่า สินค้าของเรามีอะไรเป็นจุดแข็ง เราเคยได้เปรียบ แต่พอเปิดประชาคมอาเซียนเราอาจจะไม่ได้เปรียบก็ได้ เราจะทำอย่างไรให้เอกชนสามารถที่ปรับตัวแข่งขันได้ และเพื่อนบ้านทำได้ต้นทุนที่ถูกกว่า ฝีมือดีกว่า เราจะทำอย่างไร นี่คือจุดต่าง ๆ ที่ดิฉันเรียนว่านั่นคือสิ่งที่เราอยากจะทำ workshop ซึ่งในการสัมมนาครั้งนี้ ก็อยากเห็นและคาดหวัดการทำ workshop ระหว่างภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน ซึ่งวันนี้ทางสภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า ก็ได้ให้เกียรติมา จริง ๆ แล้วอยากให้ทั้งส่วนของภาคเอกชนทั้งหมดทำ workshop ร่วมกัน เพื่อเราจะได้เห็นจุดในการที่เราจะต้องเตรียมตัว และเราจะได้เห็นจุดในการที่เราต้องปรับตัว เพื่อตอบโจทย์คำว่า “เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ”
ดังนั้น การที่เราจะทำ workshop เราต้องเข้าใจสำหรับตรงนี้ และถ้าเราเข้าใจจุดยุทธศาสตร์ประเทศของแต่ละประเทศเราก็จะสามารถที่จะลงทุนได้ ต้องกราบเรียนว่าการลงทุนในแต่ละประเทศนั้น ถ้าภาครัฐไม่มีนโยบายส่งเสริม อันนี้ต้องขอเรียนว่ายากจริง ๆ เพราะเราเคยช่วยเอกชน หลาย ๆ เอกชนไป แต่ถ่าภาครัฐเขาไม่ส่งเสริม อันนี้ก็จะยาก หรือบางประเทศที่เป็นประเทศเพิ่มเริ่มพัฒนาขึ้นมา การจะให้เอกชนลงทุนบริษัทเดียวเราก็เห็นใจภาคเอกชน อันนี้เป็นสิ่งที่เราต้องรวมตัวกัน แล้วก็คุยถึงภาคอุตสาหกรรมให้ไปลงทุนพร้อม ๆ กัน นี่คือสิ่งที่เราจะได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ดังนั้น ถ้าท่านได้เห็นภาพรวมแล้วเราอยากรับฟังจากสัมมนาทุกรุ่น เราเห็นและรู้จากท่านด้วยซ้ำไปว่าภาคปฏิบัติ เมื่อ change ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากระดับโลก ระดับประเทศ และระดับอาเซียน ที่จะทำให้เกิดผลการเปลี่ยนแปลงอย่างมีสาระสำคัญนี้ ภาครัฐจะต้องทำอะไรบ้าง ภาคเอกชนต้องการให้สนับสนุนอย่างไรบ้าง รัฐวิสาหกิจจะทำอย่างไรบ้าง เพื่อให้กลไกนี้ที่เปรียบเสมือนการขับเคลื่อนของร้อนเดินไปพร้อม ๆ กัน นี่คือจุดมุ่งหมายที่เราอยากเห็นประเทศของเราพัฒนาขึ้น
ต้องเรียนว่าความจริงแล้วในกลุ่มอาเซียนประเทศไทยอยู่ในจุดศูนย์กลางที่เป็นจุดยุทธศาสตร์จริง ๆ เราอยู่ตรงกลาง เราเชื่อมต่อได้เกือบทุกประเทศ เพราะฉะนั้น Connectivity นี้ ถ้าเกิดขึ้นจะเป็นประโยชน์อย่างมาก ไม่ใช่แค่เกิดการสร้างงาน สร้างคน สร้างเศรษฐกิจในประเทศ แต่จะสร้างโอกาสจาก 60 ล้านคน เป็น 600 ล้านคน เราจะฉกฉวยโอกาสนี้ได้มากที่สุด และได้เร็วที่สุดอย่างไร นี่คือโจทย์ที่ดิฉันเรียนฝากทิ้งท้ายไว้ให้กับทุกท่าน
ก่อนที่จะเข้าไปในเนื้อหาสัมมนา ดิฉันขออนุญาตเรียนอีกครั้งหนึ่ง สำหรับส่วนของประเทศไทยและเมื่อเราเข้าใจยุทธศาสตร์ประเทศไทยแล้วก็หวังอยากเห็นการทำ workshop ระหว่างประเทศไทยกับแต่ละประเทศในกลุ่มอาเซียน เช่น ไทยกับลาว แล้วเราก็จะได้เข้าใจว่าไทยกับลาวเป็นอย่างไร และภาคเอกชนท่านใดสนใจก็จะได้ร่วมกันถกแถลง ท่านใดที่มีประสบการณ์ก็จะได้แบ่งปันความรู้ว่าไปลงทุนแล้วเป็นอย่างไร เพราะเราต้องเข้าใจแม้กระทั่งลักษณะของยุทธศาสตร์ประเทศ ต้องเข้าใจลักษณะของภาษี กฎหมายในการส่งเสริม และต้องเข้าใจ nature หรือ culture ของวัฒนธรรมของคนที่นั้นด้วย นี่คือ 3 องค์ประกอบที่ถ้าเราเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ดิฉันเชื่อว่า เราหาโอกาสเจอ ต้องเรียนว่าในส่วนการทำ workshop ก็คงต้องฝากทาง ก.พ. ในการที่จะช่วยกันทำ workshop นี้ เพื่อให้ได้ผลและเกิดประโยชน์สูงสุดกับภาครัฐ ภาคเอกชน ต่อไป
ในส่วนของยุทธศาสตร์ประเทศ ขอเรียนย้ำอีกครั้งหนึ่งในยุทศาสตร์ประเทศ ที่เรามี 4 ยุทธศาสตร์หลัก คือ ยุทธศาสตร์แรก ที่เรากำลังพูดถึงซึ่งเกี่ยวกับการสัมมนานี้ คือการที่จะทำอย่างไร ให้เราเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นั่นคือเพิ่มรายได้โดยรวมให้กับประเทศ ซึ่งสิ่งนี้ คือสิ่งที่ดิฉันได้เรียนไปว่า ประเทศไทยเราถูกปรับเป็นประเทศที่มีรายไดปานกลาง ดังนั้นสิทธิพิเศษที่เราเคยได้ ที่เรียกว่า GSP หมดไปแล้ว อันนี้ก็ต้องเรียนว่า เราจึงต้องพยายามเร่งในส่วนของการเจรจา FTA ข้อสัญญา ข้อกฎหมายต่าง ๆ เหล่านี้ ทำทุกวัน ทุกกระทรวง เพราะเราต้องการที่จะแก้ปัญหานี้ แต่ขณะเดียวกัน อย่างที่เรียนว่า โอกาสนี้ ถ้าท่านทราบว่าประเทศเพื่อนบ้าน จะเห็นวันนี้ประเทศในกลุ่มอาเซียนได้สิทธิพิเศษ GSP เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นลาว กัมพูชา เมียนมาร์ ถ้าเราจะดูใช้สิทธิ์ที่เราไม่ได้ แล้วเอาไปใช้สิทธิ์ที่ประเทศเพื่อนบ้าน และอาศัยประโยชน์ของภาษีศุลกากรในอาเซียนเป็น 0% แล้วนำเข้ามา แล้วประเทศไทยยกระดับในการทำเรื่องของแปรรูป เราจะได้ส่งผลถึงแรงงานที่เรียกว่าแรงงานที่มีฝีมืออย่างเต็มที่ อันนี้คือสิ่งแรก
นอกจากนั้น ถ้าเราพัฒนาตรงนี้ไปเรื่อย ๆ ก็เชื่อว่าขีดความสามารถนี้ ภาพรวมจะดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม รัฐก็ต้องเดินหน้าร่วมกับทางภาคเอกชนในการพัฒนาขีดความสามารถเป็นรายอุตสาหกรรม ซึ่งวันนี้เราต้องการเรียนรู้จากท่าน จากภาคเอกชนในเรื่องขีดความสามารถทางอุตสาหกรรม เพื่อเราจะได้แน่ใจว่าเราจะได้ร่วมกันในการที่จะทำงานสนับสนุนการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ อย่างเรื่องของแรงานก็เป็นสิ่งสำคัญระหว่างนี้ก็ได้มีการทำ workshop เรื่องของแรงงาน ซึ่งเราก็จะเห็นว่า แรงงานเราไม่ได้มีปัญหาแค่แรงงาน แต่มีปัญหาถึงเรื่องการพัฒนาบุคลากรที่สะท้อนถึงเรื่องของระบบปฏิรูปการศึกษา ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ก็เป็นสิ่งที่เราเรียกว่าสร้างคนต้องใช้เวลา แต่อย่างไรก็ตามเราต้องสร้างอนาคตของเยาวชนไทย และอนาคตของประเทศซึ่งก็จะเป็นอีกโจทย์หนึ่งที่ถ้าได้รับการสะท้อนจากภาคเอกชน คือ ความต้องการ และการพัฒนาที่เราจะ change เกิดขึ้นแล้ว เราก็จะนำโจทย์นี้กลับไปพัฒนาบุคลากรทั้งเรื่องของแรงงาน และการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหาร หรือทางด้านของภาคเอกชน ซึ่งวันนี้ภาคเอกชนก็ร้องขอมาก
ในส่วนของยุทธศาสตร์การสร้างขีดความสามารถท่านก็จะเห็นไปแล้ว ถ้าเราได้ใช้ประโยชน์ GSP นั่นก็แปลว่าเราจะได้ใช้ความเปรียบในการเพิ่มอุปสงค์อุปทาน โดยเฉพาะเรื่องของห่วงโซ่อาหารอุปทานด้านการผลิต เรามาดูว่าต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เมื่อก่อนมี GSP เราจะทำทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำเอง แต่ถ้าวันนี้เป็นประชาคมอาเซียน เราอาจจะไปทำต้นน้ำที่ประเทศเพื่อนบ้าน ทำกลางน้ำที่ประเทศไทย แล้วปลายน้ำทำแล้วส่งออกในประเทศที่สามก็ได้ จริง ๆ แล้วมีหลายกลไกที่เป็นข้อได้เปรียบอยู่ ถ้าดูด้านภาษี ดูด้านภูมิศาสตร์ อย่างที่ไปสระแก้วสิ่งที่พบคือ ไม่ได้ขายของแค่จากไทยไปทางด้านกัมพูชาเท่านั้น แต่ขายไปถึงทางด้านเวียดนามเลย อันนี้ก็เป็นอะไรที่เราไม่ได้มองประเทศเดี่ยว ฉะนั้นท่านต้องมองถึงดูทั้งกายภาพ ภูมิศาสตร์ ดูหลายๆ มุม หลายมิติก็จะเห็นภาพนี้ อันนี้คือยุทธศาสตร์ที่ 1 ที่เรียนว่า น่าจะเป็นประโยชน์ในการที่เรานำยุทธศาสตร์ของประเทศ การสนับสนุนของภาครัฐแล้วเอาไปใช้ประโยชน์กับอาเซียน
ยุทธศาสตร์ที่ 2 คือการลดความเหลื่อมล้ำ สิ่งที่ภาครัฐให้การสนับสนุนก็คือว่า เราจะทำอย่างไร ในการลดความเหลื่อมล้ำ การกระจายความเจริญ จะเห็นว่าในหลายสถานที่ของจังหวัดยังไม่ได้ถูกพัฒนา บางที่ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟฟ้า เราจะทำอย่างไร บางที่ก็ต้นทุนสูง อย่างทางภาคใต้จะเห็นว่าต้นทุนค่าน้ำสูงมาก เพราะเป็นน้ำทะเล เราจะทำอย่างไร ให้แหล่งน้ำเข้าไปถึง ถ้าช่วยอย่างเร็วลดต้นทุน ก็ได้แล้ว นี่คือสิ่งหนึ่งที่เราต้องมาร่วมกันคิด ร่วมกันพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานก็เป็นอีกโจทย์หนึ่งที่เราประกาศการลงทุนเพื่อตอบโจทย์การกระจายและลดความเหลื่อมล้ำ เพราะว่าตรงนี้จะทำให้การเดินทางเข้าถึงชุมชน และทุกครั้งที่มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ท่านจะเห็นว่าจะเกิดการลงทุนและจ้างงาน ดิฉันเชื่อว่าวันนี้ภาคเอกชนอยู่ ถ้ารัฐประกาศการลงทุนที่ชัดเจน ดิฉันเชื่อว่าภาคเอกชนก็กล้าตัดสินใจที่จะลงทุน นี่คือสิ่งที่เป็นความสำคัญของการออกพระราชบัญญัติการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศ 2 ล้านล้านบาท เพราะมีความแน่นอน มีความชัดเจน ดิฉันเชื่อว่าเวลาเอกชนที่คิดจะลงทุนสักหนึ่งโครงการ หรือหนึ่งบริษัท เขาไม่ได้คิดแค่วันนี้ พรุ่งนี้ไป ต้องคิดข้างหน้า แต่ถ้าแผนอะไรไม่แน่นอน เอกชนบอกว่าขอความแน่นอนก่อนค่อยลงทุน อันนี้คือสิ่งที่เราต้องมาทำงานปรับปรุงในส่วนนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับภาคเอกชน
สำหรับยุทธศาสตร์นี้ ยังมีส่วนที่ทางรัฐบาลได้เพิ่มซึ่งก็ตอบโจทย์สำหรับอาเซียนด้วย คือการประกาศการดูแลผู้สูงอายุผู้สูงอายุ เด็ก สตรีและผู้ด้อยโอกาส เพราะว่าวันนี้ในกลุ่มอาเซียนให้ความสำคัญกับเด็กและสตรี โดยเฉพาะความปลอดภัย ทางด้านการเดินทาง ความมั่นคง และสาธารณสุขอย่าง วันนี้ในส่วนของภาครัฐด้านสาธารณสุขนั้น เราก็ถือว่าเราเป็นตัวอย่างที่ดี ทาง UN ได้นำเอาตัวอย่างของเราไป ในการที่เรามีโครงการหลักประกันสุขภาพที่ดูแลไปยังต่างจังหวัด นอกจากนั้น เร็ว ๆ นี้จะมีการประกาศการบูรณาการอย่างเป็นรูปธรรมร่วมกันในการตั้งศูนย์ช่วยเหลือสังคม OSCC (One-Stop Crisis Center) ซึ่งจะเป็นระบบส่งต่อที่จะช่วยเหลือเคลือข่ายเด็ก สตรี และผู้ด้อยโอกาส โดยเฉพาะถูกกระทำรุนแรง ถูกกระทำทางด้านการกดขี่ข่มเหง ไม่ว่าจะเป็นทางด้านของเด็ก สตรี ผู้ด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ หรือแม้กระทั่งผู้พิการ นี่เป็นหนึ่งโครงการที่เราจะร่วมกันแก้ปัญหาสังคม และในขณะเดียวกันโจทย์ต่าง ๆ เหล่านี้ เรายังไม่ได้คิดจึงขออนุญาตฝากภาครัฐ หลายท่านก็มา อย่างเช่นถ้าวันนี้เราดูแลแต่ 60 กว่าล้านคน ถ้าอีกหน่อยเราเป็นประชาคมอาเซียน มา 600 ล้านคน แล้วจะดูแลอย่างไร ท่านช่วยตอบด้วย อันนี่ก็เป็นอีกงานหนึ่งว่าหลังจากฟังนี้แล้ว ขอว่าท่านกระทรวงที่เกี่ยวข้องช่วยกรุณากลับไปดูงานไหนบ้างยังไม่ได้ทำ และงานไหนบ้างเราต้องรับประเทศเพื่อนบ้าน หรือแรงงานต่างด้าวเราจะดูแลเขาอย่างไร ถ้าเราไม่ให้เขารักษาแล้วถ้าเขาป่วยขึ้นมาจะทำอย่างไร สิ่งต่างๆ เหล่านี้ต้องมีวิธีคิด และกฎระเบียบต่าง ๆ ตรงนี้ก็คงจะขออนุญาตฝากไปด้วยเลย
ยุทธศาสตร์ที่สาม การสร้างการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมก็คือเราพูดถึงธรรมชาติ การอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งวันนี้ก็เป็นช่วงที่เรากำลังรณรงค์อนุรักษ์พลังงาน แต่สิ่งที่จะได้ประโยชน์ก็คือการที่เราต้องมองว่าอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่เติบโตขึ้นต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็เป็นหนึ่งในการที่จะเสริมต่อการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการหาแหล่งพลังงาน ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งหลายประเทศในอาเซียน เช่น เมียนมาร์ก็ได้ส่งก๊าซธรรมชาติให้กับไทย ในขณะเดียวกันเราเองจะทำอย่างไรต่อในการที่จะพัฒนาหรือการนำเอาพลังงานทางเลือก พลังงานภาคการเกษตร เอามาเปลี่ยนจากพืชเกษตรเป็นพืชพลังงาน เราจะทำอย่างไร อันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ดิฉันคิดว่าเราก็น่าจะปรับกันทุกด้าน
ส่วนยุทธศาสตร์ที่สี่ คือ การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ เป็นโจทย์ที่เราไม่ได้มองแค่ว่า ปกติเราก็อยากจะเห็นการปรับการบริหารจัดการเพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก หรือการเปลี่ยนของภูมิประเทศต่าง ๆ ที่เติบโตขึ้น การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกันวันนี้เราต้องรวมการเปลี่ยนแปลงของการก้าวสู่ประชาคมอาเซียนเข้าไปไว้ในแผน โดยเฉพาะแผนราชการ ดิฉันอยากเห็นบทบาทราชการเป็นเหมือนฟันเฟือง เป็นน้ำมันหล่อลื่นที่จะทำให้ภาคเอกชนนั้น สามารถที่จะขับเคลื่อนไปได้ ภาครัฐอยากที่จะเป็นผู้ให้การสนับสนุน เรียนยืนยันว่า นโยบายของรัฐบาล อะไรที่เราให้ภาคเอกชนลงทุนได้ ส่งเสริมได้ เราอยากเห็นการเติบโตของภาคเอกชน และภาครัฐก็ควรที่จะเป็นคนที่ให้กลไกและเป็นคนที่บูรณาการในส่วนที่ภาคเอกชนต้องการให้ภาครัฐรองรับ ตรงนี้เป็นการที่เราได้ใช้จุดแข็งของเราอย่างเต็มที่
แต่อย่างไรก็ตาม วันนี้เราไม่ได้ค้าขายอยู่เพียงเท่านี้ เราต้องการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนด้วยเช่นกัน ดังนั้นไม่ใช่แค่เพียงว่าการที่จะส่งเสริมการบริหารจัดการในประเทศเท่านั้น ก็ต้องส่งเสริมทำอย่างไรให้เอกชนไปลงทุนในต่างประเทศ และส่งเสริมให้ต่างประเทศมาลงทุนในประเทศไทย นั่นคือกฎระเบียบต่าง ๆ ของราชการ เราอยากเห็นการลดความซ้ำซ้อน ลดความยุ่งยากของผู้ลงทุน เพื่อให้ประเทศไทยได้ติดอันดับกลับคืนมาเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อว่า ง่ายต่อการลงทุน แต่ต้องมีการตรวจสอบเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น และต้องโปร่งใส จุดนี้เป็นจุดสำคัญที่ดิฉันเรียนยืนยันว่า เราต้องร่วมกันในการปรับปรุงเพื่อให้เกิดความมั่นใจ ไม่มีประเทศใดเขาลงทุนแล้วเขาขาดความมั่นใจ หลาย ๆ ประเทศที่นักลงทุนไม่ลงทุน เพราะกฎ ระเบียบต่าง ๆ การลงทุนไม่โปร่งใส เขาก็ไม่มั่นใจ นั่นคือสิ่งที่เราต้องพัฒนาควบคู่กันไป เราคงไม่อยากเห็นการแก้ปัญหาจากจุดเล็กแล้วทำให้ส่วนรวมติดขัด หรือเกิดความยาก นี่ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่เราก็ต้องสะท้อนในส่วนนี้ แต่เราก็ต้องเข้าใจกฎหมายของสากลด้วย นี่คือสิ่งที่เป็นงานยากของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงยุติธรรมที่ท่านจะต้องนำเอากฎหมายที่เป็นสากลมาประยุกต์ใช้ แต่ change ในประเทศเราจะทำควบคู่กันอย่างไร เพราะว่าทุกอย่างของระเบียบต่าง ๆ ก็ควรจะยึดหลักจากกฎระเบียบที่สากลยอมรับ ถ้าเรามีระเบียบที่เป็นสากลยอมรับ มีความเสมอภาค มีกติกาที่ตรวจสอบได้ ดิฉันเชื่อว่าเราจะดึงนักลงทุนมาลงทุนในประเทศไทยได้อีกจำนวนมาก อันนี้ก็เป็นโครงสร้างที่เราจะต้องทำงานภายใต้ยุทธศาสตร์ของประเทศ
ในส่วนของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ดิฉันขอเรียนไว้นิดหนึ่งก่อนสรุป ขอเรียนว่าในส่วนของโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท นั้น ภายใต้การตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ Connectivity ก็คือโอกาสที่เราพูดถึงการเติบโตสู่ AEC คือการเชื่อม ซึ่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท คือการลงทุนเรื่องของถนนในการเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน รวมถึงด่านศุลกากร ซึ่งส่วนนี้เราจะปรับปรุงด่านศุลกากรให้มีความเชื่อถือและมีความมั่นใจ ที่สำคัญความรวดเร็ว อันนี้คือส่วนหนึ่งในวัตถุประสงค์นี้ แล้วจากจุดเชื่อมต่อของประเทศเพื่อนบ้านก็ต้องมาเชื่อมต่อที่ประเทศไทย นั่นคือเชื่อมต่อหลัก ๆ ตั้งแต่แหล่งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ถ้าบางพื้นที่หยุด และไม่มีการเชื่อมต่อแน่นอนคนอื่นเขามองตรงนี้ด้วย เขามองการขนส่ง อันนี้ก็จะทำให้การขนส่งต่าง ๆ ลดลง ความสะดวกรวดเร็วที่มีมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันที่เราเชื่อมต่อตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ นั้น ต้องให้แน่ใจว่าต้นน้ำตรงกับแหล่งวัตถุดิบที่มีต้นทุนต่ำที่สุด ถ้าภาคการเกษตรก็คือแหล่งเพาะปลูกต่าง ๆ สินค้าเกษตรที่สามารถจะทำให้ร่นระยะเวลา หรือลดค่าใช้จ่าย ตรงนี้ก็จะทำให้งาน ต่าง ๆ สามารถที่จะเชื่อมต่อตั้งแต่ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม
เรื่องที่สอง ถ้าเมื่อเรามีการเชื่อมโยงนี้แล้ว ถ้าท่านเชื่อมโยงโดยเฉพาะเส้นที่ให้เกิดการกระจายความเจริญทั่ว ๆ กัน ท่านก็จะได้ความเจริญสู่ภูมิภาคและมีการตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ของประเทศเรื่องของการลดความเหลื่อมล้ำ อย่างที่เรียนว่า เรามองภูมิภาคทุกภูมิภาคเป็น hub แปลว่าอะไร บางจุดก็เป็นจุดตัดของเส้นทางคมนาคมขนส่งจากจุดตัด อย่างเช่น จังหวัดพิษณุโลกเป็นจุดที่เชื่อมต่อระหว่าง East-West Corridor กับเหนือ ใต้ แล้วพิษณุโลกจะไม่เผื่อแผ่จังหวัดข้าง ๆ หรือ เราจึงจำเป็นต้องทำถนนจากพิษณุโลกต่อไปยังเมืองข้างเคียง เพื่อให้แต่ละเมืองนั้น ได้สิทธิประโยชน์นี้ด้วย นี่คือเรียกว่าการกระจายความเจริญ และเราก็จะมีการเขื่อมการเดินทางระหว่างเหนือไปตะวันออกเฉียงเหนือ หรือเส้นทางที่มีจำนวนประชากรมาก เพื่อที่จะให้เกิดการหมุนเวียนของวงจรเศรษฐกิจและการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค อันนี้คือวัตถุประสงค์ที่สาม
ส่วนวัตถุประสงค์ที่สี่ ก็คือการเชื่อมด้วยแหล่งท่องเที่ยว นี่ก็คือเป็นจุดที่เรียกว่าเป็นผลพลอยได้ เพราะความจริงแล้วเราไม่ได้มองแค่รายได้ของการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่เราจะทำให้ชุมชนบริเวณนั้น สามารถที่จะยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการควบคู่กันไปด้วย และสะท้อนถึงวัฒนธรรมอันดีและอัตลักษณ์ของประเทศไทย โดยเฉพาะในภูมิภาคเรามีสถานที่ดี ๆ อีกมาก ถ้าท่านเห็นว่าเรามีหลายที่ที่ไปเป็นหลัก นักท่องเที่ยวก็ไปไม่ไหว ถ้าไปถนนที่ดีครอบคลุมจุดท่องเที่ยวที่สำคัญ การเชื่อมเมืองต่อเมืองที่เป็นเมืองท่องเที่ยว แน่นอนเขาไม่ได้มาแค่จังหวัดเดียวแล้ววันนี้ ถ้ามาจากต่างประเทศเพื่อลงที่จังหวัดเดียวจุดเดียวคงไม่คุ้มคงไม่มีใครมา ถ้าเราเชื่อม 2-3 เมืองเข้าด้วยกันเขาก็จะคุ้มที่จะเดินทาง นี่คืออีกจุดหนึ่งเป็นวัตถุประสงค์ข้อที่สี่ของการที่เราได้มีการพัฒนาในแนวคิดของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท
เรียนว่าดิฉันเองคงใช้เวลาพอสมควรเกริ่นภาพรวมให้กับทุกท่าน แต่ดิฉันเชื่อว่าคงจะมีอีกหลาย ๆ ข้อ ที่ภาครัฐอาจจะมองในภาพรวมที่ยังนึกไม่ถึง แต่ก็หวังว่าการจุดประกายการสัมมนารุ่นนี้จะเป็นจุดสำคัญที่จะเป็นกระบอกเสียงช่วยกันกับภาครัฐในการที่จะพัฒนาหลักสูตรนี้ร่วมกัน
สุดท้ายนี้ ดิฉันเองก็หวังว่าหลังจบสัมมนาแล้ว ดิฉันก็คงต้องขอความรู้จากทุกท่าน เราแบ่งความรู้กันยิ่งเรียนมากก็ยิ่งรู้มากก็อยากขอเรียนรู้จากท่านบ้าง ว่าจะมีอะไรบ้างที่ควรจะพัฒนาเพิ่ม และมีหลักสูตรไหนที่ท่านคิด ภาครัฐเราจะช่วยกันจัดหลักสูตรนี้ให้ และในที่สุดแล้วเราก็จะขยายหลักสูตรนี้ ซึ่งเราอยากจะเห็นทั้งหมดของการขยายหลักสูตรนี้ ประกอบไปด้วย ภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อที่จะช่วยกันในการตอบโจทย์ลงไปในรายละเอียดทั้งหมด ทั้งหมดนี้เป็นวัตถุประสงค์ หัวใจ และเจตนารมณ์ของการสัมมนาครั้งนี้ หวังว่าดิฉันเองคงไม่ได้ใช้เวลานานจนเกินไป ขอขอบคุณทุกท่านที่ได้ให้เกียรติเสียสละเวลามาทำงานเป็นรุ่นบุกเบิกของการสัมมนาครั้งนี้ ขออนุญาตขอบคุณ และขอให้ทุกท่านได้ใช้ประโยชน์จากตรงนี้อย่างเต็มที่
ขอบคุณค่ะ
-----------------------------------
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
วิไลวรรณ/ถอดเทป